[SR] ทริปฮันนีมูนภาค 2 แอบไปหวานๆกันที่บ้านหมอนอุ่น เชียงใหม่

กระทู้รีวิว
ทริปเชียงใหม่นี้เป็นทริปฮันนีมูนภาค 2 ของเรา
กลับจากมัลดีฟซึ่งเป็นภาคแรก

ก็มาต่อภาค 2 ในอีก 2 วันถัดมาเลย

เอ๊ะ แล้วรีวิวภาคแรกอยู่ไหน คือ รูปยังไม่เสร็จ ...
อันนี้ทำรูปเร็วกว่าเลยขอรีวิวภาคสองก่อนล่ะกัน

เราไปมัลดีฟกัน 4 วัน 3 คืน
แล้วก็กลับมาอยู่กรุงเทพ 2 วัน
ก่อนจะไปเชียงใหม่อีก 4 วัน 3 คืนต่อเลย  

สาเหตุที่ไม่เก็บไว้เที่ยวมื้ออื่นบ้าง
เพราะว่าคุณผู้ชายเธอว่างแค่ช่วงนี้
และเราก็คิดว่า ขืนปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไป
เราก็จะหมดอารมณ์ฮันนีมูน แบบว่ามันไม่ใช่เวลาแล้วอะ
และก็อาจจะลืมไปว่ามี voucher ที่พักฟรีมา

ใช่แล้วค่ะ ทริปนี้เราได้ voucher ที่พักเป็นของขวัญแต่งงาน
ทั้งหมด 2 ที่ คือ ที่บ้านหมอนอุ่น 2 คืน และที่ Horizon resort and spa อีก 1 คืน
จากคนละคนกัน แต่บังเอิญเป็นเชียงใหม่เหมือนกัน
ก็เลยทำให้เราแพลนทริปมาทีเดียวเลย
เกิดได้เชียงใหม่ใบนึง ภูเก็ดใบนึงก็คง...

..... ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เย่ๆ จะได้มีภาค3

(คุณแฟนแอบค้อน)

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ด้วยสายการบินไทย
แป๊บเดียวก็ถึงเชียงใหม่แล้ว โชคดีที่แต่งงานช่วงนี้
เราเลยได้โปรโมชันของการบินไทย
บินไปกลับกรุงเทพ เชียงใหม่แค่ 3,000 นิดๆเท่านั้นเอง  
คุณแฟนที่แลกไมล์การบินไทยมาบ่นกะปอดกะแปดใหญ่ว่า
แลกไมล์มา แต่ก็ต้องเสียค่าภาษีอีกตั้ง 1,700 กว่าบาท
สู้เราจองโปรโมชันมาเสียรวมกัน 3,000 ยังดูคุ้มกว่าตั้งเยอะ



จริงๆเราก็แลกไมล์ได้เที่ยวนึงเหมือนกัน
แต่เห็นราคาโปรโมชันนี้แล้วก็เลยไม่แลกดีกว่า อะคึๆ

บ้านหมอนอุ่นอยู่ตรงข้ามม.เชียงใหม่เลย หาง่ายมาก
หน้าบ้านมีที่จอดรถประมาณ 4-5 คัน
ก็พอเหมาะพอควรกับจำนวนห้องพัก 7 ห้องของที่นี่

ไปถึงประมาณบ่ายโมง แขกเก่าเพิ่งออกไป
ก็เลยรอเค้าทำความสะอาดอีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว
ระหว่างนั้นเราก็นั่งรอด้านล่างที่เป็นร้านกาแฟ



ขายทั้งอาหาร ขนม และกาแฟ





บรรยากาศสไตล์วินเทจ อบอุ่นมากๆ



ด้านนอกก็มีที่นั่งให้นั่งชิลๆในวันอากาศดีๆได้ด้วย





เราได้พักห้องปอ ซึ่งเป็นห้อง suite ของที่นี่
ซึ่งขึ้นห้องพักจากด้านหลังเคาเตอร์ในร้านด้านล่าง



เป็นบันไดเล็กๆ สีฟ้าพาสเทลสดใส





แต่ละห้องก็มีป้ายชื่อหน้าห้องด้วย

นอกจากห้องปอแล้วก็มีห้องอื่นๆอีก 6 ห้อง
(ก็เอาข้อมูลมาจากในเวบนะคะ ไม่ได้เข้าไปชม)



ชื่อห้องป่านซึ่งจะเป็นโทนสีน้ำตาล
ห้องยีนส์ เป็นปูนขัดมัน
ห้องไหม โทนสีมรกต
ห้องแพร สีครีมทอง
ห้องแก้ว สีม่วง
และห้องฝ้าย สีชมพู

ส่วนข้างในห้องปอจะเป็นยังไง มาดูกันเลย

ห้องปออยู่ชั้นบนสุดทางซ้ายมือ
เปิดประตูซึ่งเป็นแบบสองบานแบบผลักเข้าไปก็จะเจอเตียงใหญ่





หัวเตียงเป็นลายอิฐและแอบแต่งด้วยไฟกระพริบผูกเป็นต้นคริสมาส
ซึ่งทำให้หัวเตียงที่อาจจะดูเรียบโล่งมีรายละเอียดมากขึ้น

ส่วนตัวแล้วเราคิดว่านอกจากการคิดเรื่องเฟอร์นิเจอร์
และรายละเอียดของการตกแต่งแล้ว ยังมีเรื่องการออกแบบไฟเข้ามาด้วย
ตั้งแต่เคยร่วมงานกับสถาปนิกที่เก่งเรื่องการออกแบบ lighting
เราก็เริ่มสังเกตเห็นงานที่จริงๆแล้วงานออกแบบแสงมีส่วนสำคัญมากๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
ที่นี่ก็เหมือนกัน การออกแบบแสงคงผ่านการคิดมาแล้วเหมือนกัน
ถึงแม้เราจะไม่ได้เปิดไฟต้นคริสมาสต์นี้ แต่เห็นกระทู้รีวิวอื่นเปิดไฟ
เราก็รู้ทันทีว่า ที่นี่ต้องมีการออกแบบ lighting ด้วยแหง
(เดาเอา ไม่รู้จริงหรือเปล่า พูดเป็นคุ้งเป็นแคว ปรากฏคิดไปเองคนเดียว อิอิ)



ทางขวามือก็เป็น day bed แบบนี้ พร้อมกระจกเงาเต็มตัว
เอาไว้แต่งตัว แต่งหน้าเหมาะมากเลย
เพราะว่าแสงที่ส่องเข้ามาจากกระจกฝ้าด้านหลังให้แสงดีมาก
แต่งหน้าแสงไม่พี้ยน แต่งตัวก็เห็นเต็มตัว
แถมแต่งเสร็จถ่ายรูปสวยอีกต่างหาก 555



ในตะกร้าตรงนี้ใส่ผ้าเช็ดตัวเอาไว้ให้

ซึ่งน้องที่เดินขึ้นมาส่งเราจะมาอธิบายทุกอย่างเลยนะคะ
ตั้งแต่การปิดเปิดไฟ ทีวีมีกี่ช่อง ผ้าเช็ดตัวอยู่ตรงไหน
เพราะคุณแฟนไม่ได้ฟัง แล้วก็ถามหาว่า ผ้าเช็ดตัวอยู่ไหนล่ะ
พอบอกว่าอยู่ในตะกร้าไง เค้าก็บอกว่า แล้วใครจะหาเจอ
ก็น้องเค้าอธิบายให้ฟังตั้งแต่เดินเข้าห้องมาแล้วอะ
แม้แต่การใช้ก๊อกน้ำ!!





เพราะเป็นรูปดอกไม้ ต้องค่อยๆหมุนตรงดอกไม้นี้ น้ำก็จะไหลออกมา


ดังนั้นตอนที่น้องเข้ามาส่งก็ฟังน้องเค้าก่อนนะ
อย่าเพิ่งตื่นเต้นมัวแต่ถ่ายรูปเพราะห้องสวยอยู่



ส่วนตรงนี้เค้ามีหมวกให้ค่ะ ให้เรายืมออกไปใส่ได้
เสร็จแล้วก็เอามาคืนเค้าด้วยนะ

นอกจากนี้ก็มีรองเท้าให้ใส่ในบ้าน
เนื่องจากว่าบ้านเป็นพื้นไม้ เป็นบ้านเก่าที่เอามา renovate ใหม่
ดังนั้นพื้นห้องจะส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดบ้างเวลาเราเดิน
คนกรุงอยู่แต่ตึกอย่างเรามักจะเดินลงส้นอย่างไม่รู้ตัว
ใส่รองเท้าแล้วจะช่วยให้เดินเบาลงได้ (เล็กน้อย)

อย่างไรก็ตาม เดินเบาๆจะดีกว่า
แล้วก็อย่าโมโหเวลาได้ยินห้องอื่นเค้าเดินเสียงดังกัน เพราะว่าไม่มีใครชินอยู่แล้ว
เรายังเดินดังเลยเนอะ คนอื่นก็คงเดินดังเหมือนกัน

ความใส่ใจอีกอย่างหนึ่งที่คุณแฟนประทับใจมากคือ
ปกติทุกที่จะให้น้ำเปล่าเรา 2 ขวดใช่มั้ยคะ ที่นี่ก็ให้ 2 ขวดเหมือนกัน
ขอเพิ่มได้ แต่ไม่ได้ประทับใจตรงที่ขอเพิ่มได้
ประทับใจตรงที่เค้าเอาขวดนึงใส่ตู้เย็น อีกขวดวางไว้ข้างนอก

เพราะไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้กินน้ำเย็น
และไม่ใช่ทุกคนกินน้ำไม่เย็น

โรงแรมส่วนใหญ่มักจะเอาน้ำใส่ตู้เย็น (เมืองไทย)
และไม่เอาน้ำใส่ตู้เย็นเลย (เมืองนอก)

เนื่องจากแม่ทูนหัวคนนี้ไม่กินน้ำเย็นค่ะ
เวลาไปโรงแรมต่างๆในเมืองไทยก็ต้องจำทนกินน้ำเย็นเวลาไปถึง
หรือต้องเอาออกจากตู้เย็น แล้วนั่งรอให้น้ำหายเย็นก่อน
คุณแฟนเลยประทับใจมากว่า แหม ช่างเอาใจศรีภรรยาคนนี้ได้ถูกใจจริงๆ

แต่คนส่วนใหญ่ในเมืองไทยกินน้ำเย็น
การเอาไว้ในตู้เย็นขวดนึงและนอกตู้เย็นขวดนึงก็เป็นกุศโลบายที่ดี
เพราะว่าเรากินน้ำทีละขวด ถ้าเราไม่กินน้ำเย็นเลย
อีกขวดนึงก็มาตั้งรอข้างนอกให้หายเย็นระหว่างเรากินขวดแรกได้
แต่ถ้าเรากินน้ำเย็น เราก็เอาไปแช่ตู้เย็นเสีย กว่าจะกินหมดขวดแรก
ขวดที่สองก็เย็นพอดี

นอกจากนี้ เนื่องจากตรงนี้อยู่หน้า ม.
ตกกลางคืนก็มีตลาดนัดหน้าม.ให้เดินชอปด้วย
พอคืนแรกเรากลับมาจากกินข้าวประมาณสามทุ่ม
เห็นมีของขายเราก็เลยออกมาเดินดู เดินไปเดินมาก็ โห ใหญ่โตนะเนี่ยตลาดนี้
เดินจนหอบเสื้อผ้ากลับมาแทบไม่หมด ถูกมวากกกค่าาาา
(คงเพราะขายให้น้องๆมหาวิทยาลัย เราก็เลยเห็นว่าถูกไปหมดเลย)



ตกกลางคืน เค้าจะมีเสิร์ฟเครื่องดื่มร้อนช่วงสองทุ่มด้วย
วันที่ไปมีชอยส์ให้เลือกเป็นน้ำขิงหรือนมสด เราสองคนเลือกน้ำขิง
(ก็ไม่รู้ว่าวันอื่นจะมีเมนูอื่นหรือเปล่านะ)

ในห้องจะมีกลิ่นอโรม่าหอมๆ ก็ไม่ได้สังเกตหรอก
ซึ่งพออัพเฟซบุคว่ามาพักที่นี่
น้องที่รู้จักกันเค้ามาเมนท์ว่า เค้าก็เคยมาพักห้องนี้เหมือนกัน
เค้าซื้ออโรม่ากลับมาด้วย มีขายเคาเตอร์ด้านล่าง
เราก็โอ้ เหรอ จมูกเสียหรือยังไง เพิ่งจะสังเกตตอนเค้าทักมาว่ามันหอมจริงๆด้วย

คือ เป็นรายละเอียดกิ๊บเก๋ทุกสิ่งอย่างไม่ให้ตกหล่นเลย
ใครที่ทำงานเกี่ยวกับ service จะเข้าใจเป็นอย่างดี
เรื่องสัมผัสทั้งห้าของลูกค้าและสินค้า บริการที่เราให้
เช่น การเดินเข้าร้านเบเกอรี่ ร้านที่ดีต้องมีกลิ่นเบเกอรี่อบใหม่ตลอดเวลา
เพื่อที่จะให้ลูกค้ารู้สึกว่านี่แหละคือร้านเบเกอรี่อบใหม่ สด
(แม้ขนมที่วางอยู่จะวางไว้ตั้งแต่เช้าก็ตาม)

ที่นี่ก็เหมือนกัน กลิ่นอโรมาก็เป็นแนววินเทจ
เพลงที่เปิดด้านล่างในร้านกาแฟก็เป็นเพลงสไตล์วินเทจ
เรียกว่าไม่มีหลุดคอนเซปท์

แม้แต่พวงกุญแจก็ยังเป็นแบบนี้เลย



เราเลยแอบซื้อกลับมา 1 ตัว แม้บ้านจะไม่วินเทจ
แต่ขอเริ่มด้วยพวงกุญแจกระรอกวินเทจแทนแล้วกัน

ที่สำคัญพอซื้อเสร็จ แทนที่น้องจะใส่ถุงพลาสติกแล้วยื่นให้เหมือนทั่วไป
ที่นี่ยังคงเก็บรายละเอียด everything ด้วยการใส่ถุงกระดาษสีขาว
แล้วเย็บปากถุงด้วยกระดาษรองเค้กลายลูกไม้ ซึ่งแบบ.. อั้ยย่ะ

เจ้าของร้านสามารถเทรนให้น้องๆไม่หลุดรายละเอียดแบบนี้ได้ยังไง

(จนบัดนี้เลยยังไม่กล้าแกะกระรอกออกจากถุงเลย อิอิ)

ส่วนอาหารเช้าเค้าจะมีเมนูให้เลือก เราสั่งไว้ก่อน
แล้วตอนเช้าเค้าก็จะเสิร์ฟให้ด้านล่าง
แต่เนื่องจากคิวรีวิวอาหารในเชียงใหม่เราล้นทะลักมาก
เราก็เลยเลือกไม่ทานอาหารเช้าของที่นี่ค่ะ

(จริงๆก็น่าจะทานสักวันเนอะ แต่ก็ช้าไปแล้ว)

ที่นี่เป็นโฮมสเตย์ ไม่ใช่รีสอร์ท และไม่ใช่โรงแรมค่ะ
เพราะงั้นเค้าก็จะเป็นเหมือนบ้าน เวลาเราออกไปข้างนอก
กลับเข้ามาดึกๆก็ต้องล็อคประตูให้เค้านะคะ
เพราะว่าไม่มีใครอยู่แล้ว น้องๆหน้าเคาเตอร์ก็กลับบ้านนอน
ซึ่งก็ให้บรรยากาศอบอุ่นไปอีกแบบหนึ่ง เหมือนหนีเที่ยวกลางคืน
แล้วแอบย่องเข้าบ้านตอนดึกๆ ไม่กล้าส่งเสียงดังเพราะกลัวห้องอื่นตื่น อิอิ

เราสองคนประทับใจที่นี่มาก
เพราะเราชอบอะไรๆวินเทจกันอยู่แล้ว
และเราก็ทำไม่ได้ที่จะแต่งบ้านให้ออกมาวินเทจแบบนี้
(เป็นอะไรที่ไม่เข้าใจว่าคนอื่นทำได้ไงอะ)

ถ้ามีโอกาสคงกลับมานอนที่นี่อีกรอบนึง
คราวนี้จะขอชิมขนมอื่นๆเค้าด้วย
ครั้งนี้ได้ทานแค่คุ้กกิ้ดัทช์เอง เพราะว่าอิ่มมวากกกทุกมื้อ
จนไม่มีที่ว่างในกระเพาะเลยตลอดทริป

ส่วนรีวิวอาหารในเชียงใหม่นี่ก็ขอคิดดูก่อนนะ
เพราะว่าไม่ค่อยมีเวลาเขียนกระทู้ แต่ถ้าว่างจะมารีวิวให้ดู
ชื่อสินค้า:   บ้านหมอนอุ่น
คะแนน:     
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่