เพื่อนผมโดนแกงค์มิจฉาชีพหลอกไปชิงทรัพย์ที่ "นครนายก"

ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเล่าเรื่องแบบนี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวแบบนี้ด้วยซ้ำ
เพื่อนผมคนนี้มีอาชีพเป็น Interior Designer เหมือนกันกับผม และได้มาปรึกษากับผมว่ามีคนมาติดต่อให้ไปทำงานที่จังหวัดนครนายก

เรื่องที่ผมจะเล่านี้อาจจะยาวนิดนึงแต่เป็นเป็นประโยชน์กับสังคมเราแน่ๆครับ เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆกับพี่น้อง DEC เพาะช่างของผม  ผมขอใช้ชื่อน้องเค้าว่า น้องDec ละกัน

เรื่องก็มีอยู่ว่า น้องDec คนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนึงอยู่แล้ว มีอยู่วันนึง (เมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว) ก็มีโทรศัพท์สายนึงโทรเข้าไปหาน้องDec
“เห้ย ไอ้Dec เป็นยังไงวะ สบายดีมั้ย พี่เป็นรุ่นพี่เราเอง พอดีมีงานงานนึงจะให้ทำว่ะ สนใจเปล่า” เสียงในสายพูด
น้องDec ก็สงสัยว่าเสียงในสายเป็นใครก็เลยถาม “แล้วนี่ใครครับ” อีกฝ่ายก็ตอบมาว่า “ไม่ต้องรู้หรอกว่ากูชื่ออะไร เดี๋ยวเจอกู ก็จะอ๋อเอง” ซึ่งเวลานั้นน้องDecคิดว่าว่าเป็นรุ่นพี่ในแผนกซักคนนึง คงอำ ไม่อย่างั้นไม่เรียกชื่อถูก บอกลักษณะรูปร่างถูก ต้องเป็นคนที่เคยเจอกันแน่ๆ คนที่อ้างตัวว่าเป็นรุ่นพี่ก็เลยพูดว่า “พอดีมีงานรีสอร์ทจะให้ไปช่วยหน่อย ให้ไปทำเป็นเหมือนที่ปรึกษาโครงการ รีสอร์ทอยู่นครนายก ใกล้ๆเขื่อนขุนด่านฯ ไปกินอยู่ที่นั่น มีที่พักให้ มีอาหารให้ 2 มื้อ ทำงานแค่อาทิตย์ละ 4 วัน  เงินเดือน 45,000 บาท แถมมีค่าคอมแบ่งจากคนที่มาพักอีกด้วย”
น้องDec ได้ยินดังนั้นก็สนใจเพราะคิดว่าอยากช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านให้ดีขึ้น และด้วยความอยากรู้ว่ารุ่นพี่คนนั้นคือใคร รุ่นพี่คนนั้นก็บอกมาอีกว่า “เนี่ย พี่คุยกับเจ้านายพี่ให้แล้วนะ ว่าเราอ่ะทำงานดี มีฝีมือ เค้าก็อยากให้เราไปช่วยงานเค้า เราสนใจมั้ยล่ะ ถ้าสนใจพรุ่งนี้ก็มาคุยงานกันเลยที่นครนายก แต่น้องไม่ต้องแต่งตัวดีนะ ให้แต่งตัวดูไม่มีอะไร ทำให้ตัวให้ดูน่าสงสาร เจ้านายพี่เค้าจะได้ชอบ”
“แล้วน้องใช้โทรศัพท์อะไร” น้องDec ก็ตอบว่า “ใช้ iPhone ครับ” รุ่นพี่ก็บอกว่า “ไม่ต้องเอามานะ ใช้แค่ ซัมซุงฮีโร่ก็ได้นะได้ดูน่าสงสาร” (คิดเหมือนผมใช่มั้ยครับเวลานั้นใครจะซื้อซัมซุงฮีโร่มาใช้เพื่อไปคุยงาน) แล้วรุ่นพี่ก็ย้ำมาอีกว่า “ถ้ามีโน๊ตบุ๊คก็เอามาด้วยก็ได้นะ เผื่อจะได้เปิดงานให้เจ้านายพี่ดูด้วย”
น้องDec ก็ตอบตกลงไป
ทางนั้นก็นัดมาให้ไปเจอที่หน้าโรงพยาบาลนครนายก ตอน 9 โมงเช้า วันต่อมาน้องDec ก็ไปตามเวลานัดแต่รุ่นพี่ยังไม่มา แต่โทรมาบอกว่า “พอดีพี่ต้องไปประชุมที่ปราจีน เดี๋ยวเจ้านายพี่เค้าจะไปรับเราแทน” พอวางหูปุ๊บ เจ้านายของรุ่นพี่ก็โทรเข้ามาเบอร์ของน้องDec ถามว่าถึงแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวประมาณอีก 20 นาทีเดี๋ยวพี่ไปรับ ให้รอหน้าเซเว่นฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล น้องDec ก็ไปรอหน้าเซเว่น แต่ด้วยความอยากรู้ว่าใครน้องDec ก็ไปยืนหลบๆก่อน แล้วแอบดู สักพักเจ้านายก็โทรเข้ามาถามว่า “น้องอยู่ตรงไหนนี่พี่ถึงแล้วนะ” น้องDec ก็ถาม “แล้วพี่อยู่ตรงไหนครับ” “เนี่ยพี่อยู่ในรถวีออสสีขาว” น้องDec ก็เดินไปที่รถ ทางนั้นก็เปิดกระจกรถมาหน่อยนึงแล้วถามว่า “นี่ใช่ Dec มั้ย” “ใช่ครับ” พอเจอกันแล้วน้องDec ก็ขึ้นรถไป เจ้านายก็ถามว่าเราไปคุยงานที่ไหนดีเอาใกล้ๆแถวนี้มั้ย น้องDec ก็บอกว่า “คุยในร้านคอฟฟี่ช็อปแถวนี้ก็ได้ครับพี่” แต่ทางนั้นบอกว่า “พี่ว่าเราอย่าไปคุยในร้านกาแฟเลย คนเยอะ พี่ไม่อยากคุยเรื่องเงินๆทองๆให้คนอื่นได้ยิน” น้องDec ก็เลยบอกว่า “งั้นแล้วแต่พี่ก็ได้ครับ” ฝ่ายนั้นก็บอกมาว่า “งั้นไปคุยในโรงแรมมั้ย” (งงใช่มั้ยครับ คุยงานในโรงแรม แต่ถ้าเป็นเราๆถ้าอยากได้งานก็ต้องเออ ออ ตามเค้าแหละครับเวลานั้น) น้องDec เราก็งงๆ แต่ก็ตอบตกลงไปเพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรผู้ชายกับผู้ชาย ก็นั่งคุยงานกันไปพักใหญ่เป็นชั่วโมง แต่ทางนั้นไม่ได้ขอดูงานของน้องDec เลย คุยไปคุยมาจนได้ที่ ฝ่ายนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “โอเคตกลง พี่รับเรานะ น้องเริ่มงานได้เมื่อไหร่” น้องDec ก็บอกว่า “น่าจะต้นเดือนหน้าอ่ะครับ เพราะต้องไปลาออกจากที่ทำงานเก่าก่อน ฝ่ายนั้นก็พูดขึ้นมาพร้อมมอบแหวนทองให้หนึ่งวง “อ่ะ พี่ให้ พี่ถูกชะตากับเรานะ รับไว้นะ” น้องDec ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรพี่ ผมไม่เอาหรอก” ฝ่ายนั้นก็บอกอีกว่า “รับไปเถอะ เดี๋ยวมาทำงานกับพี่พี่ให้เยอะกว่านี้อีก” น้องDec เราก็รับมาแล้วก็เก็บในกระเป๋าสะพาย ซึ่งในกระเป๋าสะพายก็มีของทุกอย่างอยู่ในนั้นทั้งกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ บัตรเครดิต แหวน สร้อย ซึ่งรุ่นพี่ได้บอกก่อนหน้านี้ว่า อย่าแต่งตัวดูดีเกินไป ให้เอาของเก็บๆไว้ เจ้านายจะได้สงสาร
พอคุยงานเสร็จก็ขับรถออกมา เจ้านายก็ถามน้องDec ว่า “อยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันก่อน” น้องDec ก็บอกว่า “แล้วแต่พี่เลยครับ ผมยังไงก็ได้” ขับออกมาได้ซักพักโทรศัพท์ของเจ้านายก็ดังขึ้นมาคุยๆสักพักก็หันมาบอกน้องDec ว่า “สงสัยไปกินข้าวไม่ได้แล้วล่ะ พี่มีประชุมด่วน เดี๋ยวหาอะไรกินที่เซเว่นละกัน”
พออีกสักพักฝ่ายนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

“เราได้กลิ่นอะไรมั้ย พี่ว่ากลิ่นมาจากกระเป๋าเรานะ พอดีพี่แพ้อ่ะ เอากระเป๋าไปไว้เบาะหลังได้มั้ย”

ด้วยความที่ไม่คิดอะไรบวกกับเกรงใจเจ้านาย น้องDec ของเราก็โยนกระเป๋าซึ่งมีของทั้งหมดไปไว้เบาะหลัง
รถกลับมาจอดหน้าเซเว่นเดิมที่เจ้านายคนนี่มารับ แล้วยื่นเงินให้น้องDec 300บาทบอกให้ลงไปซื้อฟุตลองกับน้ำอย่างนึงให้พี่ก็พอ ส่วนที่เหลือน้องจะเอาอะไรก็ซื้อมาเลยนะ น้องDec ของเราก็ลงจากรถเข้าไปเซเว่นเกือบพักใหญ่ซื้อของเสร็จออกมา รถก็หายไปแล้ว......พร้อมกับความรู้สึกที่สันหลังเย็นวาบ

โดยมีถตู้มาจอดแทนที่ รถตู้ก็บอกว่าเห็นรถสีขาวขับออกไปคิดว่าจะไปกลับรถ น้องDec ก็เดินไปถามมอไซด์รับจ้างแถวนั้นว่าเห็นรถคันนั้นมั้ย
มอไซด์รับจ้างถามกลับมาว่า “นี่น้องมาเรื่องสมัครงานรึเปล่า”
“ก่อนหน้าน้องเค้าก็โดนกันมา  3 รายแล้ว” พี่มอไซด์รับจ้างก็เลยพาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครนายกพร้อมให้เงินมา 100 บาท ซึ่งตอนนั้นน้องDec ไม่เหลืออะไรในตัวเลย แจ้งความกับทางตำรวจ ตำรวจก็บอกว่าที่ผ่านมาก็มีคนมาแจ้งแบบนี้ 3 รายแล้วก็ยังจับตัวไม่ได้ เพราะกล้องวงจรปิดหน้าเซเว่นก็พัง ที่โรงแรมเคยไปดูมาแล้วก็ไม่มีกล้อง ทะเบียนพวกนี้มันก็ปลอมทั้งนั้นอีกอย่างมันก็เปลี่ยนรถบ่อย ตามจับยาก ตำรวจก็สงสารให้เงินมาอีก 60 บาท  ตอนกลับพี่รถตู้ใจดีก็พามาส่งที่รังสิต แล้วก็ส่งให้ขึ้นรถต่อกลับมากรุงเทพอีก

เรื่องนี้ผมขอฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ และไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกกับสังคมของเรา มิจฉาชีพทุกวันนี้มีมาทุกรูปแบบ คุณอาจจะอ่านแล้วคิดว่า “เห้ย...เป็นกูนะไม่โดนแบบนี้หรอก” แต่เชื่อผมเหอะครับ คนฉลาดๆยังเสียรู้ไอ้พวกนี้กี่ครั้งแล้ว กลโกงง่ายๆที่เราคิดไม่ถึง การใช้จิตวิทยากับคน ซึ่งถ้าเป็นเราอยู่ในเหตุกาณ์แบบนั้นเราก็ไม่ทันพวกมิจฉาชีพเหมือนกัน

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณประสบการณ์อันเลวร้ายจากน้องDec ของเราที่มาเล่าให้ผมฟัง ผมหวังอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนในสังคมอีก และขอให้มิจฉาชีพพวกนี้โดนจับไวๆ หรือถ้าอ่านบทความนี้อยู่ก็ขอให้เลิกซะ หันไปหางานสุจริตทำเหอะครับ คนที่เค้าทำงานสุจริตเค้าจะไม่ได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนอีก

เวรกรรมมีจริง บาปกรรมมีจริง

**รบกวนช่วยกันแชร์หน่อยนะครับ เผื่อมีเบาะแสจับคนร้ายได้  ขอบคุณนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่