ต่าง-เหมือน พุทธศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกค์ควอนตั๊ม)...

ต่าง กัน อย่างไร?
วิทยาศาสตร์ (ระบบแห่งวิชาเช่นนั้น)  มีความมุ่งมั่นแสวงหาความจริงชั้นลึกของ "สสารวัตถุในสากลจักรวาล" เพราะมีทิฏฐิว่าสสารวัตถุ เป็นบ่อเกิดของ สิ่งที่มีชีวิต ไม่เว้นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า จิตก็ดี มโนก็ดี วิญญาณก็ดี ที่ทรงเปรียบเหมือนลิง ที่ท่องไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ปล่อย เหนี่ยวกิ่งอื่นปล่อยเรื่อยไป / และยังตรัสว่า จิตนี้ผุดผ่อง พ้นวิเศษจากสิ่งที่เข้ามาทำให้ เกิดความเศร้าหมองได้ เพราะเป็นอริยสาวกผู้มีการสดับ

ส่วนพุทธศาสตร์ (ระบบแห่ง วิชชา ๓ นั้น)  ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีความมุ่งมั่นแสวงหาความรู้ของความจริงในชี้นลึก (คือความเหมือนกันระหว่างพุทธศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์) ว่า  (๑) ทุกข์ของคนเราคือชรามรณะที่มีอยู่เป็นธรรมดาวิสัยโลกนั้นคืออะไรแน่ (๒) อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์คือชรามรณะของมนุษย์เรา (๓) โทษของการข้องเกี่ยวกับทุกข์คือชรามรณะคืออย่างนี้ๆ (๔) อุบายเครื่องออกไปพ้นจากโทษเพราะเกี่ยวข้องกับทุกข์คือชรามรณะนั้น มีอย่างนี้ๆ  และพอใจที่จะออกไปพ้นจากโทาอันต่ำทรามนั้น (๕) ทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องชอบคือสะดวกเร็วในการที่จะบรรลุถึงความอิสระพ้นไปสิ้นเชิงซึ่งทุกข์คือชรามรณะเช่นนั้น  อันเป็นวิสัยโลกๆ ได้ (ตามนิยามคำว่า โลกียธรรม)

หลังจากการศึกษาทดลองปฏิบัตินาน ๖ ปี "ที่อยู่ในรูปเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นไสยศาสตร์" คือไม่ทรงเก็งความจริง ไม่ตั้งทฤษฏี ไม่งมงายไม่มักทำอะไรง่ายๆ เที่ยวทำตามกระแสหลักในสมัยนั้น มุ่งหาสิ่งที่ประเสริฐกว่าฯลฯ ในที่สุดทรงค้นพบเครื่องมือการปฏิบัติ (อริยมรรคมีองค์ ๘) อันจะนำไปสู่ผลที่พึงประสงค์คือ ความรู้ถูกต้องตรงตามที่สิ่งนั้นเป็นจริง (มีอวิชชาในเรื่องนั้น - ไม่มีอวิชชาในเรื่องนั้นๆ / ขณะที่วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ฯ ยังมี อวิชชาในเรื่องนั้นอยู่) ด้วยวิชชาที่ชื่ออาสวักขยญาณอันเป็นความหยั่งรู้ประจักษ์ที่เนื่องกับ มโนทวาร (หรือฝ่ายจิตใจ) ของมนุษย์ ถูกต้องชอบด้วยพระองค์เองชนิดไม่เคยฟังจากใครมาก่อนนั้น  และ "ไม่มีใครค้านได้"  คือความจริงของธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในรูป "วิทยาศาสตร์ทางมโนทวาร หรือ วิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ (System of Spiritual Knowledge)  ซึ่งเป็น มิติเหนือสสารวัตถุที่ไม่มีชิวิต และมิติเหนือสสารวัตถุที่มีชีวิต ตามนิยามคำในพุทธศาสนาคำว่าโลกุตตระธรรม โดยเฉพาะ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกๆ คนในโลกนี้ (และถ้ามีโลกอื่นก็เช่นกัน) ที่ได้แก่ อริยสัจ ๔ (Four Noble Truths)  ที่ได้แก่  (๑) ทุกข์ของคนเราคือชรามรณะที่มีอยู่เป็นธรรมดาวิสัยโลกนั้นคืออะไรแน่  (๒) อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์คือชรามรณะของมนุษย์เรา (๓) โทษของการข้องเกี่ยวกับทุกข์คือชรามรณะคืออย่างนี้ๆ (๔) อุบายเครื่องออกไปพ้นจากโทษเพราะเกี่ยวข้องกับทุกข์คือชรามรณะนั้น มีอย่างนี้ๆ  และพอใจที่จะออกไปพ้นจากโทาอันต่ำทรามนั้น (๕) ทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องชอบคือสะดวกเร็วในการที่จะบรรลุถึงความอิสระพ้นไปสิ้นเชิงซึ่งทุกข์คือชรามรณะเช่นนั้น  อันเป็นวิสัยโลกๆ ได้

หลังตรัสรู้ทรงใช้เวลา ๔๙ วันสถาปนาสิ่งที่ตรัสรู้ถูกต้องชอบด้วยพระองค์เอง (ไม่ได้ต่อยอดความรู้มาจากใครๆ) คือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการขึ้นเพื่อสาธิต "ธรรมอันละเอียดเป็นอณู" (มหาปทานสูตร มหา ที ๑๐/๔๑/๔๒) แก่ผู้อื่นขึ้น เพราะพระมหากรุณาธิคุณว่า ยังพอมีผู้ที่จะ เข้าใจได้อยู่ (ผู้มีธุลีในดวงตาแต่น้อย) ทั้งๆที่ ครั้งแรกสุดทรงรู้สึกดังที่ตรัสเป็นรูปคาถาว่า

กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก
ธรรมนี้ สัตว์ (ผู้ข้องกับ ทุกข์คือชรามรณะ - ผมเสนอเองตรงนี้) ที่ถูกราคะ โทสะ ปิดกั้นแล้ว ไม่รู้ได้โดยง่ายเลย
สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ อันความมืด (คืออวิชชา) ห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันไปทวนกระแส (ตัณหา มีอวิชชาเป็นเหตุ) อันเป็นธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู  ดังนี้แล

ความต่างระหว่างพุทธศาสตร์ - วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ควอนตั๊ม) โดยย่อดังที่เสนอข้างบนต่อไปจะเสนอความเหมือน


เหมือน กัน อย่างไร?
เหมือนกันตรง  "อันเป็นธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก (โดยเฉพาะคำว่า) เป็นอณู  


ประเด็นกระทู้
คำว่า "อณู"  เหมือน หรือต่างกัน ? ระหว่าง พุทธศาสตร์ (คำที่ใช้เมื่อ 2556 + 45 ปีก่อน) กับ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ควอนตั๊ม ที่ใช้ในสมัยนี้)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่