การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

กระทู้คำถาม
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ
1.ระยะเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือนหลังติดเชื้อ ดังนี้
อาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
อาการอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผื่น ปวดข้อ
2.ระยะเรื้อรัง
ระยะเรื้อรังแบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ
2.1 พาหะ คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นก่อนแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีก่อน
2.2 ตับอักเสบเรื้อรัง คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ

ผมขอถามคำถามดังนี้
1. หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จาก การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ อันดับแรก หลังจากได้ รับเชื้อ มา 1-4 เดือน อาการ จะเป็น " ระยะเฉียบพลัน " เท่านั้น หรือ ไม่ หรือ ว่า สามารถ ข้ามไป  " ระยะเรื้อรัง " ได้เลย โดย ไม่ ผ่าน ระยะเฉียบพลัน พูดง่ายๆ คือ ได้รับเชื้อมา แล้วเป็น " พาหะ " เลย โดย ไม่ ผ่าน ระยะเฉียบพลัน
2.เมื่อทำการรักษา โรค และ การ ทำงานของตับกลับสู่ปกติ และมีภูมิคุ้มกัน ( และไม่เป็น พาหะ ) แสดง ว่า เชื้อโรคได้ หาย ออกไป จาก ร่าง กาย ใช่ หรือไม่ กล่าว คือ ตรวจไม่เจอ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี ใน ร่างกายอีก
3.เมื่อมีภูมิคุ้มกัน เชื้อไวรัสตับอักเสบบี ใน ร่างกายแล้ว สามารถกลับ ไปติด เชื้อ นี้ อีก ได้ หรือ ไม่

ขอบคุณสำหรับคำตอบมากครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่