8
แอสตร้า
โตขึ้นผจะเป็นฆาตกร
ลูกแกะตัวที่ 1,027 ของผมเพิ่งจะกระโดดข้ามรั้วลวดหนามไปพอดี
นั่นเป็นตอนเดียวกับที่เอโทสพาอาธีน่าบินกลับขึ้นมาด้านบนอีกครั้ง เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากความเศร้าเสียใจอย่างไม่อาจที่จะบรรยายเป็นคำพูดได้ของพวกเราต่อการจากไปแบบไม่มีวันกลับของอล็กซ์
อยู่ๆ อาธีน่าก็มีความคิดแผลงๆว่า หากเธอเป็นราชินีแห่งวารีจริงๆ เธอก็น่าจะสามารถสื่อสารกับสายน้ำได้ บางทีเธออาจได้เบาะแสของอเล็กซ์บ้าง บางทีพี่ชายคนโตของพวกเราอาจจะยังไม่ตาย
ผมและเอโทสพยายามจะห้ามน้องไว้ มันดูเสี่ยงเกินไปที่อาธีน่าขอให้เอโทสแปลงร่างเป็นนกอินทรีอีกครั้งและพาเธอลงไปที่สายน้ำใต้หุบเหว จุดเดียวกับที่อเล็กซ์ตกลงไป ก่อนจะหย่อนเธอทิ้งไว้ในน้ำแบบนั้นเพื่อทำการทดลองคุยกับฟองคลื่นและสาหร่ายทะเล
แต่ถึงกระนั้นอาธีน่าก็หัวรั้นสุดๆ ผมรู้ดีว่าหากเธอตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ต่อให้กาวตราช้างสัก 10 แท่งก็คงจะรั้งเธอไว้ไม่ได้ แถมครูเกรมอสก็ดันเห็นด้วยกับไอเดียประหลาดๆๆนี้เสียอีก ครูเอาแต่บอกว่าในเมื่อพวกเราเป็นบุตรธิดาที่ถูกเลือก บางทีเราอาจจะมีพลังที่เหนื่อกว่า Half-caste ทั่วไปก็ได้…แค่บางทีนะ
หลังจากถกเถียง อ้อนวอน และเริ่มมีการบังคับเกิดขึ้น เอโทสก็จำใจยอมแปลงร่างเป็นนกอินทรียักษ์ขนาดเท่าเครื่องบินเล็กอีกครั้ง เขาตั้งใจส่งกระแสจิตมาหาผมผู้เดียวว่าเขาไม่ชอบแบบนี้เลย ก็แหงล่ะ เมื่อเจอกับน้องสาวจอมดื๊อที่ขู่ว่าจะเอาผมเปลวเพลิงของเธอเผาตัวเองถ้าเอโทสไม่ยอมทำตาม กับครูพลังเต่าที่เอาแต่ยืนดูอย่างสงบนิ่งโดยไม่ห้ามอะไรเท่าที่ควร เป็นผมก็คงจะไม่ชอบเหมือนกัน
เอโทสพาอาธีน่าโฉบลงไปด้านล่างของหุบเหวเป็นเวลานาน นานจนผมเริ่มจะกระส่ำกระส่ายด้วยความเป็นห่วงทั้ง 2 คน หมอกเริ่มลงจัดจนหนาทำให้การมองลงไปที่หุบเหวเบื้องล่างนั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบากหรืออาจแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมองเห็นอะไรสักอย่างข้างล่างนั่น และตอนนั้นเองที่ครูเกรมอสได้สอนให้ผมนับแกะกระโดดข้ามรั้วเพื่อให้จิตใจของผมสงบลง
“เรามีข่าวใหม่…” อาธีน่าพูดถึงทันทีที่ลงจอดจากสายการบิน เอโทสแอร์ไลน์
“สรุปเธอคุยกับกระแสสายน้ำได้จริงๆหรอ” ผมถามอย่างอดสงสัยไม่ได้จริงๆ
“เปล่าแอสตร้า…แต่ฉันคุยกับพวกสาหร่ายกับก้อนหินในน้ำมา” อาธีน่าตอบเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา
สุดๆและผมก้ไม่คิดว่านั่นทำให้ท้องไส้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย
เอโทสแปลงร่างกับมาเป็นปกติแล้ว เขาเดินมาข้างๆอาธีน่า
“เกิดอะไรขึ้น…แล้วอเล็กซ์ล่ะ” ผมถามขึ้นอีกครั้งด้วยความร้อนรนกว่าเดิม
“อเล็กซ์ยังไม่ตาย” อาธีน่าบอกข่าวดีแต่กลับไม่มีรอยยิ้ม “เขาสลบไปและล่องลอยไปตามกระแสน้ำ”
“แล้ว..?” ครูเกรมอสถามบ้าง
“พวกก้อนหินบอกว่า พวกเขารับรู้ได้จากสมัครพรรคพวกว่าทิศทางที่อเล็กซ์ลอยไปนั้นมุ่งสู่สมรภูมิ เขาอาจตกอยู่ในอันตราย หากมีใครพบเขาก่อนเรา” อาธีน่าตอบด้วยความกระวนกระวาย
ในบรรดาทุกคนเธอคงรู้สึกเสียใจมากเป็นพิเศษ ที่อเล็กซ์ตกลงไปก็เพราะช่วยเธอ ผมไม่โทษเธอเลยเพราะถ้าเป็นผม ผมก็คงจะทำอย่างเดียวกันกับอเล็กซ์เหมือนกัน
“แล้วเราจะตามอเล็กซ์ที่ไหนล่ะ” ผมถามขึ้นในที่สุด
“ไม่ ! เราจะไม่ไปตามหาเขาตอนนี้” ครูเกรมอสขัดขึ้นท่ามกลางความคาดไม่ถึงของทุกคน
“ทำไมละคะครู อเล็กซ์กำลังตกอยู่ในอันตราย เราควรจะรีบนะคะ”
“อเล็กซ์ได้พบเส้นทางของตนเองแล้ว ชะตาลิขิตให้เขาแยกออกไป ข้าสัมผัสได้ว่ามันมีเหตุผลสำคัญบางประการที่ทำให้พวกเราต้องแยกจากกัน….ชั่วคราว” ครูเกรมอสเว้นคำว่าชั่วคราวนานเกินไปมากทีเดียว จนผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขาก็ไม่แน่ใจว่าพวกเราจะได้พบกับอเล็กซ์อีกหรือไม่
“ตอนนี้ข้าต้องพาพวกเจ้าไปหา เฮลก้า โพรมีทีอุสก่อน…นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”
“แล้วถ้าเราปฏิเสธล่ะครับ” ผมเถียงขึ้น และก็ยอมรับว่าเริ่มโมโหนิดๆ
“ใจเย็นแอสตร้า” เอโทสปรามผมไว้ “พี่ลองคุยกับพวกสายลมดูแล้ว พวกเขาบอกว่าไม่ได้กลิ่นความตายของอเล็กซ์เลย…พี่ว่าเขาปลอดภัย เราควรเร่งไปหาเฮลก้า โพรมีทีอุส รับคำทำนาย และไปสมทบกับอเล็กซ์ดีกว่า”
โอเค ! ตอนนี้ผมมีน้องสาวที่สามารถคุยกับสาหร่ายและพี่ชายที่สามารถคุยกับสายลม ส่วนผมเป็นหมาป่าผู้มีพรสวรรค์ในการนับแกะกระโดดข้ามรั้ว เยี่ยมสุดๆ !
“แต่…” อาธีน่าเองพยายามจะขัดเอโทส แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อครูเกรมอสจ้องเธอเชิงตักเตือน
“โอเค งั้นเรารีบไปเถอะ” เธอตอบตกลงเบาๆแบบไม่เต็มใจนัก ผมเองก็เช่นกัน
มันใช้เวลาทั้งวันเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงจุดหมาย พวกเราเดินทางตามกระแสน้ำ ลึกเข้าไปในหุบเขาและป่ารกชัน การเดินทางเป็นไปได้อย่างยากลำบากเพราะไม่มีถนนให้เดิน พวกเราต้องลุยป่ากันเข้าไปด้วยรองเท้าจักสาน ย่ำโคลน และทำสงครามกับแมลงนานาชนิดที่บินตอมพวกเราไม่หยุด แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่าการที่ครูเกรมอสยังคงบรรยาย วิชาพฤษศาสตร์ ตลอดการเดินทาง
จนในที่สุดครูเกรมอสก็พาเรามาหยุดที่หน้าผาแห่งหนึ่ง มันเป็นผาหินขนาดมหึมาตั้งอยู่สุดปลายทาง มันดูเก่าแก่มากและแน่นอนดูทรงพลังอย่างที่สุด สองข้างทางขนาบไปด้วยต้นสนสูงใหญ่ในขณะที่เราเดินเข้าใกล้ผาหินขึ้นเรื่อยๆ อาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำแล้ว และอากาศก็หนาวขึ้นในทุกๆก้าวที่ผมยกเท้าเดิน
ครูเกรมอสพาเรามาหยุดห่างจากผาหินไปสัก 10 เมตร เขาค่อยๆคุกเข่าลง และส่งสายตามาดุพวกเราที่ไม่ได้ทำตาม เมื่อผมซึ่งมัวแต่งักๆเงิ่นๆจนคุกเข่าเป็นคนสุดท้ายคุกเข่าลงแล้ว ตาของผมก็เริ่มพร่ามัวเหมือนโดนยิงด้วยไฟฉายขนาดยักษ์ที่คงส่องแสงแทนพระอาทิตย์ได้ตลอดอายุขัยของโลก ผมแสบตาและพยายามจะหลับตาแต่พบว่ามันไม่ได้ช่วยใดๆเลย
“ยินดีต้อนรับ แอสตร้า เจ้าชายแห่งรัตติกาล” เสียงของเฮลก้า โพรมีทีอุสดังขึ้นในใจผม มันทั้งดังกังวาน อบอุ่น และทรงพลังในเวลาเดียวกัน
ผมหันไปมองเอโทส และ อาธีน่า แต่พวกเขาก็กำลังจ้องมองไปที่ผาหินเหมือนไม่สนใจสิ่งใดๆอีกแล้วในโลก ผมรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขากกำลังคุยกับเฮลก้า โพรมีทีอุสอยู่เช่นเดียวกัน เขาตั้งใจจะคุยกับพวกเราแบบส่วนตัว
“เอ่อ…สวัสดีครับ…ดีใจที่ได้รู้ว่าคุณมีระบบคู่สายมากกว่า 1 สายนะครับ” ผมตอบกลับไป
“เจ้าเป็นคนมีอารมณ์ขันดีหนุ่มน้อย” เฮลก้า โพรมีทีอุสดูเหมือนจะไม่ได้โกรธที่ผมไปแหย่เขาเล่นเลย กลับกันเสียงของเขากลับฟังมีเมตตามากกว่าเดิม
“เรื่องของอเล็กซ์…เอโทสพูดถูกแล้ว…เขายังไม่ตายและกำลังรอพวกเจ้าอยู่ที่ค่ายขององค์หญิง ซิลเวีย สวอร์น” เฮลก้า โพรมีทีอุสเพิ่งบอกข่าวดีที่สุดในชีวิตให้ผมรับรุ้ ผมดีใจจนอยากจะกระโดดไปกอดผาหินตรงหน้าทีเดียว
“งั้นผมควรรีบไปหาเขาเลยใช่ไหมครับ” ผมถามขึ้น
“ช้าก่อน…พ่อหนุ่ม ข้ามีคำทำนายจะให้เจ้าและข้าคิดว่าเจ้าควรจะรับฟังให้ดี
“แอสตร้า…เจ้าจะมีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อการกอบกู้โลกในครั้งนี้ หากขาดเจ้า ชัยชนะก็เปรียบเสมือน หมู่เมฆที่ไม่สามรถจะจับต้องได้ พวกเจ้าทุกคนจะได้ยืนหยัดต่อสู้จนวินาทีสุดท้าย แต่จะไม่มีใครรอดชีวิตจากสงครามกับเชคาน หากขาดเจ้าเพียงผู้เดียว ”
นั่นฟังดูดีสุดๆสำหรับผมเลยทีเดียว “แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ” ผมถามต่อ
“
เจ้าต้องสังหารพี่น้องของตนเอง นั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้การกอบกู้โลกครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ”
ผมรู้สึกเหมือนโดนเฮลก้า โพรมีทีอุสควักหัวใจออกมา ใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้แล้วยัดกลับเข้าไปในร่างผมใหม่เลยทีเดียว“อะ..อะไรนะครับ” ผมยังไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เอาล่ะต่อจากนี้ทุกคนจงฟังให้ดี ข้ามีสิ่งสำคัญต้องบอกพวกเจ้าทุกคน” เฮลก้า โพรมีทีอุสพูดต่อไปโดยไม่ได้สนใจผมเลย เขาเหมือนเครื่องตอบรับอัตโนมัติที่เมื่อพูดจบแล้วก็จะไม่พูดซ้ำหรือเปิดช่องสำหรับการสอบถาม แถมยังแย่กว่าที่ไม่มีปุ่มให้กดเพื่อฟังซ้ำอีกต่างหาก
ผมหันไปหาเอโทสและอาธีน่าและพบว่าพวกเขาทั้ง 2 คนกำลังมีสีหน้าถอดสีกับคำทำนายที่ได้รับของแต่ละคนเช่นเดียวกัน แต่หากพิจารณาจากคำทำนายที่ผมเพิ่งได้รับ ผมเดาว่าสีหน้าผมก็คงไม่ต่างจากพวกเขาเท่าไรนัก ผมจะต้องสังหารพี่น้องของตนเองเพื่อช่วยโลก บอกตรงๆว่าผมทำไม่ได้จริงๆ ต่อให้โลกนี้จะต้องพังทลายก็ตาม
นอกจากนี้ผมยังกังวลอีกด้วยว่าหากพี่น้องของผมรู้เรื่องคำทำนายนี้ พวกเขาจะรับมันได้แค่ไหน พวกเขาจะยังเห็นผมเป็นพี่น้องหรือไม่ ในเมื่อมันคือผมเองที่จะเป็นคนสังหารพวกเขาไม่คนใดก็คนหนึ่งหรืออาจจะทุกคนก็เป็นได้ และจากเหตุผลทั้งหมดทั้งปวงนี้ ผมก็ตัดสินใจที่จะไม่อ้าปากถามถึงคำทำนายของเอโทสและอาธีน่าดีกว่า
“พวกเจ้าจงตามไปสมทบกับเอล็กซ์ที่ค่ายขององค์หญิงซิลเวีย สวอร์น พวกเจ้าทั้ง 5 คนมีภารกิจที่จะต้องไปทำ ก่อนสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเชคานกับกองทัพกบฏจะเกิดขึ้น” เฮลก้า โพรมีทีอุสกล่าว
“นายท่านพวกเราจะต้องทำอะไรขอรับ” ครูเกรมอสถามขึ้น
“เกรมอสเอ๋ย…ข้าชื่นชมในความซื่อสัตย์และกล้าหาญของเจ้า แต่ภารกิจนี้ไม่ใช่ของเจ้าแต่อย่างใด บุคคลที่ 5 ของภารกิจนี้ พวกเจ้าจะได้รู้เองเมื่อถึงเวลา ส่วนตอนนี้…อาธีน่าจงรับสิ่งนี้ไป”
สิ้นเสียงของเฮลก้า โพมีทีอุส ก็ปรากฏม้วนกระดาษเล็กๆม้วนหนึ่งขึ้นบนฝ่ามือของอาธีน่า มันมีขนาดประมาณ 1 คืบ และมีสีงาช้าง ที่ปลายมีหมุดสีทองคำปักอยู่ทั้ง 2 ด้าน
“นี่คืออะไรคะ” อาธีน่าถามขึ้น
“มันคือเครื่องนำทางของพวกเจ้าในภารกิจที่ข้าจะมอบหมายให้ เก็บรักษามันไว้ให้ดี อย่าให้ถูกช่วงชิงไปได้ จงทำภารกิจที่ข้ามอบหมายนี้ให้สำเร็จและกลับมาให้ทันก่อนสงครามกับเชคานจะเริ่มขึ้น หากพวกเจ้าทำภารกิจนี้ล้มเหลว ความพ่ายแพ้ก็จะอยู่เพียงแค่เอื้อมมือ ตอนนี้จงไปที่ค่าย อเล็กซ์กำลังรอพวกเจ้าอยู่ และขอให้โชคดี… ”
อาธีน่าเก็บม้วนคำทำนายลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินนำหน้าไปในทันที
“เรารีบไปกันเถอะ” เธอหันกลับมาหาพวกเราทุกคนด้วยสีหน้าซีดเซียว มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆว่าคำทำนายของเธอคืออะไรกันแน่ แต่กระนั้น อย่างน้อยมันก็น่าจะดีกว่าของผม ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกระหว่างสังหารพี่น้องของตนเองหรือปล่อยให้อีก 7,000 ล้านชีวิตต้องตายจากไป
พวกเราทุกคนเดินทางออกจากหุบผาแห่งนั้น ครูเกรมอสหันมาหาพวกเราก่อนจะเอ่ยขึ้น
“อีก 3 วัน เราจะได้พบอเล็กซ์อีกครั้ง…ภาวนาให้เขามีชีวิตรอดถึงตอนนั้นเถอะนะ”
Riegn of the Lost : The Twin Diamonds (ภาค 1) ตอนที่ 8
แอสตร้า
โตขึ้นผจะเป็นฆาตกร
ลูกแกะตัวที่ 1,027 ของผมเพิ่งจะกระโดดข้ามรั้วลวดหนามไปพอดี
นั่นเป็นตอนเดียวกับที่เอโทสพาอาธีน่าบินกลับขึ้นมาด้านบนอีกครั้ง เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากความเศร้าเสียใจอย่างไม่อาจที่จะบรรยายเป็นคำพูดได้ของพวกเราต่อการจากไปแบบไม่มีวันกลับของอล็กซ์
อยู่ๆ อาธีน่าก็มีความคิดแผลงๆว่า หากเธอเป็นราชินีแห่งวารีจริงๆ เธอก็น่าจะสามารถสื่อสารกับสายน้ำได้ บางทีเธออาจได้เบาะแสของอเล็กซ์บ้าง บางทีพี่ชายคนโตของพวกเราอาจจะยังไม่ตาย
ผมและเอโทสพยายามจะห้ามน้องไว้ มันดูเสี่ยงเกินไปที่อาธีน่าขอให้เอโทสแปลงร่างเป็นนกอินทรีอีกครั้งและพาเธอลงไปที่สายน้ำใต้หุบเหว จุดเดียวกับที่อเล็กซ์ตกลงไป ก่อนจะหย่อนเธอทิ้งไว้ในน้ำแบบนั้นเพื่อทำการทดลองคุยกับฟองคลื่นและสาหร่ายทะเล
แต่ถึงกระนั้นอาธีน่าก็หัวรั้นสุดๆ ผมรู้ดีว่าหากเธอตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ต่อให้กาวตราช้างสัก 10 แท่งก็คงจะรั้งเธอไว้ไม่ได้ แถมครูเกรมอสก็ดันเห็นด้วยกับไอเดียประหลาดๆๆนี้เสียอีก ครูเอาแต่บอกว่าในเมื่อพวกเราเป็นบุตรธิดาที่ถูกเลือก บางทีเราอาจจะมีพลังที่เหนื่อกว่า Half-caste ทั่วไปก็ได้…แค่บางทีนะ
หลังจากถกเถียง อ้อนวอน และเริ่มมีการบังคับเกิดขึ้น เอโทสก็จำใจยอมแปลงร่างเป็นนกอินทรียักษ์ขนาดเท่าเครื่องบินเล็กอีกครั้ง เขาตั้งใจส่งกระแสจิตมาหาผมผู้เดียวว่าเขาไม่ชอบแบบนี้เลย ก็แหงล่ะ เมื่อเจอกับน้องสาวจอมดื๊อที่ขู่ว่าจะเอาผมเปลวเพลิงของเธอเผาตัวเองถ้าเอโทสไม่ยอมทำตาม กับครูพลังเต่าที่เอาแต่ยืนดูอย่างสงบนิ่งโดยไม่ห้ามอะไรเท่าที่ควร เป็นผมก็คงจะไม่ชอบเหมือนกัน
เอโทสพาอาธีน่าโฉบลงไปด้านล่างของหุบเหวเป็นเวลานาน นานจนผมเริ่มจะกระส่ำกระส่ายด้วยความเป็นห่วงทั้ง 2 คน หมอกเริ่มลงจัดจนหนาทำให้การมองลงไปที่หุบเหวเบื้องล่างนั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบากหรืออาจแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมองเห็นอะไรสักอย่างข้างล่างนั่น และตอนนั้นเองที่ครูเกรมอสได้สอนให้ผมนับแกะกระโดดข้ามรั้วเพื่อให้จิตใจของผมสงบลง
“เรามีข่าวใหม่…” อาธีน่าพูดถึงทันทีที่ลงจอดจากสายการบิน เอโทสแอร์ไลน์
“สรุปเธอคุยกับกระแสสายน้ำได้จริงๆหรอ” ผมถามอย่างอดสงสัยไม่ได้จริงๆ
“เปล่าแอสตร้า…แต่ฉันคุยกับพวกสาหร่ายกับก้อนหินในน้ำมา” อาธีน่าตอบเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา
สุดๆและผมก้ไม่คิดว่านั่นทำให้ท้องไส้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย
เอโทสแปลงร่างกับมาเป็นปกติแล้ว เขาเดินมาข้างๆอาธีน่า
“เกิดอะไรขึ้น…แล้วอเล็กซ์ล่ะ” ผมถามขึ้นอีกครั้งด้วยความร้อนรนกว่าเดิม
“อเล็กซ์ยังไม่ตาย” อาธีน่าบอกข่าวดีแต่กลับไม่มีรอยยิ้ม “เขาสลบไปและล่องลอยไปตามกระแสน้ำ”
“แล้ว..?” ครูเกรมอสถามบ้าง
“พวกก้อนหินบอกว่า พวกเขารับรู้ได้จากสมัครพรรคพวกว่าทิศทางที่อเล็กซ์ลอยไปนั้นมุ่งสู่สมรภูมิ เขาอาจตกอยู่ในอันตราย หากมีใครพบเขาก่อนเรา” อาธีน่าตอบด้วยความกระวนกระวาย
ในบรรดาทุกคนเธอคงรู้สึกเสียใจมากเป็นพิเศษ ที่อเล็กซ์ตกลงไปก็เพราะช่วยเธอ ผมไม่โทษเธอเลยเพราะถ้าเป็นผม ผมก็คงจะทำอย่างเดียวกันกับอเล็กซ์เหมือนกัน
“แล้วเราจะตามอเล็กซ์ที่ไหนล่ะ” ผมถามขึ้นในที่สุด
“ไม่ ! เราจะไม่ไปตามหาเขาตอนนี้” ครูเกรมอสขัดขึ้นท่ามกลางความคาดไม่ถึงของทุกคน
“ทำไมละคะครู อเล็กซ์กำลังตกอยู่ในอันตราย เราควรจะรีบนะคะ”
“อเล็กซ์ได้พบเส้นทางของตนเองแล้ว ชะตาลิขิตให้เขาแยกออกไป ข้าสัมผัสได้ว่ามันมีเหตุผลสำคัญบางประการที่ทำให้พวกเราต้องแยกจากกัน….ชั่วคราว” ครูเกรมอสเว้นคำว่าชั่วคราวนานเกินไปมากทีเดียว จนผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขาก็ไม่แน่ใจว่าพวกเราจะได้พบกับอเล็กซ์อีกหรือไม่
“ตอนนี้ข้าต้องพาพวกเจ้าไปหา เฮลก้า โพรมีทีอุสก่อน…นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”
“แล้วถ้าเราปฏิเสธล่ะครับ” ผมเถียงขึ้น และก็ยอมรับว่าเริ่มโมโหนิดๆ
“ใจเย็นแอสตร้า” เอโทสปรามผมไว้ “พี่ลองคุยกับพวกสายลมดูแล้ว พวกเขาบอกว่าไม่ได้กลิ่นความตายของอเล็กซ์เลย…พี่ว่าเขาปลอดภัย เราควรเร่งไปหาเฮลก้า โพรมีทีอุส รับคำทำนาย และไปสมทบกับอเล็กซ์ดีกว่า”
โอเค ! ตอนนี้ผมมีน้องสาวที่สามารถคุยกับสาหร่ายและพี่ชายที่สามารถคุยกับสายลม ส่วนผมเป็นหมาป่าผู้มีพรสวรรค์ในการนับแกะกระโดดข้ามรั้ว เยี่ยมสุดๆ !
“แต่…” อาธีน่าเองพยายามจะขัดเอโทส แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อครูเกรมอสจ้องเธอเชิงตักเตือน
“โอเค งั้นเรารีบไปเถอะ” เธอตอบตกลงเบาๆแบบไม่เต็มใจนัก ผมเองก็เช่นกัน
มันใช้เวลาทั้งวันเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงจุดหมาย พวกเราเดินทางตามกระแสน้ำ ลึกเข้าไปในหุบเขาและป่ารกชัน การเดินทางเป็นไปได้อย่างยากลำบากเพราะไม่มีถนนให้เดิน พวกเราต้องลุยป่ากันเข้าไปด้วยรองเท้าจักสาน ย่ำโคลน และทำสงครามกับแมลงนานาชนิดที่บินตอมพวกเราไม่หยุด แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่าการที่ครูเกรมอสยังคงบรรยาย วิชาพฤษศาสตร์ ตลอดการเดินทาง
จนในที่สุดครูเกรมอสก็พาเรามาหยุดที่หน้าผาแห่งหนึ่ง มันเป็นผาหินขนาดมหึมาตั้งอยู่สุดปลายทาง มันดูเก่าแก่มากและแน่นอนดูทรงพลังอย่างที่สุด สองข้างทางขนาบไปด้วยต้นสนสูงใหญ่ในขณะที่เราเดินเข้าใกล้ผาหินขึ้นเรื่อยๆ อาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำแล้ว และอากาศก็หนาวขึ้นในทุกๆก้าวที่ผมยกเท้าเดิน
ครูเกรมอสพาเรามาหยุดห่างจากผาหินไปสัก 10 เมตร เขาค่อยๆคุกเข่าลง และส่งสายตามาดุพวกเราที่ไม่ได้ทำตาม เมื่อผมซึ่งมัวแต่งักๆเงิ่นๆจนคุกเข่าเป็นคนสุดท้ายคุกเข่าลงแล้ว ตาของผมก็เริ่มพร่ามัวเหมือนโดนยิงด้วยไฟฉายขนาดยักษ์ที่คงส่องแสงแทนพระอาทิตย์ได้ตลอดอายุขัยของโลก ผมแสบตาและพยายามจะหลับตาแต่พบว่ามันไม่ได้ช่วยใดๆเลย
“ยินดีต้อนรับ แอสตร้า เจ้าชายแห่งรัตติกาล” เสียงของเฮลก้า โพรมีทีอุสดังขึ้นในใจผม มันทั้งดังกังวาน อบอุ่น และทรงพลังในเวลาเดียวกัน
ผมหันไปมองเอโทส และ อาธีน่า แต่พวกเขาก็กำลังจ้องมองไปที่ผาหินเหมือนไม่สนใจสิ่งใดๆอีกแล้วในโลก ผมรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขากกำลังคุยกับเฮลก้า โพรมีทีอุสอยู่เช่นเดียวกัน เขาตั้งใจจะคุยกับพวกเราแบบส่วนตัว
“เอ่อ…สวัสดีครับ…ดีใจที่ได้รู้ว่าคุณมีระบบคู่สายมากกว่า 1 สายนะครับ” ผมตอบกลับไป
“เจ้าเป็นคนมีอารมณ์ขันดีหนุ่มน้อย” เฮลก้า โพรมีทีอุสดูเหมือนจะไม่ได้โกรธที่ผมไปแหย่เขาเล่นเลย กลับกันเสียงของเขากลับฟังมีเมตตามากกว่าเดิม
“เรื่องของอเล็กซ์…เอโทสพูดถูกแล้ว…เขายังไม่ตายและกำลังรอพวกเจ้าอยู่ที่ค่ายขององค์หญิง ซิลเวีย สวอร์น” เฮลก้า โพรมีทีอุสเพิ่งบอกข่าวดีที่สุดในชีวิตให้ผมรับรุ้ ผมดีใจจนอยากจะกระโดดไปกอดผาหินตรงหน้าทีเดียว
“งั้นผมควรรีบไปหาเขาเลยใช่ไหมครับ” ผมถามขึ้น
“ช้าก่อน…พ่อหนุ่ม ข้ามีคำทำนายจะให้เจ้าและข้าคิดว่าเจ้าควรจะรับฟังให้ดี
“แอสตร้า…เจ้าจะมีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อการกอบกู้โลกในครั้งนี้ หากขาดเจ้า ชัยชนะก็เปรียบเสมือน หมู่เมฆที่ไม่สามรถจะจับต้องได้ พวกเจ้าทุกคนจะได้ยืนหยัดต่อสู้จนวินาทีสุดท้าย แต่จะไม่มีใครรอดชีวิตจากสงครามกับเชคาน หากขาดเจ้าเพียงผู้เดียว ”
นั่นฟังดูดีสุดๆสำหรับผมเลยทีเดียว “แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ” ผมถามต่อ
“เจ้าต้องสังหารพี่น้องของตนเอง นั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้การกอบกู้โลกครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ”
ผมรู้สึกเหมือนโดนเฮลก้า โพรมีทีอุสควักหัวใจออกมา ใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้แล้วยัดกลับเข้าไปในร่างผมใหม่เลยทีเดียว“อะ..อะไรนะครับ” ผมยังไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เอาล่ะต่อจากนี้ทุกคนจงฟังให้ดี ข้ามีสิ่งสำคัญต้องบอกพวกเจ้าทุกคน” เฮลก้า โพรมีทีอุสพูดต่อไปโดยไม่ได้สนใจผมเลย เขาเหมือนเครื่องตอบรับอัตโนมัติที่เมื่อพูดจบแล้วก็จะไม่พูดซ้ำหรือเปิดช่องสำหรับการสอบถาม แถมยังแย่กว่าที่ไม่มีปุ่มให้กดเพื่อฟังซ้ำอีกต่างหาก
ผมหันไปหาเอโทสและอาธีน่าและพบว่าพวกเขาทั้ง 2 คนกำลังมีสีหน้าถอดสีกับคำทำนายที่ได้รับของแต่ละคนเช่นเดียวกัน แต่หากพิจารณาจากคำทำนายที่ผมเพิ่งได้รับ ผมเดาว่าสีหน้าผมก็คงไม่ต่างจากพวกเขาเท่าไรนัก ผมจะต้องสังหารพี่น้องของตนเองเพื่อช่วยโลก บอกตรงๆว่าผมทำไม่ได้จริงๆ ต่อให้โลกนี้จะต้องพังทลายก็ตาม
นอกจากนี้ผมยังกังวลอีกด้วยว่าหากพี่น้องของผมรู้เรื่องคำทำนายนี้ พวกเขาจะรับมันได้แค่ไหน พวกเขาจะยังเห็นผมเป็นพี่น้องหรือไม่ ในเมื่อมันคือผมเองที่จะเป็นคนสังหารพวกเขาไม่คนใดก็คนหนึ่งหรืออาจจะทุกคนก็เป็นได้ และจากเหตุผลทั้งหมดทั้งปวงนี้ ผมก็ตัดสินใจที่จะไม่อ้าปากถามถึงคำทำนายของเอโทสและอาธีน่าดีกว่า
“พวกเจ้าจงตามไปสมทบกับเอล็กซ์ที่ค่ายขององค์หญิงซิลเวีย สวอร์น พวกเจ้าทั้ง 5 คนมีภารกิจที่จะต้องไปทำ ก่อนสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเชคานกับกองทัพกบฏจะเกิดขึ้น” เฮลก้า โพรมีทีอุสกล่าว
“นายท่านพวกเราจะต้องทำอะไรขอรับ” ครูเกรมอสถามขึ้น
“เกรมอสเอ๋ย…ข้าชื่นชมในความซื่อสัตย์และกล้าหาญของเจ้า แต่ภารกิจนี้ไม่ใช่ของเจ้าแต่อย่างใด บุคคลที่ 5 ของภารกิจนี้ พวกเจ้าจะได้รู้เองเมื่อถึงเวลา ส่วนตอนนี้…อาธีน่าจงรับสิ่งนี้ไป”
สิ้นเสียงของเฮลก้า โพมีทีอุส ก็ปรากฏม้วนกระดาษเล็กๆม้วนหนึ่งขึ้นบนฝ่ามือของอาธีน่า มันมีขนาดประมาณ 1 คืบ และมีสีงาช้าง ที่ปลายมีหมุดสีทองคำปักอยู่ทั้ง 2 ด้าน
“นี่คืออะไรคะ” อาธีน่าถามขึ้น
“มันคือเครื่องนำทางของพวกเจ้าในภารกิจที่ข้าจะมอบหมายให้ เก็บรักษามันไว้ให้ดี อย่าให้ถูกช่วงชิงไปได้ จงทำภารกิจที่ข้ามอบหมายนี้ให้สำเร็จและกลับมาให้ทันก่อนสงครามกับเชคานจะเริ่มขึ้น หากพวกเจ้าทำภารกิจนี้ล้มเหลว ความพ่ายแพ้ก็จะอยู่เพียงแค่เอื้อมมือ ตอนนี้จงไปที่ค่าย อเล็กซ์กำลังรอพวกเจ้าอยู่ และขอให้โชคดี… ”
อาธีน่าเก็บม้วนคำทำนายลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินนำหน้าไปในทันที
“เรารีบไปกันเถอะ” เธอหันกลับมาหาพวกเราทุกคนด้วยสีหน้าซีดเซียว มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆว่าคำทำนายของเธอคืออะไรกันแน่ แต่กระนั้น อย่างน้อยมันก็น่าจะดีกว่าของผม ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกระหว่างสังหารพี่น้องของตนเองหรือปล่อยให้อีก 7,000 ล้านชีวิตต้องตายจากไป
พวกเราทุกคนเดินทางออกจากหุบผาแห่งนั้น ครูเกรมอสหันมาหาพวกเราก่อนจะเอ่ยขึ้น
“อีก 3 วัน เราจะได้พบอเล็กซ์อีกครั้ง…ภาวนาให้เขามีชีวิตรอดถึงตอนนั้นเถอะนะ”