(Y) อาจจะยาวสักหน่อยนะครับ
เมื่อก่อนผมเคยรักกับผู้ชายคนหนึ่งครับ ช่วงแรกความรักมันก็สดใสสวยงาม เข้าทำนองข้าวใหม่ปลามัน เขาบอกผมอยู่เสมอว่า เขารักผมมาก ผมคือคู่ชีวิตของเขาและผมคือคนสุดท้ายที่เขาจะรัก เขาเคยถามผมว่า เราจะแต่งงานกันดีมั้ย เขาเคยวางอนาคตมากมายไว้กับผม เคยพาผมไปรู้จักกับพ่อและแม่เขาที่ต่างจังหวัด แต่เขาไม่เคยบอกใครว่า “เราเป็นแฟนกัน” (นอกจากคนที่ทำงานที่เขาพอจะรู้) สถานะของผมกับเขา คือ ไม่เป็นน้องที่ทำงานก็เป็นเพื่อนร่วมงานมาตลอด แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมเรียกร้องหรือเก็บมาใส่ใจอะไร
ปัญหามันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ผมเข้าใจและทำใจยอมรับมาล่วงหน้าแล้วว่า ช่วงที่เรียกว่า “โปรโมชั่น” มันย่อมผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นของเขาเรียบร้อยแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ผมเริ่มเห็นว่าได้ว่า ความรักของเขาที่มีให้ผมมันลดน้อยลงทุกวันอย่างน่าใจหาย ความใส่ใจ ความคิดถึง ความห่วงหาอาทรมันแทบจะไม่มีให้เห็น เพียงระยะเวลาไม่กี่เดือน แม้จะอยู่ใกล้กันแค่เพียงเอื้อมมือถึง แต่ก็เหมือนอยู่ไกลกันเกินที่จะคว้าได้และผมก็มั่นใจว่าคนที่เปลี่ยนไป คือ “เขา”
เมื่อผมมั่นใจแน่นอนแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นทุกวัน และนั่นก็คือความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไปเอง ผมตัดสินใจถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเรา คำตอบของเขาฟังแล้วดูเหมือนชวนให้สบายใจหายห่วง “ไม่มีอะไร ยังรักและยังคิดถึงเหมือนเดิม” แต่สำหรับผมยิ่งฟังก็ยิ่งกังวล เพราะการกระทำกับคำพูดของเขามันวิ่งสวนทางกันอย่างน่าแปลกใจ ผมพยายามหลายครั้งที่จะอธิบายให้เขาฟังว่าเหตุการณ์ระหว่างเราตอนนี้มันไม่เป็นเหมือนกับที่เขาพูด มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง พยายามถามเหตุผลว่าทำไม มันเกิดขึ้นจากอะไร ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า และเราจะสามารถแก้ไขมันอย่างไร เพื่อให้เราเดินต่อไปได้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร เขาก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น บอกผมแค่ว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และเขาไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก เพราะมันเครียดเกินไป ผมจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายอมรับเอาความเครียดมาไว้ที่ตัวเองทั้งหมด เพื่อแลกกับความสบายใจของเขา และปล่อยให้เหตุการณ์มันดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง โดยมีความหวังในใจอยู่เสมอว่า สักวันทุกอย่างจะกลับมาสดใสสวยงามเหมือนเดิม
ความหวังของผมเริ่มเหมือนเปลวไฟในสายฝน วูบไหวและมอดลงพร้อมดับได้ทุกเวลา เมื่อมั่นใจแน่แล้วว่า เวลาจะไม่เดินย้อนกลับ วันวานจึงไม่หวนคืนมาอีก ซ้ำร้ายมันยังยิ่งแย่ลงทุกวัน ผมยังคงเจ็บปวดและทรมานทุกครั้งที่ได้ยินเขาบอกว่า “ไม่ได้เป็นอะไร ยังรัก ยังคิดถึงเหมือนเดิม” ทั้งๆ ที่เห็นอยู่เต็มตาและรู้อยู่เต็มอกว่า ร่างกายและหัวใจของเขาห่างไปจากผมมากขึ้นทุกวัน มันไม่ใช่การคิดไปเองว่าเขาเปลี่ยนไปหรือเขาทำตัวห่างเหิน แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นและสัมผัสได้จริง
สิ่งที่ผมอยากบอกเขาตอนนั้น คือ สิ่งที่เขากำลังทำกับผมอยู่นั้น ผมจะไม่เจ็บปวดเลย หากผมไม่รักเขา ผมจะไม่ทรมานเลย หากเขาบอกเหตุผลผมสักคำว่าเพราะอะไร ผมจะไม่ทุรนทุรายหรือร้องไห้ฟูมฟายเลย หากเขาบอกผมมาคำเดียวว่า เขาอยากจะไปจากผม ผมขอแค่นั้นจริงๆ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้ว่ามันเกิดอะไรกับเราและเราจะผ่านมันไปได้อย่างไร ถ้าเรายังอยากเดินร่วมทางกับผมต่อไป หรือถ้าเราเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ ก็บอกเพื่อให้เราจากกันด้วยดีและด้วยความสบายใจ ไม่ต้องให้ผมมาคิดเดาเอาเองหรือค้างคาใจให้ฟุ้งซ่านเหมือนที่เป็นอยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมปริปากบอกอะไรสักคำ และเมื่อเขาไม่พูด นั่นมันก็หมายถึงความหวังสำหรับคนที่ยังรัก ว่าสักวันเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เกือบ 5 เดือนที่ผมฟุ้งซ่านอยู่ในความคลุมเครือของความสัมพันธ์ระหว่างเรา ทั้งตั้งคำถาม (ที่ไม่ได้รับคำตอบ) คิดมาก คิดไปเอง ร้องไห้ มันเจ็บปวดทรมานไปหมดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมในขณะนั้นมันเป็นเพราะเขาทำกับผมแบบ “จะอยู่ก็ไม่อยู่ จะไปก็ไม่ไป” ทุกอย่างมันคลุมเครือ ไม่ชัดเจนและเคว้งคว้างไปหมด สภาพใจของผมในเวลานั้น คงไม่ต่างคนที่นอนกอดคนหมดใจ แม้อากาศจะหนาวแค่ไหน แม้เราจะกอดเขาแน่นแค่ไหน ทั้งเราและเขาก็ไม่อุ่น มีเพียงแต่จะเพิ่มความอึดอัดให้เขาก็เท่านั้น สิ่งที่ผมคิดได้และคิดว่าจะต้องทำให้ได้ในตอนนั้นก็คือ กลับมารักตัวเองให้มากกว่ารักเขา กลับมาอยู่กับความจริงและยอมรับสภาพที่มันเกิดขึ้นให้ได้ ไม่มีใครจะรักและอยู่กับเราได้มากไปกว่าตัวเราเอง นี่คือสิ่งที่ผมใช้กระตุ้นตัวเอง เพื่อให้ข้ามผ่านช่วงเวลานั้นมาให้ได้ แม้มันจะยากและทรมานมากแค่ไหน แต่ผมก็จะพยายาม
ผมตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า หากวันที่ 2 มิถุนายน (ซึ่งเป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่เขาขอผมเป็นแฟน) แล้วทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ผมเองที่จะเป็นฝ่ายบอกกับเขาว่า “ผมจะออกไปจากชีวิตเขา” และมันก็เป็นไปตามนั้น เขายังคงเงียบหายไปอย่างต่อเนื่อง ผมพยายามโทรไปหาก็ไม่มีคนรับสาย โทรกลับก็ไม่มีวี่แวว จะโทรไปที่บ้านเขาที่ต่างจังหวัดก็กลัวว่าพ่อแม่เขาจะสงสัย ไลน์ เฟซบุ๊ค ไม่มีการตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้แล้วด้วยซ้ำ พลอยให้ผมเป็นห่วงเขา กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรกับเขาหรือเปล่า แต่เมื่อเข้าไปเห็นจากโซเซียลเน็ตเวิร์กของเขาก็ตัดประเด็นนั้นออกไปได้แน่นอน เพราะเห็นว่าเขายังมีตัวตน ยังยิ้มได้และสบายดี ต่างกับผมที่มีแต่ความขมขื่นกับอนาคตที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
บ่ายวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เมื่อแน่ใจว่าไร้วี่แววของเขาแน่แล้ว ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ถอนหายใจให้กับเรื่องราวระหว่างเขากับผมเป็นครั้งสุดท้าย แล้วบรรจงพิมพ์ข้อความยาวเหยียดลงโทรศัพท์มือถือ สรุปได้ใจความสำคัญว่า “เราหยุดกันแค่นี้นะ” ก่อนจะส่งไปให้เขา และลบสิ่งที่เป็นเขาและเคยเป็นเราทั้งหมดออกไปจากมือถือ ทั้งเบอร์ ข้อความ รูปถ่าย เก็บรวบรวมข้าวของทุกชิ้นที่เป็นของเขา ทั้งเสื้อ เข็มขัด กระเป๋า เอกสารต่างๆ (สมุดบัญชีธนาคาร ใบสลิปเงินเดือน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน) ของต่างๆ ที่เขาเคยให้ผม ทั้งตุ๊กตา ช็อคโกเลต ลูกกวาด โน้ตข้อความต่างๆ ทั้งหมด รวบรวมลงถุงกระดาษใบใหญ่ เพื่อส่งคืนมันให้เขาทั้งหมด สรุปว่า เหตุผลเดียวที่ผมตัดสินใจบอกเลิกเขา คือ ผมต้องการ “ดับทุกข์” ที่มันกำลังรุมเร้าผมอยู่ และมันกำลังจะทำให้ผมเป็นบ้า ไม่ใช่เพราะผมหมดรักเขาหรืออื่นใดทั้งสิ้น ส่วนเหตุผลที่เขาห่างผมไปเพราะอะไร ผมก็คงต้องปล่อยให้มันคลุมเครืออยู่อย่างนั้น
หลังจากวันนั้นชีวิตผมก็ไม่มีเขาในทางกายภาพ แต่ผมยอมรับว่ายังลืมเขาไม่ได้ ภาพของเขายังวนเวียนเข้ามาในโสตประสาทผมทุกวัน ขณะที่ใจผมมันบอกว่า “เจ็บแล้วต้องจำและต้องไม่กลับไปเจ็บซ้ำอีก” และมันจะต้องเป็นแบบนั้นให้ได้ เมื่อตั้งใจไว้ที่จะไม่กลับไปหาเขาอีก ผมก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามา และไม่นานก็มีคนเข้ามาจริงๆ ทำให้ตอนนี้ผมกำลังคุยอยู่กับคนคนหนึ่งและเหมือนจะไปกันได้ดี แต่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้ามันจะดำเนินไปอย่างไร หรืออาจจะจบลงเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เมื่ออนาคตยังมาไม่ถึงก็อย่างไปกังวลกับมัน ควรกังวลกับปัจจุบันมากกว่า เพราะปัญหามันเกิดขึ้นในวันนี้ วันที่เขาคนนั้นโทรมาหาผมและขอกลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมคุยกับเขาตามปกติ และเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะไม่หวนกลับไป ผมก็ไม่ถามอะไรทั้งหมดทั้งสิ้นเกี่ยวกับอดีต ไม่ถามว่าเขาหายไปไหนมา ไม่ถามว่าทำไมเขาถึงหายไป ทั้งที่ใจก็ยังคงอยากรู้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป คงไม่รื้อฟื้นขึ้นมาให้เหนื่อยเปล่า แต่คำถามที่ผมอยากถามเขามากที่สุดในตอนนี้ก็คือ “กลับมาทำไม” ซึ่งผมมาไตร่ตรองดูแล้ว ผมไม่ควรถามเขา เพราะถ้าผมถามเขาไปอย่างนั้น มันก็เหมือนไปตัดเยื่อใยไมตรีกับเขา ความต้องการของผมคือ เราจะไม่กลับไปเป็นคนรักกันอีกแล้ว แต่เรายังเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก ให้คำปรึกษาหารือกันได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้มันเป็นไปตามความต้องการของผม หรือให้เขาโอเคในสิ่งที่ผมต้องการ
สิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต และผมทราบดีว่ามันไม่ใช่เรื่องราวที่แปลกอะไร เพราะเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในสังคม คนจำนวนมากได้พบเจอกับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ผมไม่ทราบว่า สุดท้ายมันจะจบลงแบบไหน ผมควรเตรียมตัวรับมือกับมันอย่างไร และผมควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น”???
เมื่อผมกับเขาไม่ใช่เราอีกแล้ว
เมื่อก่อนผมเคยรักกับผู้ชายคนหนึ่งครับ ช่วงแรกความรักมันก็สดใสสวยงาม เข้าทำนองข้าวใหม่ปลามัน เขาบอกผมอยู่เสมอว่า เขารักผมมาก ผมคือคู่ชีวิตของเขาและผมคือคนสุดท้ายที่เขาจะรัก เขาเคยถามผมว่า เราจะแต่งงานกันดีมั้ย เขาเคยวางอนาคตมากมายไว้กับผม เคยพาผมไปรู้จักกับพ่อและแม่เขาที่ต่างจังหวัด แต่เขาไม่เคยบอกใครว่า “เราเป็นแฟนกัน” (นอกจากคนที่ทำงานที่เขาพอจะรู้) สถานะของผมกับเขา คือ ไม่เป็นน้องที่ทำงานก็เป็นเพื่อนร่วมงานมาตลอด แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมเรียกร้องหรือเก็บมาใส่ใจอะไร
ปัญหามันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ผมเข้าใจและทำใจยอมรับมาล่วงหน้าแล้วว่า ช่วงที่เรียกว่า “โปรโมชั่น” มันย่อมผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นของเขาเรียบร้อยแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ผมเริ่มเห็นว่าได้ว่า ความรักของเขาที่มีให้ผมมันลดน้อยลงทุกวันอย่างน่าใจหาย ความใส่ใจ ความคิดถึง ความห่วงหาอาทรมันแทบจะไม่มีให้เห็น เพียงระยะเวลาไม่กี่เดือน แม้จะอยู่ใกล้กันแค่เพียงเอื้อมมือถึง แต่ก็เหมือนอยู่ไกลกันเกินที่จะคว้าได้และผมก็มั่นใจว่าคนที่เปลี่ยนไป คือ “เขา”
เมื่อผมมั่นใจแน่นอนแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นทุกวัน และนั่นก็คือความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไปเอง ผมตัดสินใจถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเรา คำตอบของเขาฟังแล้วดูเหมือนชวนให้สบายใจหายห่วง “ไม่มีอะไร ยังรักและยังคิดถึงเหมือนเดิม” แต่สำหรับผมยิ่งฟังก็ยิ่งกังวล เพราะการกระทำกับคำพูดของเขามันวิ่งสวนทางกันอย่างน่าแปลกใจ ผมพยายามหลายครั้งที่จะอธิบายให้เขาฟังว่าเหตุการณ์ระหว่างเราตอนนี้มันไม่เป็นเหมือนกับที่เขาพูด มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง พยายามถามเหตุผลว่าทำไม มันเกิดขึ้นจากอะไร ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า และเราจะสามารถแก้ไขมันอย่างไร เพื่อให้เราเดินต่อไปได้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร เขาก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น บอกผมแค่ว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และเขาไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก เพราะมันเครียดเกินไป ผมจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายอมรับเอาความเครียดมาไว้ที่ตัวเองทั้งหมด เพื่อแลกกับความสบายใจของเขา และปล่อยให้เหตุการณ์มันดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง โดยมีความหวังในใจอยู่เสมอว่า สักวันทุกอย่างจะกลับมาสดใสสวยงามเหมือนเดิม
ความหวังของผมเริ่มเหมือนเปลวไฟในสายฝน วูบไหวและมอดลงพร้อมดับได้ทุกเวลา เมื่อมั่นใจแน่แล้วว่า เวลาจะไม่เดินย้อนกลับ วันวานจึงไม่หวนคืนมาอีก ซ้ำร้ายมันยังยิ่งแย่ลงทุกวัน ผมยังคงเจ็บปวดและทรมานทุกครั้งที่ได้ยินเขาบอกว่า “ไม่ได้เป็นอะไร ยังรัก ยังคิดถึงเหมือนเดิม” ทั้งๆ ที่เห็นอยู่เต็มตาและรู้อยู่เต็มอกว่า ร่างกายและหัวใจของเขาห่างไปจากผมมากขึ้นทุกวัน มันไม่ใช่การคิดไปเองว่าเขาเปลี่ยนไปหรือเขาทำตัวห่างเหิน แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นและสัมผัสได้จริง
สิ่งที่ผมอยากบอกเขาตอนนั้น คือ สิ่งที่เขากำลังทำกับผมอยู่นั้น ผมจะไม่เจ็บปวดเลย หากผมไม่รักเขา ผมจะไม่ทรมานเลย หากเขาบอกเหตุผลผมสักคำว่าเพราะอะไร ผมจะไม่ทุรนทุรายหรือร้องไห้ฟูมฟายเลย หากเขาบอกผมมาคำเดียวว่า เขาอยากจะไปจากผม ผมขอแค่นั้นจริงๆ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้ว่ามันเกิดอะไรกับเราและเราจะผ่านมันไปได้อย่างไร ถ้าเรายังอยากเดินร่วมทางกับผมต่อไป หรือถ้าเราเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ ก็บอกเพื่อให้เราจากกันด้วยดีและด้วยความสบายใจ ไม่ต้องให้ผมมาคิดเดาเอาเองหรือค้างคาใจให้ฟุ้งซ่านเหมือนที่เป็นอยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมปริปากบอกอะไรสักคำ และเมื่อเขาไม่พูด นั่นมันก็หมายถึงความหวังสำหรับคนที่ยังรัก ว่าสักวันเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เกือบ 5 เดือนที่ผมฟุ้งซ่านอยู่ในความคลุมเครือของความสัมพันธ์ระหว่างเรา ทั้งตั้งคำถาม (ที่ไม่ได้รับคำตอบ) คิดมาก คิดไปเอง ร้องไห้ มันเจ็บปวดทรมานไปหมดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมในขณะนั้นมันเป็นเพราะเขาทำกับผมแบบ “จะอยู่ก็ไม่อยู่ จะไปก็ไม่ไป” ทุกอย่างมันคลุมเครือ ไม่ชัดเจนและเคว้งคว้างไปหมด สภาพใจของผมในเวลานั้น คงไม่ต่างคนที่นอนกอดคนหมดใจ แม้อากาศจะหนาวแค่ไหน แม้เราจะกอดเขาแน่นแค่ไหน ทั้งเราและเขาก็ไม่อุ่น มีเพียงแต่จะเพิ่มความอึดอัดให้เขาก็เท่านั้น สิ่งที่ผมคิดได้และคิดว่าจะต้องทำให้ได้ในตอนนั้นก็คือ กลับมารักตัวเองให้มากกว่ารักเขา กลับมาอยู่กับความจริงและยอมรับสภาพที่มันเกิดขึ้นให้ได้ ไม่มีใครจะรักและอยู่กับเราได้มากไปกว่าตัวเราเอง นี่คือสิ่งที่ผมใช้กระตุ้นตัวเอง เพื่อให้ข้ามผ่านช่วงเวลานั้นมาให้ได้ แม้มันจะยากและทรมานมากแค่ไหน แต่ผมก็จะพยายาม
ผมตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า หากวันที่ 2 มิถุนายน (ซึ่งเป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่เขาขอผมเป็นแฟน) แล้วทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ผมเองที่จะเป็นฝ่ายบอกกับเขาว่า “ผมจะออกไปจากชีวิตเขา” และมันก็เป็นไปตามนั้น เขายังคงเงียบหายไปอย่างต่อเนื่อง ผมพยายามโทรไปหาก็ไม่มีคนรับสาย โทรกลับก็ไม่มีวี่แวว จะโทรไปที่บ้านเขาที่ต่างจังหวัดก็กลัวว่าพ่อแม่เขาจะสงสัย ไลน์ เฟซบุ๊ค ไม่มีการตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้แล้วด้วยซ้ำ พลอยให้ผมเป็นห่วงเขา กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรกับเขาหรือเปล่า แต่เมื่อเข้าไปเห็นจากโซเซียลเน็ตเวิร์กของเขาก็ตัดประเด็นนั้นออกไปได้แน่นอน เพราะเห็นว่าเขายังมีตัวตน ยังยิ้มได้และสบายดี ต่างกับผมที่มีแต่ความขมขื่นกับอนาคตที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
บ่ายวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เมื่อแน่ใจว่าไร้วี่แววของเขาแน่แล้ว ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ถอนหายใจให้กับเรื่องราวระหว่างเขากับผมเป็นครั้งสุดท้าย แล้วบรรจงพิมพ์ข้อความยาวเหยียดลงโทรศัพท์มือถือ สรุปได้ใจความสำคัญว่า “เราหยุดกันแค่นี้นะ” ก่อนจะส่งไปให้เขา และลบสิ่งที่เป็นเขาและเคยเป็นเราทั้งหมดออกไปจากมือถือ ทั้งเบอร์ ข้อความ รูปถ่าย เก็บรวบรวมข้าวของทุกชิ้นที่เป็นของเขา ทั้งเสื้อ เข็มขัด กระเป๋า เอกสารต่างๆ (สมุดบัญชีธนาคาร ใบสลิปเงินเดือน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน) ของต่างๆ ที่เขาเคยให้ผม ทั้งตุ๊กตา ช็อคโกเลต ลูกกวาด โน้ตข้อความต่างๆ ทั้งหมด รวบรวมลงถุงกระดาษใบใหญ่ เพื่อส่งคืนมันให้เขาทั้งหมด สรุปว่า เหตุผลเดียวที่ผมตัดสินใจบอกเลิกเขา คือ ผมต้องการ “ดับทุกข์” ที่มันกำลังรุมเร้าผมอยู่ และมันกำลังจะทำให้ผมเป็นบ้า ไม่ใช่เพราะผมหมดรักเขาหรืออื่นใดทั้งสิ้น ส่วนเหตุผลที่เขาห่างผมไปเพราะอะไร ผมก็คงต้องปล่อยให้มันคลุมเครืออยู่อย่างนั้น
หลังจากวันนั้นชีวิตผมก็ไม่มีเขาในทางกายภาพ แต่ผมยอมรับว่ายังลืมเขาไม่ได้ ภาพของเขายังวนเวียนเข้ามาในโสตประสาทผมทุกวัน ขณะที่ใจผมมันบอกว่า “เจ็บแล้วต้องจำและต้องไม่กลับไปเจ็บซ้ำอีก” และมันจะต้องเป็นแบบนั้นให้ได้ เมื่อตั้งใจไว้ที่จะไม่กลับไปหาเขาอีก ผมก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามา และไม่นานก็มีคนเข้ามาจริงๆ ทำให้ตอนนี้ผมกำลังคุยอยู่กับคนคนหนึ่งและเหมือนจะไปกันได้ดี แต่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้ามันจะดำเนินไปอย่างไร หรืออาจจะจบลงเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เมื่ออนาคตยังมาไม่ถึงก็อย่างไปกังวลกับมัน ควรกังวลกับปัจจุบันมากกว่า เพราะปัญหามันเกิดขึ้นในวันนี้ วันที่เขาคนนั้นโทรมาหาผมและขอกลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมคุยกับเขาตามปกติ และเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะไม่หวนกลับไป ผมก็ไม่ถามอะไรทั้งหมดทั้งสิ้นเกี่ยวกับอดีต ไม่ถามว่าเขาหายไปไหนมา ไม่ถามว่าทำไมเขาถึงหายไป ทั้งที่ใจก็ยังคงอยากรู้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป คงไม่รื้อฟื้นขึ้นมาให้เหนื่อยเปล่า แต่คำถามที่ผมอยากถามเขามากที่สุดในตอนนี้ก็คือ “กลับมาทำไม” ซึ่งผมมาไตร่ตรองดูแล้ว ผมไม่ควรถามเขา เพราะถ้าผมถามเขาไปอย่างนั้น มันก็เหมือนไปตัดเยื่อใยไมตรีกับเขา ความต้องการของผมคือ เราจะไม่กลับไปเป็นคนรักกันอีกแล้ว แต่เรายังเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก ให้คำปรึกษาหารือกันได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้มันเป็นไปตามความต้องการของผม หรือให้เขาโอเคในสิ่งที่ผมต้องการ
สิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต และผมทราบดีว่ามันไม่ใช่เรื่องราวที่แปลกอะไร เพราะเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในสังคม คนจำนวนมากได้พบเจอกับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ผมไม่ทราบว่า สุดท้ายมันจะจบลงแบบไหน ผมควรเตรียมตัวรับมือกับมันอย่างไร และผมควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น”???