กระทู้เตือนภัยบนรถเมล์ เจอมาสดๆเมื่อบ่าย !!

ขอบอกข้อมูลคร่าวๆก่อนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นกับตัวเราเองเมื่อบ่ายวันนี้เอง
อยากตั้งกระทู้นี้เพื่อมาเป็นการเตือนภัยทั้งคนที่นั่งรถเมล์หรือไม่ค่อยได้นั่งก็แล้วแต่
อยากให้กระทู้นี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่คิดในแง่ดีเกินไป ไม่คิดว่าภัยจะใกล้ตัวขนาดนี้
อาจจะยาวหน่อยแต่เราอยากเล่าแบบละเอียดทุกเหตุการณ์ให้ทุกคนได้อ่านกัน


เหตุการณ์เริ่มต้นที่เรานัดเพื่อนไว้ที่เอสพลานาดแครายโดยนั่งรถเมล์แดงสาย 18 ไปจากทางพระราม7
ขึ้นไปบนรถ รถก็โล่งๆ แต่เบาะด้านที่นั่งคนเดียวมันแดดส่อง ฝั่งที่นั่งคู่จึงเต็มหมดยกเว้นเบาะยาวเบาะสุดท้าย
ด้วยความที่ร้อนก็เลยเลือกยอมจะนั่งเบาะหลังสุด ซึ่งปกติไม่ค่อยนั่ง นอกจากเวลามากับเพื่อนหลายๆคน
พอรถมาถึงประมาณวงศ์สว่างก็มีผู้ชาย2คนขึ้นรถเมล์มา คนนึงน่าจะอายุประมาณ 30-35 ปี ผิวดำ-แดง ขอใช้ชื่อว่า นาย ก.
ผู้ชายคนนี้เราจำหน้าได้ชัดเจน เพราะเป็นคนที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดในบ่ายวันนี้นี่เอง !!


กับผู้ชายอีกคน ดูอายุมากกว่า น่าจะประมาณ 45-50 ปี ผิวสีอะไรจำไม่ค่อยได้ ขึ้นรถมาแล้วก็มานั่งเบาะหลังสุด
แต่ตอนที่เค้านั่ง เค้านั่งประมาณกลางๆเบาะ ก็ดูไม่ผิดปกติอะไร เพราะคนมาด้วยกัน เบาะคู่ก็ไม่ว่างแล้ว เบาะเดี่ยวก็ร้อน
พอนั่งต่อไปอีกไม่กี่ป้ายก็มีผู้ชายวัยกลางคนกับเด็กผู้หญิงอายุประมาณประถมต้นขึ้นรถมาด้วยกัน แล้วเดินมานั่งเบาะท้าย
เด็กผู้หญิงเดินเข้ามาก่อน พุ่งตรงมานั่งริมอีกด้านของเบาะท้าย ผู้ชายที่มาด้วยกันก็พยายามเบียดเข้าไปนั่งข้างๆเด็ก


เลยกลายเป็นว่า ผู้ชายทั้ง 2 คนที่ขึ้นมาทีแรกเลยต้องเขยิบมาใกล้เรามากกว่าเดิม โดยนาย ก. เป็นคนนั่งติดกับเรา
ตั้งแต่ที่ขึ้นรถมา นาย ก. ใส่หูฟังสีขาวอยู่ตลอด เป็นหูฟังแบบสมอลทอล์ค (ทำให้ดูเหมือนว่าเค้าน่าฟังเพลง)
ระหว่างทางเรานั่งคุยไลน์กับเพื่อนที่นัดไว้เกือบตลอดทาง ใช้แทปเลตคุย คุยมาเรื่อยๆ จนถึงประมาณติวานนท์


เราเริ่มรู้สึกว่า นาย ก. พยายามมองมาที่หน้าจอว่าเราทำอะไร ด้วยความที่เราใส่รหัสล็อคเครื่องไว้ เราก็ไม่อยากให้รู้รหัสเรา
เราเลยพยายามเบี่ยงๆตัว แอบมองด้วยหางตาก็เห็นว่า นาย ก. ก็ยังพยายามมองว่าเราทำอะไรแบบค่อยข้างจริงจัง
เราเลยคุยกับเพื่อนในไลน์เลยว่า ผู้ชายที่นั่งข้างๆจ้องน่าเกลียดมาก บ่นๆไป แล้วก็คุยไปเรื่อยเปื่อย


นาย ก. นั่งโดยมีที่ว่างระหว่างเรากับเค้าประมาณคืบนึง พอนั่งต่อไปอีกสักพัก นาย ก. นั่งแล้วเอามือวางที่ขอบเบาะ เราก็เกร็งๆและ
เพราะตามปกติคนเราถ้านั่งใกล้ๆคนไม่รู้จัก เราจะพยายามนั่งแบบเก็บมือเก็บไม้ ไม่ให้ไปถูกตัวคนอื่น เกรงใจ อะไรงี้
เราก็เริ่มไม่ไว้ใจ นั่งกุมกระเป๋ากางเกงข้างที่ติดกับ นาย ก. เพราะคิดว่าอาจจะเป็นพวกล้วงกระเป๋ารึเปล่า ก็นั่งกุมให้เห็นๆเลยว่ารู้ตัว


นาย ก. ยังคงนั่งท่านั้นไปเรื่อยๆ จนรถเมล์เกือบถึงแยกแคราย (ใกล้ป้ายที่เราจะลง) เค้าก็ยังคงนั่งท่านั้น เราก็นั่งกุมกระเป๋า
อยู่ดีๆเราก็รู้สึกตัวว่าแขนหรือศอกของนาย ก. ยกมาโดนแขนเราแต่ไม่แรงนะ แค่พอรู้สึกตัวอ่ะ เราก็นั่งตัวตรงเลยทีนี้ ตัวลีบมากๆ
ด้วยความที่คิดว่าใกล้จะลงแล้ว เลยไม่ได้ลุกไปเปลี่ยนที่ แล้วก็คิดว่าถ้าเป็นพวกล้วงกระเป๋าเห็นกุมกระเป๋าขนาดนี้คงไม่กล้าทำแล้ว
พอจะถึงป้ายเอสพลานาดแคราย เราก็หันตัวเตรียมจะลุกออกไป นาย ก. ก็เอียงตัวให้ลุกออกอย่างง่ายดาย เลยแอบโล่งใจว่าไม่น่ามีอะไรแล้ว
เราก็เดินมาที่ประตูรถ กดกริ่งเตรียมลง แต่เชื่อไหม.. กดกริ่งตรงเหนือประตูปุ๊บมองมา นาย ก. มายืนประกบเราด้านหลังแล้ว


ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่า มันไม่ดีแน่ๆ ถ้าคนจะลงป้ายเดียวกัน นั่งด้านนอกก็ต้องลุกออกมาแล้ว ไม่ใช่เบี่ยงตัวหลบให้เราออกก่อน
ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเค้าต้องดูว่าเราจะลงป้ายไหนแล้วตั้งใจลงป้ายเดียวกับเราแน่ๆ พอลงรถมาก็คิดว่ามันต้องเดินตามเราต่อแน่
เราลงรถปุ๊บเลยหยุดเดินปั๊บ ที่ป้ายฝั่งตรงข้ามเอสพลานาดมีพวกเด็กโรงเรียน SBAC ยืนอยู่กันเยอะอยู่ เลยกล้ายืนตรงป้ายรถเมล์
เรารีบหยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนที่นัดไว้ แต่เพื่อนตัดสายทิ้ง นาย ก. เห็นเราหยุดเดินก็ทำเป็นเดินเลยเราไปหน่อย หยิบโทรศัพท์มาคุยบ้าง


เราฉวยโอกาสตอนที่ นาย ก. หันหลังไปทำท่าโทรศัพท์รีบจ้ำอ้าวขึ้นสะพานลอยอย่างรวดเร็ว นาย ก. หันมาทันเห็นเรากำลังเดินไป
เค้ารีบพุ่งตัวมาที่เราแล้วพูดประมาณ "เราขึ้นรถมาคันเดียวกันเลย..." แล้วกำลังจะพูดอะไรต่อไม่รู้ เพื่อนเราโทรกลับมา เราเลยรีบรับ
รีบโกยแบบไม่กลัวเหนื่อยเลย บอกเพื่อนมาตลอดทางว่า "ผู้ชายคนนั้นเดินตาม เดินเข้ามาทักด้วย น่ากลัวมาก อยู่ไหน ให้รีบมาหา"
เพื่อนก็รีบเดินออกมาจากห้าง ระหว่างที่เราคุยโทรศัพท์เค้าเดินประกบหลังเราแล้วพูดซ้ำๆคำเดิมตลอดว่า "เรานั่งรถมาด้วยกัน.. บลาๆๆๆ"


แต่เราไม่ค่อยสนใจฟังเพราะบอกรายละเอียดเพื่อน จนจังหวะลงจากสะพานลอย มีคนเดินสวนขึ้นมาเยอะหน่อย เราเลยรีบเบียดลงมา
ทำให้ นาย ก. ตามเราห่างออกไป จนเรารีบเดินไปหาเพื่อน โชคดีที่วันนี้เพื่อนเราพาเพื่อนผู้ชาย(เกย์)มาด้วยอีกคน เลยค่อยอุ่นใจ
ด้วยความที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้ว เพื่อนบอกว่าหิวเพราะยังไม่ได้ทานอะไรมา ก็เลยเลือกไปทานไก่ร้านผู้พันก่อน


เรารอจนเพื่อนไปสั่งอาหารจนกลับโต๊ะมา เราเลยเดินไปกดเงินที่ตู้ ATM หน้าร้าน (หน้าร้านจริงๆ อยู่ในระยะสายตาเพื่อน)
ระหว่างกดเงินก็แอบระแวงเลยหันหน้าหันหลังมองหา นาย ก. ปรากฎว่าเห็น นาย ก. อยู่ด้านในห้าง ห่างเราที่เรายืนอยู่ไปประมาณร้อยเมตร
เรารับเงินจากตู้แล้วรีบตรงเข้าไปหาเพื่อนทันที สักพักเมื่อแน่ใจว่าคงไม่มีอะไรก็เดินมาที่เค้าท์เตอร์เพื่อสั่งอาหารของตัวเองบ้าง
เพียงแค่แปบเดียว นาย ก. เดินเข้าร้านมาแล้วเดินไปแถวๆโต๊ะที่เรานั่ง ทำท่าเหมือนคนกำลังหาที่นั่ง เรายืนอยู่เค้าท์เตอร์เห็นท่าจะไม่ค่อยดี
เลยรีบตะโกนเรียกเพื่อนเสียงดังให้เพื่อนเดินมาหา เพื่อนหันมาเห็น นาย ก. เลยรีบเดินมาหาเราทันที


นาย ก. เห็นเราเรียกเพื่อนก็เลยทำท่าเดินวนออกจากร้านไป เรายังคุยกับเพื่อนเลยว่า เค้าต้องการอะไรอีก ยังตามมาถึงขนาดนี้
เมื่อสั่งอาหารเสร็จก็เดินกลับไปที่โต๊ะพร้อมเพื่อน สักพัก นาย ก. เดินกลับเข้ามาในร้านอีก คราวนี้มานั่งโต๊ะเลยที่เรานั่งไปประมาณ 4 โต๊ะ
นั่งหันหน้ามาทางโต๊ะเราเลย มานั่งโดยไม่สั่งอาหาร และนั่งจ้องมาทางเราแบบจริงจังเลย ขนาดมองไป เค้ายังมองมาแบบไม่หลบสายตา
พวกเราทำเป็นไม่สนใจ นั่งคุยกัน แต่ระหว่างนั้นก็แอบมองเค้าเป็นระยะๆว่าเค้าทำอะไรอยู่ สักพัก นาย ก. ก็เดินออกจากร้านไปด้านหน้าห้าง
เค้าเดินไปนั่งที่ป้ายรถเมล์ด้านหน้าห้าง สักพักก็มีผู้ชายดูมีอายุคนนึงเดินมานั่งข้างๆเค้าแล้วคุยกัน ทำให้เราเริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้ว่า


พวกนี้น่าจะทำกันเป็นกระบวนการ น่าจะเริ่มตั้งแต่ที่ นาย ก. ขึ้นมานั่งข้างเรา สักพักให้เด็กคนนั้นมานั่งเบาะหลังอีกเพื่อเป็นการบีบให้นั่งใกล้ขึ้น
ระหว่างทาง นาย ก. คุยกับชายที่ขึ้นมาพร้อมกันทั้งๆที่ยังใส่หูฟัง มาคิดตอนหลัง เค้าน่าจะต่อสายโทรศัพท์ไว้ตลอดเวลา แล้วตั้งใจพูดกันเพื่อให้สมาชิกที่ร่วมขบวนการคนอื่นๆรู้ความเคลื่อนไหวของเหยื่อตลอดเวลา ไม่น่าใช่การฟังเพลง เพราะถ้าฟังเพลงเค้าไม่น่าใส่ทั้ง2ข้างตอนคุย
การที่เค้าพยายามเอามือมาใกล้ๆหรือกางแขนมาโดนคงเป็นการทดสอบเหยื่อว่าเป็นคนโวยวายไหม จะมีปฎิกิริยายังไงเวลาเค้าเริ่มลงมือ


เป้าหมายที่เค้าเลือกน่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่นิยมหยิบโทรศัพท์หรือแทปเลตขึ้นมาเล่นในที่สาธารณะแบบไม่คิดอะไร  และที่เราต้องระบุสถานที่แบบชุดเจนก็เพื่อเป็นการเตือนผู้ที่โดยสารรถเมล์เส้นทางดังกล่าว เราว่าไม่ได้เป็นเพราะรถเมล์นะ แต่เป็นเพราะพวกนี้น่าจะกระจายกันไปตามเส้นทางของสายรถเมล์ที่ตกลงกันไว้ น่าจะมีรถเมล์หลายเส้นทางที่คนพวกนี้ไปแฝงตัวเพื่อสร้างสถานการณ์ สลับเปลี่ยนหน้าตากันไป


คราวนี้เรื่องราวจบลงที่การหายตัวไปของ นาย ก. ที่อยู่ๆนั่งคุยกับชายอีกคนที่ป้ายรถเมล์แล้วหายไปตอนไหนไม่รู้ เราไม่ได้เสียทรัพย์สิน หรือถูกทำร้ายร่างกายอะไรใดๆก็จริง แต่สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าส่วนนึงที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ก็เป็นความผิดของเราส่วนหนึ่งที่เราประมาท เราคิดแต่ว่าไม่น่ามีอะไรมาก คิดว่าตัวเองคงสามารถคุมสถานการณ์อยู่ จึงไม่ลุกหนีไปนั่งที่อื่น เพราะบนรถเมล์คนออกเยอะแยะ แถมยังหยิบแทปเลตขึ้นมาเล่นโดยไม่ได้คิดว่าจะมีพวกมิจฉาชีพจ้องอยู่ อาจจะตกเป็นเป้าหมายของมันได้ เลยอยากให้กระทู้นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจหลายๆคนว่า


เวลาเราทำอะไรต้องอย่าประมาท อย่าคิดว่าภัยมันไม่ค่อยเกิดกับตัวเราหรอก เห็นข่าวแต่ในโทรทัศน์ จริงๆแล้วภัยอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดจริงๆ ทุกวันนี้คนเราจิตใจมันเปลี่ยนไปกันหมด ขอให้เพื่อนๆช่วยกันแชร์หรือบอกต่อกระบวนการทำงานของคนพวกนี้ด้วย ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดีขึ้นกับใครอีก


ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบและหวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนจ้า

ขอแก้ไขเพิ่มเติมนะคะ มีหลายท่านมีความเห็นว่าเราจินตนาการ ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า จุดประสงค์ที่มาตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่อเป็นการเตือนภัย อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราควรระวังตัวเอง และถ้าอ่านจากเนื้อหาแล้วเราเลือกใช้คำว่า "น่าจะ, คง, ไม่น่า" ที่สื่อถึงการคาดการณ์ ไม่ได้ระบุว่าต้องใช่แน่ๆ เป็นอย่างนั้นแน่ๆ ต่างคนต่างวิเคราะห์กันไปตามประสาคนเสพสื่อ แต่อยากให้อ่านโดยละเอียดค่ะ การที่เรามาแชร์ประสบการณ์ก็เพราะเรารู้ตัวว่าบางอย่างเราทำพลาด เราเลยไม่อยากให้มีใครพลาดแบบเรา ไม่อยากให้ประมาท แล้วที่สำคัญต้องขอบอกเลยว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเราไม่สามารถถูกหลักการณ์หรือถูกต้องตามความคิดเห็นของทุกคนหรอกค่ะ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่ทันได้คิดอะไรไว้ รวบรวมสติและสมองคิดวิธีได้เท่านั้น ส่วนวิธีต่างๆที่รู้สึกว่าน่าจะทำก็สามารถนำไปใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเองได้ค่ะ ต้องกราบขอโทษจริงๆที่คิดไม่ทัน ตกใจ หาตำรวจไม่เจอสักคน หวังว่าที่แก้ไขเพิ่มมานี้จะทำให้หลายๆคนเข้าใจมากขึ้นนะคะ ความเห็นของบางท่านก็มีแง่มุมที่ต่างออกไป เราเข้าใจค่ะ เราแค่ต้องการอธิบายความคิดของเรา เหตุการณ์ที่เราเจอ อาจจะจินตนาการมากไปก็ต้องกราบขออภัยอีกทีค่ะ หวังว่าผู้อ่านคงจะมีวิจารณญานกัน
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่