บุพเพข้ามภพ (ตอนนที่5)

กระทู้สนทนา




ตอนที่ 5

“เตรียมตัวเถอะค่ะขุนไกร วันนี้เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ตามที่ปู่เจ้าท่านได้บอกไว้ เดี๋ยวฉันจะไปส่งคุณเอง”  วิลันดารู้ว่า ถ้าพลาดโอกาสนี้แล้ว ไม่รู้ต้องรออีกนานเท่าไหร่ หล่อนจึงเร่งเร้าเขาแต่เช้า

     หลังจากได้ทำบุญร่วมกับขุนไกรในตอนเช้าแล้ว หล่อนจึงเตรียมสัมภาระและกระเป๋าเดินทางที่มีเสื้อผ้าติดเพิ่มไปอีกสองชุด เพราะในคืนนี้กว่าจะรอให้พระจันทร์เต็มดวงก็คงดึก หล่อนคงจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ไม่ไหว คงต้องหาที่พักแถวอัมพวาพักสักคืนหนึ่ง

“ข้ามิได้เอาอันใดมาที่นี่ กระนั้นคงมิต้องเตรียมอันใดกลับไปด้วยแต่ของสิ่งหนึ่งกลับหล่นหายอยู่ยังภพของแม่หญิง หากเจ้าพบมันข้าขอฝากไว้ที่เจ้าด้วยหนา”

คำพูดเขาเป็นปริศนา แต่ไม่ยากที่จะคิดหาคำตอบ เมื่อคนหุ่นล่ำสันรู้ตัวว่าจะได้กลับบ้าน แต่แปลกเหลือเกินที่ภายในใจเขากับรู้สึกหดหู่อย่างประหลาด

    “อะไรหรือคะ คุณทำอะไรหล่นหาย”

สีหน้าบ่งบอกถึงความสงสัย ขนตางอนยาวเป็นแพหลุบลงก้มมองที่พื้นว่าขุนไกรทำอะไรหล่นหาย ถ้าหล่อนเกิดเจอตอนที่เขากลับบ้านไปแล้ว จะเอาไปคืนเขาได้ยังไงนะ

    “มิมีอันใดดอกเจ้า ข้าก็พูดหยอกเย้าเจ้าเพียงกระนั้น”

ขุนไกรมองกิริยาของแม่หญิงต่างยุคที่กำลังช่วยเขาหาของบางอย่างอยู่ เขารู้สึกขำท่าทางหล่อนและรู้แก่ใจว่าของสิ่งนั้นหาเท่าไหร่ก็คงหาไม่เจอ เพราะไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า เพราะมันต้องสัมผัสด้วยหัวใจ
       ขุนไกรอยากจะบอกกับวิลันดาเหลือเกินว่า สิ่งที่เขาทำหล่นหาย เมื่อมาที่ภพนี้ก็คือ หัวใจของเขา แต่หากบอกความรู้สึกนี้ไปกับวิลันดา เมื่อต้องพรากจากกันก็ย่อมไม่มีความสุขทั้งสองฝ่าย สู้เขาเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้กับตนเองผู้เดียว น่าจะดีกว่า

    รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ซสีชมพูบานเย็น คู่ใจของวิลันดา ขณะนี้ดูแคบไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีขุนไกรนั่งเคียงคู่มาด้วยกัน หล่อนขับมุ่งหน้าสู่สมุทรสงคราม แต่วันนี้วิลันดากลับขับมันไปอย่างช้า ๆ แปดสิบกิโลเมตร/ชั่วโมง อาจเป็นเพราะว่าสาวสวยหน้าหวานเจ้าของรถคันนี้ ไม่อยากให้ถึงที่หมายไวเกินไปนัก เพราะมีความรู้สึกบางอย่างแทรกซึมเข้ามาในหัวใจของหล่อนโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บจากการถูกชัชวาลนอกใจนั้นค่อย ๆ หายไปโดยที่หล่อนไม่ทันได้สังเกตตนเอง

“ขุนไกร ตั้งแต่คุณหลงมาที่นี่ ฉันยังไม่เคยพาคุณไปเที่ยวไหนเลย อยากจะลองไปเที่ยวตลาดน้ำของคนยุคนี้บ้างไหมคะ”

“หากมิเป็นการรบกวนเจ้าเกินไปนัก ข้าก็มิคิดขัดข้องอันใด”

เพราะในใจของขุนไกรเองก็อยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับวิลันดาให้มีค่าที่สุด เพื่อที่เขาจะตราตรึงภาพหล่อนเอาไว้ในหัวใจ แม้ร่างกายจะต้องจำจากพรากกันคนละภพ ไม่รู้เพราะอะไร เมื่อเขามาพบผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้ได้ทันทีว่าหัวใจที่เคยแกร่งเหมือนหิน ไม่เปิดทางเข้าให้กับใครมาก่อน มันกลับยินดีเปิดต้อนรับหล่อนเข้ามา แต่อุปสรรคใหญ่หลวงคือเขาและหล่อนอยู่กันคนละภพ ที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้

“ไปตลาดน้ำอัมพวากันดีกว่าเพราะอยู่ใกล้ๆ กับโบสถ์ปรกโพธิ์ด้วยค่ะ”

วิลันดาคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดนี้ หล่อนเคยไปเที่ยวแล้วหลายครั้งและรู้สึกประทับใจจึงอยากพาเขาไปดูสักครั้ง

วิลันดาในชุดแซกสั้นสีชมพูอ่อนเหนือเข่า เพิ่มความอ่อนหวานด้วยระบายลูกไม้สีขาวที่ชายกระโปรง ขุนไกรซึ่งแต่งตัวอย่างผู้ชายยุคปัจจุบันกางเกงสแลกสีครีม กับเสื้อโปโลเนื้อดีพื้นขาวคาดสีน้ำเงินสลับขาวลายขวาง ก้าวลงจากรถมุ่งเข้าสู่ตลาดน้ำชื่อดังของจังหวัดสมุทรสงคราม วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ทั้งแม่ค้าและนักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ จนขุนไกรตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งที่เขาพบเห็น แม้จะรู้สึกอึดอัดบ้างกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่ดูมากมายไปสักนิด

    “ตลาดน้ำของเจ้า ช่างมีของมากมาย ล้วนแปลกใหม่สำหรับข้ามากนัก  มากเสียกว่าข้าวของที่พวกโปรตุเกสนำมาขายที่ตลาดพระนครเสียอีก หากซื้อแล้วนำติดตัวกลับไปได้ ข้าก็อยากจักนำมันกลับไปด้วย แต่มันคงเป็นไปมิได้” เขามองสิ่งของรอบตัวอย่างสนอกสนใจ

    “ใช่ค่ะ ฉันคิดว่า เราคงนำของอย่างอื่น ข้ามกาลเวลาไปด้วยไม่ได้ ยกเว้นตัวของเราซึ่งถูกกำหนดไว้เพียงเท่านั้น”

หล่อนเคยดูละครเรื่องหนึ่ง ที่นางเอกข้ามไปสู่ภพอดีต นางเอกจะเอาอะไรไปด้วยก็ไม่ได้ ยกเว้นตัวและเสื้อผ้าติดกายเท่านั้น ที่จริงแล้วการข้ามกาลเวลาคงเหมือนกับการต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่หล่อนไม่รู้ว่าการข้ามกาลเวลาแท้จริงแล้ว ใครกันเป็นผู้กำหนดว่า จะให้ใครได้ใช้ช่องทางนี้ผ่านไปมาได้บ้าง และมีเหตุผลอะไรกันแน่ มันช่างเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจริง ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของหล่อนจะได้พบกับปาฏิหาริย์

    อุ๊ย! วิลันดาสะดุดตากับของบางสิ่ง ตามวิสัยของผู้หญิง หล่อนพาร่างงามที่ใครต่อใครต้องเหลียวหลัง เดินตรงลิ่วไปหาของสิ่งนั้นในทันที

    “สวยจัง” วิลันดาเอื้อมมือไปหยิบกำไลทองเหลืองชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะขัดเงาแบบเรียบ หัวเป็นรูปพญานาค มีพลอยสีเขียวเม็ดเล็กประดับขึ้นที่ดวงตาทั้งสอง มาลองสวมที่ข้อมือเรียว หล่อนยิ้มอย่างพึงพอใจกับกำไลอันสวย
“สวยไหมคะ ขุนไกร” พลางยกข้อมือ อวดโชว์อย่างถูกอกถูกใจกับกำไลทองเหลืองชิ้นนี้

    “เจ้าสวมมันแล้วดูงามนัก” ขุนไกรอยากจะซื้อกำไลชิ้นนี้ให้เป็นของที่ระลึกกับหล่อน แต่เขานึกได้ว่าเขาไม่มีอัฐหรือเงินของคนยุคนี้ติดตัวอยู่เลย

    “คุณใส่แล้วสวยมากเลยนะคะ มันเหมาะกับข้อมือคุณมากเลยค่ะ”

    แม่ค้าร่างท้วม ผู้มีแก้มอิ่มแลดูใจดี พูดสนับสนุนสินค้าของหล่อนให้หญิงสาว เพราะเห็นว่าหล่อนสวมแล้วดูสวยจริง ๆ แต่ก็อดที่จะรู้สึกแปลก ๆ กับชายหนุ่มหน้าตาหล่อคมเข้มที่มาด้วยว่า ทำไมถึงพูดจาเหมือนคนสมัยโบราณ ไม่เหมือนนักท่องเที่ยวคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป กลัวจะเป็นการเสียมารยาท

    “ข้าอยากจักซื้อมันให้กับเจ้ายิ่งนัก เสียแต่ว่าข้ามิมีอัฐติดตัวมา”

เขานึกเสียดาย ที่ไม่อาจจะซื้อกำไลมอบให้เป็นของกำนัลแก่หล่อนได้ ถ้าอยู่ในยุคของเขา หล่อนอยากจะได้มากกว่านี้สักเท่าไหร่เขาก็จะจัดหาให้หล่อนได้ไม่ยาก ต่อให้เป็นทองคำแท้เสียด้วยซ้ำ

“ขุนไกรอยากซื้อกำไลให้ฉันอย่างนั้นหรือคะ”

หล่อนยิ้มหวานให้เขา เมื่อมองหน้าเขาสีหน้าเขาบ่งบอกว่าเขาอยากจะซื้อมันให้เธอมากแต่ติดตรงที่ว่า..ใช่ซิหล่อนลืมไปเขาไม่มีเงิน

“ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน” หล่อนส่งธนบัตรสีเทาให้เขาใบหนึ่งซึ่งขุนไกรก็เข้าใจว่า นี่คงจะใช้เช่นเดียวกับอัฐในยุคของเขา

“กำไลอันนี้ ราคาเท่าไหร่คะป้า”
“เก้าร้อยห้าสิบบาท แต่ป้าลดให้หนูเหลือ เก้าร้อยบาทก็พอจ๊ะ” แม่ค้าร่างท้วมบอกราคาพลางยิ้มหวานให้หล่อนเช่นกัน

“ขอบคุณค่ะป้า” วิลันดากระซิบที่ข้างหูขุนไกรเบา ๆ

“จ่ายเงินเขาไปซิคะ ไหนคุณบอกจะซื้อให้ฉันยังไงคะ”

    “แหม อัฐยายซื้อขนมยายกันตรงนี้เลยนะ”

แม่ค้าใจดีวัยห้าสิบ แซวลูกค้าหนุ่มสาวคู่นี้ พลางนึกเอ็นดูคนทั้งสอง ถึงแม้จะดูเป็นคู่รักที่ดูแปลกสักหน่อย แต่สมกันราวกิ่งทองใบหยก

      “นี่ขอรับ” ขุนไกรส่งธนบัตรสีเทาให้แม่ค้า ซึ่งแม่ค้าก็ส่งธนบัตรสีแดงใบละหนี่งร้อยบาททอนให้กับขุนไกรหนึ่งใบ แม้ขุนไกรจะดูเก้อเขินกับการที่ต้องใช้เงินวิลันดาซื้อของขวัญให้หล่อนก็ตาม แต่เขาก็ดีใจที่เธอชอบมัน

    ขณะที่คนทั้งคู่เดินพูดคุยกันไปมา หล่อนชี้ชวนให้ขุนไกรดู บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมาขายผลหมากรากไม้สด ๆ จากสวนในละแวกนี้ อีกทั้งของกินมากมาย ทั้งปิ้ง ย่าง บางลำก็พาย บางลำก็จอดเทียบท่าที่กำลังซื้อขายกันอยู่ก็มี     

    ขณะที่หญิงสาวชี้ชวนให้ขุนไกรชมบรรยากาศตลาดน้ำ เด็กน้อยผู้ชายสองคนไว้ผมจุกอย่างเด็กสมัยก่อนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาทางวิลันดา อีกคนไว้ผมเกรียนวิ่งไล่จับกันมา จนเด็กผมจุกชนวิลันดาจนหล่อนเซถลาไปเพราะไม่ได้ระวังตัว

    อุ๊ย!

    วิลันดาเซไปเกือบจะตกลงไปในคลอง ท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปมาอย่างหวาดเสียวแทน แต่มีมือใหญ่มือหนึ่งขาวจัดอย่างคนจีนเอื้อมมารั้งแขนขวาของหล่อนเอาไว้ ขณะที่มือใหญ่แข็งแกร่งของขุนไกรจับแขนซ้ายของหล่อนไว้ มิเช่นนั้น วิลันดาคงต้องไปว่ายน้ำแข่งกับปลาเป็นแน่

    “ขอบคุณค่ะขุนไกร เอ่อ..ขอบคุณค่ะคุณ....”

“ผมพลครับ”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่