ที่มา
http://www.thairath.co.th/column/pol/gladai/374983
มีข้อมูลสถิติของตำรวจสันติบาลเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับ “ม็อบ” ที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2556 เป็นสถิติที่นับจากรอบปีงบประมาณ
ข้อมูลมีว่าม็อบเกิดขึ้นในรอบ 12 เดือนมากถึง 3,343 ครั้ง ซึ่งปีหนึ่งมี 365 วัน แปลว่าวันหนึ่งประเทศไทยมีม็อบวันละเกือบ 10 ครั้ง!!!
โดย 1,404 ครั้ง เป็นเหตุจากการเมือง และอีก 1,939 ครั้ง เป็นความเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ม็อบจะเกิดขึ้นถี่มากในช่วงไตรมาส 4 ของปีงบประมาณในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน พีคถึง 1,148 ครั้ง แบ่ง 603 ครั้งเป็นเรื่องการเมือง และ 535 ครั้งเป็นเรื่องปากท้อง นอกจากนี้สันติบาลยังใจดีคาดการณ์ให้ด้วยว่า ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนคือเดือนนี้และเดือนหน้าจะมีการชุมนุมเรียกร้องเรื่องการเมืองมากขึ้น
ฟังข้อมูลแล้วถึงกับอึ้ง แต่ก็นั่งอมยิ้มไปด้วยเพราะคิดว่าม็อบเยอะขนาดนี้ ทำไมเราไม่รู้ตัวกันมาก่อน ทำไมเราสัมผัสไม่ได้ทั้งที่อยู่เมืองไทยครบทั้ง 365 วัน หรือเราซึมซับจนมันซึมลึกคล้ายจะกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ต้องสืบทอดไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราไปแล้วก็คงต้องติดตามกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่เปิดเผยออกมาจำนวนม็อบที่มีมากถึง 3,343 ครั้งใน 1 ปี นอกจากที่สันติบาลจำแนกมาให้แล้ว หากค้นหา ให้ลึกลงไปอีกหน่อยจะพบว่าม็อบที่เกิดขึ้นมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน บางม็อบเป็นม็อบที่เกิดจากความเดือดร้อนจริงๆ ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ฟ้า ภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด หรือรับผลกระทบจากกฎหมายที่ล้าสมัยและล้ำสมัยจนเกินไป
โดยรัฐไม่นำพาในการเข้าไปบริหารจัดการปัญหาอย่างจริงๆ จังๆและทันเวลา ปล่อยให้ความรุนแรงของปัญหาสะสมจนผู้ที่ได้รับผลกระทบทนกับความเดือดร้อนไม่ไหวต้องระเบิดออกมาด้วยการแสดงออกด้วยการชุมนุมหรือบางม็อบในจำนวนนั้นอาจเกิดจากอุป-ทานหมู่ (mass hysteria) หรือที่เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิตสังคมเพราะเชื่อว่าตัวเองก็ประสบภาวะอย่างเดียวกัน
ผู้ชุมนุมบางคนไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำว่าม็อบที่มาร่วมด้วยนั้นมาม็อบเรียกร้องอะไร
นอกจากนี้ยังมีม็อบประเภท “พฤติกรรมเลียนแบบ” ซึ่งเป็นคนละอย่างกับประเภทอุปทานหมู่ เพราะม็อบพฤติกรรมเลียนแบบจะรู้ตัวว่ามาม็อบเพราะอะไร ซึ่งม็อบประเภทพฤติกรรมเลียนแบบนี้ แต่ก่อนจะไม่ถึงขั้นต้องก่อม็อบ แต่เมื่อเห็นม็อบอื่นปลุกม็อบแล้ว “ขออะไรก็ได้” จึงยึดเป็นไอดอลบ้าง
อีกประเภทเป็นม็อบที่มีวาระซ่อนเร้น แต่ซ่อนเร้นไว้ไม่อยู่เพราะชาวบ้านสมัยนี้เขารู้ทัน ม็อบประเภทนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในม็อบการเมืองเป็นหลัก แต่ปัจจุบันก็มีแฝงๆมาในคราบม็อบเกษตรกรเหมือนกัน จนม็อบเกษตรกรที่เป็นตัวจริงเสียงจริงบ่นกันขรมที่เครดิตถูกทำให้เสียหาย
สรุปว่าม็อบที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดชุกในเดือนสองเดือนนี้อาจจะไม่ชุกตามการคาดการณ์ของสันติบาลก็ได้ หากเจาะปัญหาแล้วรัฐบาล ภาครัฐ แบ่งกำลังกันเร่งแก้ไข ตามบัญชาที่สั่งออกมาเป็นระลอกของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อย่าไปหลงคารมอันสวยหรูว่าม็อบคือความงดงามของประชาธิปไตยตามขี้ปากใครบางคน เพราะผมไม่เห็นมันจะงดงามตรงไหน ถ้าม็อบที่เกิดขึ้น มันมีสาเหตุมาจากเหตุผลดังที่ให้ไว้ข้างต้น
โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝันมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ไม่อยากให้เกิดสโลแกนแบบว่า ม็อบประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
ได้ยินแล้วมันขมๆชอบกล.
CR. "เจ้าพายุ" จาก คอลัมน์ กล้าใด้กล้าเสีย ไทยรัฐ 10 ต.ค 56
สถิติ "ม็อบ"ไทย 12 เดือนมีม็อบ 3,343 ครั้งแปลว่าในหนึ่งปีมีม็อบทุกวันๆละ 10 ครั้ง
มีข้อมูลสถิติของตำรวจสันติบาลเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับ “ม็อบ” ที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2556 เป็นสถิติที่นับจากรอบปีงบประมาณ
ข้อมูลมีว่าม็อบเกิดขึ้นในรอบ 12 เดือนมากถึง 3,343 ครั้ง ซึ่งปีหนึ่งมี 365 วัน แปลว่าวันหนึ่งประเทศไทยมีม็อบวันละเกือบ 10 ครั้ง!!!
โดย 1,404 ครั้ง เป็นเหตุจากการเมือง และอีก 1,939 ครั้ง เป็นความเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ม็อบจะเกิดขึ้นถี่มากในช่วงไตรมาส 4 ของปีงบประมาณในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน พีคถึง 1,148 ครั้ง แบ่ง 603 ครั้งเป็นเรื่องการเมือง และ 535 ครั้งเป็นเรื่องปากท้อง นอกจากนี้สันติบาลยังใจดีคาดการณ์ให้ด้วยว่า ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนคือเดือนนี้และเดือนหน้าจะมีการชุมนุมเรียกร้องเรื่องการเมืองมากขึ้น
ฟังข้อมูลแล้วถึงกับอึ้ง แต่ก็นั่งอมยิ้มไปด้วยเพราะคิดว่าม็อบเยอะขนาดนี้ ทำไมเราไม่รู้ตัวกันมาก่อน ทำไมเราสัมผัสไม่ได้ทั้งที่อยู่เมืองไทยครบทั้ง 365 วัน หรือเราซึมซับจนมันซึมลึกคล้ายจะกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ต้องสืบทอดไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราไปแล้วก็คงต้องติดตามกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่เปิดเผยออกมาจำนวนม็อบที่มีมากถึง 3,343 ครั้งใน 1 ปี นอกจากที่สันติบาลจำแนกมาให้แล้ว หากค้นหา ให้ลึกลงไปอีกหน่อยจะพบว่าม็อบที่เกิดขึ้นมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน บางม็อบเป็นม็อบที่เกิดจากความเดือดร้อนจริงๆ ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ฟ้า ภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด หรือรับผลกระทบจากกฎหมายที่ล้าสมัยและล้ำสมัยจนเกินไป
โดยรัฐไม่นำพาในการเข้าไปบริหารจัดการปัญหาอย่างจริงๆ จังๆและทันเวลา ปล่อยให้ความรุนแรงของปัญหาสะสมจนผู้ที่ได้รับผลกระทบทนกับความเดือดร้อนไม่ไหวต้องระเบิดออกมาด้วยการแสดงออกด้วยการชุมนุมหรือบางม็อบในจำนวนนั้นอาจเกิดจากอุป-ทานหมู่ (mass hysteria) หรือที่เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิตสังคมเพราะเชื่อว่าตัวเองก็ประสบภาวะอย่างเดียวกัน
ผู้ชุมนุมบางคนไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำว่าม็อบที่มาร่วมด้วยนั้นมาม็อบเรียกร้องอะไร
นอกจากนี้ยังมีม็อบประเภท “พฤติกรรมเลียนแบบ” ซึ่งเป็นคนละอย่างกับประเภทอุปทานหมู่ เพราะม็อบพฤติกรรมเลียนแบบจะรู้ตัวว่ามาม็อบเพราะอะไร ซึ่งม็อบประเภทพฤติกรรมเลียนแบบนี้ แต่ก่อนจะไม่ถึงขั้นต้องก่อม็อบ แต่เมื่อเห็นม็อบอื่นปลุกม็อบแล้ว “ขออะไรก็ได้” จึงยึดเป็นไอดอลบ้าง
อีกประเภทเป็นม็อบที่มีวาระซ่อนเร้น แต่ซ่อนเร้นไว้ไม่อยู่เพราะชาวบ้านสมัยนี้เขารู้ทัน ม็อบประเภทนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในม็อบการเมืองเป็นหลัก แต่ปัจจุบันก็มีแฝงๆมาในคราบม็อบเกษตรกรเหมือนกัน จนม็อบเกษตรกรที่เป็นตัวจริงเสียงจริงบ่นกันขรมที่เครดิตถูกทำให้เสียหาย
สรุปว่าม็อบที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดชุกในเดือนสองเดือนนี้อาจจะไม่ชุกตามการคาดการณ์ของสันติบาลก็ได้ หากเจาะปัญหาแล้วรัฐบาล ภาครัฐ แบ่งกำลังกันเร่งแก้ไข ตามบัญชาที่สั่งออกมาเป็นระลอกของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อย่าไปหลงคารมอันสวยหรูว่าม็อบคือความงดงามของประชาธิปไตยตามขี้ปากใครบางคน เพราะผมไม่เห็นมันจะงดงามตรงไหน ถ้าม็อบที่เกิดขึ้น มันมีสาเหตุมาจากเหตุผลดังที่ให้ไว้ข้างต้น
โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝันมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ไม่อยากให้เกิดสโลแกนแบบว่า ม็อบประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
ได้ยินแล้วมันขมๆชอบกล.
CR. "เจ้าพายุ" จาก คอลัมน์ กล้าใด้กล้าเสีย ไทยรัฐ 10 ต.ค 56