ภาพกิจกรรมความเคลื่อนไหวของกุล่ม
“กรีน” ของผู้ประสานงานที่ชื่อ
“สุริยะใส กตศิลา”
มักจะไม่ได้รับการให้ราคาจากสังคมเท่าที่ควร
เรียกได้ว่าเป็นคน
”ไร้ราคา” ไปแล้ว
ตั้งแต่อมเงินบริจาคพรรคการเมืองใหม่ที่ตัวเองเป็นเลขาพรรค
ท่านสุริยะใส หาใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมัน ดั่งเช่นใครๆได้ปรามาสไว้หรอกครับ
หากใครคิดเช่นนั้นก็มีแต่พังกับพังเท่านั้นเอง
บุคคลผู้นี้มีประวัติไม่ธรรมดา
เขาโดดเด่นสมัยเป็นนักศึกษา
เคยเป็นถึงเลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ก้าวสู่เลขาธิการของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ที่มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในสังคมไทย
ท่านเป็นผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทำให้พลังพันธมิตรในช่วงนั้น
มีการรวมตัวกันอย่างมากมายมหาศาล หนึ่งในผลงานนั้น ก็คือ ท่านสุริยะใส นี่เอง
ถึงแม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชอบอม
แต่ก็อมสู้ลูกพี่ ที่ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไม่ได้
เพราะขานั้น อมจนปากบวม อมจนรวย อมจนหนี้สินหมด
"อมเชิงนโยบาย" เลยคนนั้น
โดยให้ลูกในใส้ตัวเองทำเอเอสทีวี ที่มีเงินเดือนสูงลิบลิ่วเกินจริง
แต่ช่างเขาเถอะ...
อมเงินของสาวกที่บ้าคลั่งบริจาค เขาคงเต็มใจให้อมอยู่หรอก
.........................................................................................................................................................................
ท่าน "สุริยะใส" บ้านอยู่ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ไม่ไกลจากสุรินทร์บ้านผมเท่าไหร่
ผมจึงพอรู้ประวัติมาบ้าง
ท่านเป็นเด็กหน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด
แต่ผิวพรรณจะออกคล้ำ คนที่บ้านจึงมักเรียกท่านว่า
“บักเขียว”
ด้วยการที่เป็นเด็กน่ารัก ผู้หลักผู้ใหญ่แถวบ้าน จึงเรียกขานท่านด้วยความเอ็นดูว่า
“บักห่..ำน่อย”
“บักห่..ำน่อย” หมายถึง มีห่..ำน้อยตั้งแต่เด็ก
จนวันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลไม่ได้แจ้ง
พอโตขึ้นมาท่านเริ่มมีชื่อเสียง ด้วยการแสดงความคิดความเห็นที่โดดเด่น โดนใจ สมัยที่เป็นเลขาธิการ สนนท.
หลังจากนั้นก็เข้าไปทำงานระดับชาติ ในฐานะ เลขาธิการ ครป.
สื่อต่าง ๆ จึงมักเรียกชื่อท่านว่า
“บักใส” คงดึงเอาคำท้ายของชื่อเของท่านมาเรียกนั่นเอง
จะเรียก
“บักเขียว” หรือ
“บักห่..ำน่อย” หรือ
“บักใส” ก็แล้วแต่ใครจะถนัดเรียก
แต่หลังจากอมเงินพรรคมาได้จำนวนหนึ่ง ก็เอาไปถอยบีเอ็มดับบลิวซี่รี่ส์ 7 มาขับ
ด้วยความที่เป็นคนหัวใส
ท่านสุริยะใส จึงได้คิดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง แบบเอกเทศขึ้น
เพื่อหวังมีเงินทุนสนับสนุน เป็นทุนเสบียงไว้ออกรถสปอรต์อีกคัน
การจะตั้งกลุ่มการเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย
โดยเฉพาะชื่อกลุ่มนั้น จะทำอย่างไรให้โดนใจนายทุน
ท่านสุริยะใส จึงเสนอชื่อกลุ่มขึ้นมาว่า
“กลุ่มกรีน”
ซึ่งแปลว่า
“กลุ่มเขียว” นั่นเอง
และตรงกับชื่อ
“บักเขียว” ชื่อเล่นของท่านอีกด้วย
หันมาดูโครงสร้างของกลุ่มกรีนแล้ว
ไม่ธรรมดาอย่างที่ทุกคนเข้าใจหรอกครับ
เส้นสายโยงใยน่ากลัวมาก
หากขยับตัวที
“สะท้านฟ้า สะเทือนดิน”
อย่างแน่นอน....
เผยโครงสร้างกลุ่ม “กรีน” ของผู้ประสานงานที่ชื่อ “สุริยะใส กตศิลา” อันตรายอย่างยิ่ง
มักจะไม่ได้รับการให้ราคาจากสังคมเท่าที่ควร
เรียกได้ว่าเป็นคน ”ไร้ราคา” ไปแล้ว
ตั้งแต่อมเงินบริจาคพรรคการเมืองใหม่ที่ตัวเองเป็นเลขาพรรค
ท่านสุริยะใส หาใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมัน ดั่งเช่นใครๆได้ปรามาสไว้หรอกครับ
หากใครคิดเช่นนั้นก็มีแต่พังกับพังเท่านั้นเอง
บุคคลผู้นี้มีประวัติไม่ธรรมดา
เขาโดดเด่นสมัยเป็นนักศึกษา
เคยเป็นถึงเลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ก้าวสู่เลขาธิการของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ที่มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในสังคมไทย
ท่านเป็นผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทำให้พลังพันธมิตรในช่วงนั้น
มีการรวมตัวกันอย่างมากมายมหาศาล หนึ่งในผลงานนั้น ก็คือ ท่านสุริยะใส นี่เอง
ถึงแม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชอบอม
แต่ก็อมสู้ลูกพี่ ที่ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไม่ได้
เพราะขานั้น อมจนปากบวม อมจนรวย อมจนหนี้สินหมด
"อมเชิงนโยบาย" เลยคนนั้น
โดยให้ลูกในใส้ตัวเองทำเอเอสทีวี ที่มีเงินเดือนสูงลิบลิ่วเกินจริง
แต่ช่างเขาเถอะ...
อมเงินของสาวกที่บ้าคลั่งบริจาค เขาคงเต็มใจให้อมอยู่หรอก
.........................................................................................................................................................................
ท่าน "สุริยะใส" บ้านอยู่ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ไม่ไกลจากสุรินทร์บ้านผมเท่าไหร่
ผมจึงพอรู้ประวัติมาบ้าง
ท่านเป็นเด็กหน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด
แต่ผิวพรรณจะออกคล้ำ คนที่บ้านจึงมักเรียกท่านว่า “บักเขียว”
ด้วยการที่เป็นเด็กน่ารัก ผู้หลักผู้ใหญ่แถวบ้าน จึงเรียกขานท่านด้วยความเอ็นดูว่า “บักห่..ำน่อย”
“บักห่..ำน่อย” หมายถึง มีห่..ำน้อยตั้งแต่เด็ก
จนวันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลไม่ได้แจ้ง
พอโตขึ้นมาท่านเริ่มมีชื่อเสียง ด้วยการแสดงความคิดความเห็นที่โดดเด่น โดนใจ สมัยที่เป็นเลขาธิการ สนนท.
หลังจากนั้นก็เข้าไปทำงานระดับชาติ ในฐานะ เลขาธิการ ครป.
สื่อต่าง ๆ จึงมักเรียกชื่อท่านว่า “บักใส” คงดึงเอาคำท้ายของชื่อเของท่านมาเรียกนั่นเอง
จะเรียก “บักเขียว” หรือ “บักห่..ำน่อย” หรือ “บักใส” ก็แล้วแต่ใครจะถนัดเรียก
แต่หลังจากอมเงินพรรคมาได้จำนวนหนึ่ง ก็เอาไปถอยบีเอ็มดับบลิวซี่รี่ส์ 7 มาขับ
ด้วยความที่เป็นคนหัวใส
ท่านสุริยะใส จึงได้คิดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง แบบเอกเทศขึ้น
เพื่อหวังมีเงินทุนสนับสนุน เป็นทุนเสบียงไว้ออกรถสปอรต์อีกคัน
การจะตั้งกลุ่มการเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย
โดยเฉพาะชื่อกลุ่มนั้น จะทำอย่างไรให้โดนใจนายทุน
ท่านสุริยะใส จึงเสนอชื่อกลุ่มขึ้นมาว่า “กลุ่มกรีน”
ซึ่งแปลว่า “กลุ่มเขียว” นั่นเอง
และตรงกับชื่อ “บักเขียว” ชื่อเล่นของท่านอีกด้วย
หันมาดูโครงสร้างของกลุ่มกรีนแล้ว
ไม่ธรรมดาอย่างที่ทุกคนเข้าใจหรอกครับ
หากขยับตัวที
“สะท้านฟ้า สะเทือนดิน”
อย่างแน่นอน....