ประกาศใช้กม.มั่นคง เติมฟืน นิรโทษ-เขาพระวิหาร จับตารัฐบาล เอาอยู่??? วิเคราะห์ มติชนออนไลน์
รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคง ลากยาวออกไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน
หลังปิดสมัยประชุมสภาไปแล้ว
ก็ด้วยเหตุมาจากการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)
ที่ปักหลักปิดถนนชุมนุมอยู่ที่บริเวณแยกอุรุพงษ์
กับกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ "ศาลโลก" นัดฟังคำพิพากษาตัดสินว่า
พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า "พื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร"
อยู่ภายใต้อธิปไตยประเทศใด ตามที่ทางฝ่ายกัมพูชาร้องขอ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้
และอีก 1 เหตุ คือการพิจารณากฎหมายร้อนๆ ที่เหลืออยู่ในสภา
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นเชื่อมโยงที่ "หน่วยงานความมั่นคง" ประเมินแล้วว่า เป็นสิ่งที่
"ฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาล" สามารถนำมาเป็นประเด็นในการเชื่อมโยงเพื่อชวนเชื่อนำพา "มวลชน"
มาเติมให้การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ รวมถึงอนาคตข้างหน้าด้วย
ในทรรศนะของรัฐบาล แม้ว่าการชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป หรือศาลโลก
จะนัดหมายตัดสินพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร บนเขาพระวิหาร ซึ่งถือเป็นความ
ละเอียดอ่อนทั้งสิ้น ยิ่งกรณีหลังหากผลออกมาไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ถึงอย่างไร
รัฐบาลก็คงหลีกหนีเสียงวิพากษ์โจมตีไม่ได้อย่างแน่นอน
สำหรับการพิจารณากฎหมายในสภาก็ต้วมเตี้ยมเดินหน้าไปได้ทีละขยัก แก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง กว่าจะผ่านได้แต่ละฉบับถึงกับหืดขึ้นคอ แถมยังมีการร้อง และจ่อ
จะร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกเป็นจำนวนมาก
แต่ที่ "จับตา" และอาจส่อเค้าเติม "ฟืนร้อนๆ" ให้กับเชื้อไฟทางการเมือง และก่อให้
ความวุ่นวายกับเสถียรภาพของรัฐบาล อยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ
นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ที่มี "สามารถ แก้วมีชัย"
เป็นประธาน
เพราะทันทีที่ "ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์" อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ
รองประธานคณะกรรมาธิการนิรโทษกรรม คนที่ 1 เสนอให้มีการแก้ไขความในมาตรา 3
ของร่างเดิมที่ "40 ส.ส. เพื่อไทย" เสนอ ให้เป็นความดังต่อไปนี้แทน
โดย "ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับ
การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง
หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น
ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงาน
ที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม
พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้
หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
และ "การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่ร่วมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"
จึงอุบัติการโต้แย้งกันอย่างหนักระหว่างกรรมาธิการสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย
"สุนัย จุลพงศธร" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ "พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน" กับกรรมาธิการในสัดส่วน
ของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ผู้นำฝ่ายค้าน กับ "แก้วสรร อติโพธิ"
อดีต ส.ว. ในฐานะกรรมาธิการทันที
โดยเฉพาะข้อโต้แย้งของ "แก้วสรร" ในฐานะเคยเป็น 1 ในคณะกรรมการตรวจสอบการ
กระทำให้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ระบุว่า องค์กรที่จัดขึ้นมาภายหลังการ
รัฐประหารและสามารถชี้มูลความผิดได้ ก็เพียงมี คตส.เท่านั้น ที่สำคัญยังได้ชี้มูลความผิด
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีโอนหุ้นโดยมิชอบ จนกระทั่งศาลฎีกาแผนก
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท
ยิ่งความในมาตรา 4 ที่กำหนดให้ ระงับการดำเนินคดี การสอบสวน รวมถึงการพิจารณา
ที่อยู่ในการพิจารณาของกระบวนการ รวมถึงให้คนที่ต้องคำพิพากษาให้ถือว่าไม่เคยต้อง
คำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด และหากอยู่ระหว่างการรับโทษให้ถือว่าการลงโทษสิ้นสุด
อาจทำให้เข้าข่ายที่ทำให้คดีที่ คตส.ได้ดำเนินการและมีการสั่งฟ้อง จนคดีมีการสิ้นสุด
แล้วจะได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะเปิดช่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถนำเงิน
ที่ถูกยึดไปกลับคืนไปได้ด้วย และจะเกิดความเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งหนักขึ้นไปอีก
ที่สุด กมธ.สัดส่วนของพรรคเพื่อไทยเอาด้วย มิหนำซ้ำ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน"
ก็เอาด้วย จึงพร้อมใจกันยกมือเป็นมติเสียงข้างมาก บรรจุความดังกล่าว รอนำกลับ
ให้ที่ประชุมสภาให้ความเห็นชอบในวาระ 2 ตามกระบวนการปกติ
นี่จึงอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยน" อันสำคัญที่จะทำให้การชุมนุมของการต่อต้านรัฐบาล
กลับมาคึกคักขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของ "นักวิชาการ" ที่ออกมาสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
และมวลชนคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมษายน-
พฤษภาคม 2553 ที่ประกาศตัวเสมอว่าจะต้องนำ "ผู้สั่งการ" เข้ารับโทษตาม
กระบวนยุติธรรมให้ได้นั้น
แต่การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดความ "การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้อง
หรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณา
ด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืน
การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วงหรือการแสดง
ออกด้วยวิธีการใดๆ" ตามร่างเดิมออก
ซึ่งเป็นข้อความที่ชี้ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายประชาชนที่ต่อต้านรัฐ ไม่ใช่ฝ่าย
เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อตัดออก จึงเท่ากับว่า หมายรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้สั่งการ
ไปโดยปริยาย
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า คนเสื้อแดงจะไม่พอใจตามความเห็นของ
กรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะมีการปลดล็อกให้ "อภิสิทธิ์" และ "สุเทพ"
หลุดจากคดีไปด้วย
แถมกลุ่มคนเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หน้ากากขาว กปท. คปท. รวมถึง
พรรคประชาธิปัตย์จะต้องออกมาขัดขวาง เพราะ "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะ
ได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปเต็มๆ
แต่อย่างไรก็ตาม การที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านสภา ในวาระที่ 2 ไปได้
ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย และ
พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการขอแปรญัตติไว้เป็นจำนวนมาก
รับรองได้ว่า สภาจะต้องมีเหตุ "ป่วน" เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และหากผสม
กับแรงต้านจากสหม็อบ ที่จะเดือดดาลอย่างรุนแรง
รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องรับมืออย่างเต็มที่
จึงต้องจับตาดูว่า การใช้กฎหมายความมั่นคงจะ "เอาอยู่" หรือไม่???
หน้า 11 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม 2556
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382251185&grpid=&catid=02&subcatid=0202
ยังไม่จบ รออ่านต่อด้วย เอาให้จุใจ ใครจะไป ใครจะมา
จับตาดู อย่าให้ออกนอกระบบก็แล้วกัน วันนี้ หุ้น..ลบกระจุย ...
ไม่รู้ผลจากการเมือง หรือป่าว ...


ช้าง ชน ช้าง .... ทั้ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ศึกเขาพระวิหาร รัฐบาลเอาอยู่???? ... วิเคราะห์ มติชน ไม่ "อวยปู&qu
รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคง ลากยาวออกไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน
หลังปิดสมัยประชุมสภาไปแล้ว
ก็ด้วยเหตุมาจากการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)
ที่ปักหลักปิดถนนชุมนุมอยู่ที่บริเวณแยกอุรุพงษ์
กับกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ "ศาลโลก" นัดฟังคำพิพากษาตัดสินว่า
พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า "พื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร"
อยู่ภายใต้อธิปไตยประเทศใด ตามที่ทางฝ่ายกัมพูชาร้องขอ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้
และอีก 1 เหตุ คือการพิจารณากฎหมายร้อนๆ ที่เหลืออยู่ในสภา
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นเชื่อมโยงที่ "หน่วยงานความมั่นคง" ประเมินแล้วว่า เป็นสิ่งที่
"ฝ่ายที่จ้องล้มรัฐบาล" สามารถนำมาเป็นประเด็นในการเชื่อมโยงเพื่อชวนเชื่อนำพา "มวลชน"
มาเติมให้การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ รวมถึงอนาคตข้างหน้าด้วย
ในทรรศนะของรัฐบาล แม้ว่าการชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป หรือศาลโลก
จะนัดหมายตัดสินพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร บนเขาพระวิหาร ซึ่งถือเป็นความ
ละเอียดอ่อนทั้งสิ้น ยิ่งกรณีหลังหากผลออกมาไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ถึงอย่างไร
รัฐบาลก็คงหลีกหนีเสียงวิพากษ์โจมตีไม่ได้อย่างแน่นอน
สำหรับการพิจารณากฎหมายในสภาก็ต้วมเตี้ยมเดินหน้าไปได้ทีละขยัก แก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง กว่าจะผ่านได้แต่ละฉบับถึงกับหืดขึ้นคอ แถมยังมีการร้อง และจ่อ
จะร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกเป็นจำนวนมาก
แต่ที่ "จับตา" และอาจส่อเค้าเติม "ฟืนร้อนๆ" ให้กับเชื้อไฟทางการเมือง และก่อให้
ความวุ่นวายกับเสถียรภาพของรัฐบาล อยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ
นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ที่มี "สามารถ แก้วมีชัย"
เป็นประธาน
เพราะทันทีที่ "ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์" อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ
รองประธานคณะกรรมาธิการนิรโทษกรรม คนที่ 1 เสนอให้มีการแก้ไขความในมาตรา 3
ของร่างเดิมที่ "40 ส.ส. เพื่อไทย" เสนอ ให้เป็นความดังต่อไปนี้แทน
โดย "ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับ
การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง
หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น
ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงาน
ที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม
พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้
หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
และ "การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่ร่วมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"
จึงอุบัติการโต้แย้งกันอย่างหนักระหว่างกรรมาธิการสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย
"สุนัย จุลพงศธร" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ "พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน" กับกรรมาธิการในสัดส่วน
ของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ผู้นำฝ่ายค้าน กับ "แก้วสรร อติโพธิ"
อดีต ส.ว. ในฐานะกรรมาธิการทันที
โดยเฉพาะข้อโต้แย้งของ "แก้วสรร" ในฐานะเคยเป็น 1 ในคณะกรรมการตรวจสอบการ
กระทำให้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ระบุว่า องค์กรที่จัดขึ้นมาภายหลังการ
รัฐประหารและสามารถชี้มูลความผิดได้ ก็เพียงมี คตส.เท่านั้น ที่สำคัญยังได้ชี้มูลความผิด
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีโอนหุ้นโดยมิชอบ จนกระทั่งศาลฎีกาแผนก
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท
ยิ่งความในมาตรา 4 ที่กำหนดให้ ระงับการดำเนินคดี การสอบสวน รวมถึงการพิจารณา
ที่อยู่ในการพิจารณาของกระบวนการ รวมถึงให้คนที่ต้องคำพิพากษาให้ถือว่าไม่เคยต้อง
คำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด และหากอยู่ระหว่างการรับโทษให้ถือว่าการลงโทษสิ้นสุด
อาจทำให้เข้าข่ายที่ทำให้คดีที่ คตส.ได้ดำเนินการและมีการสั่งฟ้อง จนคดีมีการสิ้นสุด
แล้วจะได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะเปิดช่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถนำเงิน
ที่ถูกยึดไปกลับคืนไปได้ด้วย และจะเกิดความเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งหนักขึ้นไปอีก
ที่สุด กมธ.สัดส่วนของพรรคเพื่อไทยเอาด้วย มิหนำซ้ำ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน"
ก็เอาด้วย จึงพร้อมใจกันยกมือเป็นมติเสียงข้างมาก บรรจุความดังกล่าว รอนำกลับ
ให้ที่ประชุมสภาให้ความเห็นชอบในวาระ 2 ตามกระบวนการปกติ
นี่จึงอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยน" อันสำคัญที่จะทำให้การชุมนุมของการต่อต้านรัฐบาล
กลับมาคึกคักขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของ "นักวิชาการ" ที่ออกมาสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
และมวลชนคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมษายน-
พฤษภาคม 2553 ที่ประกาศตัวเสมอว่าจะต้องนำ "ผู้สั่งการ" เข้ารับโทษตาม
กระบวนยุติธรรมให้ได้นั้น
แต่การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดความ "การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้อง
หรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณา
ด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืน
การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วงหรือการแสดง
ออกด้วยวิธีการใดๆ" ตามร่างเดิมออก
ซึ่งเป็นข้อความที่ชี้ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายประชาชนที่ต่อต้านรัฐ ไม่ใช่ฝ่าย
เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อตัดออก จึงเท่ากับว่า หมายรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้สั่งการ
ไปโดยปริยาย
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า คนเสื้อแดงจะไม่พอใจตามความเห็นของ
กรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะมีการปลดล็อกให้ "อภิสิทธิ์" และ "สุเทพ"
หลุดจากคดีไปด้วย
แถมกลุ่มคนเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หน้ากากขาว กปท. คปท. รวมถึง
พรรคประชาธิปัตย์จะต้องออกมาขัดขวาง เพราะ "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะ
ได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปเต็มๆ
แต่อย่างไรก็ตาม การที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านสภา ในวาระที่ 2 ไปได้
ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย และ
พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการขอแปรญัตติไว้เป็นจำนวนมาก
รับรองได้ว่า สภาจะต้องมีเหตุ "ป่วน" เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และหากผสม
กับแรงต้านจากสหม็อบ ที่จะเดือดดาลอย่างรุนแรง
รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องรับมืออย่างเต็มที่
จึงต้องจับตาดูว่า การใช้กฎหมายความมั่นคงจะ "เอาอยู่" หรือไม่???
หน้า 11 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม 2556
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382251185&grpid=&catid=02&subcatid=0202
ยังไม่จบ รออ่านต่อด้วย เอาให้จุใจ ใครจะไป ใครจะมา
จับตาดู อย่าให้ออกนอกระบบก็แล้วกัน วันนี้ หุ้น..ลบกระจุย ...
ไม่รู้ผลจากการเมือง หรือป่าว ...