มันจะเป็นครั้งที่เท่าไหร่…ผมก็จำไม่ค่อยได้(เรื่องราวน่ารักของแฟนหนุ่มกับสาวจอมขี้หึง)

บทความนี้เจ้าของกระทู้พิมพ์เก็บไว้นานแล้ว คัดมาจากนิตยสารขวัญเรือน หากเจ้าของบทความมาเจอ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ แต่อ่านแล้วชอบมากจริงๆ ถึงขนาดพิมพ์เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์แล้วส่งเมล์ให้เพื่อนอ่านเลยค่ะ มันอาจจะยาวไปนิด แต่อ่านจบแล้วคุณจะยิ้มโดยไม่รู้ตัว บางทีแอบคิดอีกนะว่าเป็นตัวเองหรือเปล่าเนี่ย อิอิ

เริ่มเรื่องเลยนะคะ

ผมขยับแขนขวาที่เริ่มรู้สึกเมื่อขบเบาๆ เพราะกลัวว่าเธอที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของผมจะตกใจ แต่เธอก็ยกศรีษะให้ผมขยับแขนได้สะดวกขึ้น แล้วก็ลุกขึ้นนั่งหันหลังให้ผม ก้มหน้านิ่ง ผมยาวประบ่ารุ่ยร่ายไม่เป็นระเบียบ ผมยันตัวขึ้นไปนั่งซ้อนหลัง แล้วโอบศรีษะเธอไว้กับอก เสยผมเธอรวบไว้ข้างหลัง แต่เธอยังก้มหน้านิ่ง ผมชะโงกหน้าไปหอมแก้ม แต่…น้ำตาที่หยาดอาบแก้มเธอ มันหมายความว่าอย่างไร
“คุณเป็นอะไร”

เงียบ…เธอไม่พูดอะไรเลย ได้แต่เม้มปากเหมือนจะกลั้นเสียงสะอื้นไว้ในอก หน้าที่ก้มต่ำนั้นยิ่งก้มงุดลงไปอีก ผมดันตัวเธอให้หันกลับมาแล้วช้อนคางเธอเงยแหงน เธอกลับเบี่ยงหน้าไม่ยอมสบสายตา เธอเป็นอะไร เมื่อครู่นอนคุยกันอยู่ เธอก็ยงปกติดีอยู่นี่นา ยังรบเร้าให้ผมเล่าความรักครั้งแรกของผมให้ฟังอยู่นั่นแล้ว
“เป็นอะไร บอกผมสิ บอกผม ทำไมคุณถึงร้องไห้”
“ฉันอิจฉาเธอคนนั้น ฉันอิจฉา” น้ำตาพรั่งพรูเหมือนทำนบทลาย เธอก้มหน้าซบกับฝ่ามือแล้วสะอื้นให้ ผมพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูก เธอพูดอะไรองเธอ เธอบอกว่าอิจฉา อิจฉาใคร ไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรออกไป เธอกลับร่ำระบายออกมาไม่ยั้ง
“คุณจดจำเธอได้ทุกอย่าง จำได้แม้กระทั่งวัน เวลา บรรยากาศ ทุกอย่างของเธอ แต่คุณรู้ไหมว่าคุณไม่เคยจดจำอะไรเกี่ยวกับฉันเลย”
ว่าแล้วเธอก็ปล่อยโฮมาอีกครั้ง ผมลดมือลงกอดเธอไว้หลวม ๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงได้ยากเย็น
“หลายครั้งที่คุยกัน คุณไม่เคยจำได้เลยว่าเราพบกันครั้งแรกเมื่อไหร่ คุณอ้างว่าคุณเป็นคนขี้ลืม แต่ไม่ใช่เลย คุณไม่อยากจะจำอะไรเกี่ยวกับฉันต่างหาก คุณยังคงรักเธอใช่ไหม คุณจำเธอได้หมดทุกอย่าง” เธอเช็ดน้ำตาแล้วหันหน้ามองผมตรง ๆ แววตาเธอดูเหมือนเจ็บปวด
ห้องที่ว่ากว้างเป็นอันต้องดูแคบลงไปถนัดตา ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผมอยากจะหายตัวไปเสียในวินาทีนี้
“คุณเล่าให้ฉันฟังทำไม”

ผมงงเป็นไก่ตาแตก ก็ใครขอให้ผมเล่าให้ฟังล่ะ ไม่เล่าก็โกรธ ผมข้องใจนักว่ารักแรกของผมเมื่อครั้งอยู่มัธยมมันกลายมาเป็นปัญหาในวันนี้ได้ยังไงกัน
“ก็คุณบอกให้ผมเล่าให้ฟังเองนี่ ผมก็เล่า แล้วทำไมคุณถึงโกรธผมล่ะ”
“ก็คุณจำเธอได้ละเอียดทุกอย่างน่ะสิ ทีกับฉันคุณไม่เคยจำอะไรเลย คุณไม่ได้รักฉันหรอกใช่ไหม มีฉันหรือไม่มี คุณก็ยังมีเธออยู่ในใจตลอดเวลา คุณใจร้ายมาก” เธอยกหลังมือเช็ดน้ำตาค่อนข้างแรง ผมหลับตาลงอย่างอ่อนใจ เธอไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกันนะ ช่างสรรหาความคิดแปลก ๆ ไม่เข้าท่ามาเถียงเป็นอารมณ์ได้ทุกวัน
“เอาล่ะ คุณพูดต่อไปสิ พูดให้หมดเลยว่าผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจอีกบ้าง” ผมละมือจากไหล่เธอ อยากฟังเหมือนกันว่าเธอจะคิดอะไรได้แปลกกว่านี้อีกไหม
“ตั้งแต่อยู่กับคุณมานี่นะ ฉันไม่เคยมั่นใจได้เลยว่าคุณรักฉันจริง คุณมีอดีตมากมาย ในขณะที่ฉันไม่มีใครเลย ฉันไม่มีใครให้นึกถึงนอกจากคุณ แต่หลายครั้งหลายหน ฉันรู้สึกว่าคุณยังไม่ลืมคนเก่าของคุณ คุณเล่าเรื่องของแฟนเก่าคุณบ่อยมาก”
แล้วใครล่ะที่บอกให้ผมเล่าบ่อยขนาดนั้น ผมดึงแขนเธอให้ล้มลงมานอนเคียงกัน เธอขืนตัวไว้ ผมต้องออกแรงมากขึ้นแต่ดูเหมือนเธอจะยิ่งโมโห มือที่ทุบลงที่ไหล่ผมไม่มากครั้ง แต่หนักเอาการ ผมรวบตัวเธอไว้ในวงแขน
“อย่าคิดนะว่าทำอย่างนี้แล้วฉันจะหายโกรธคุณ” เธอมองผมตาเขียว
“ครับ ไม่หายโกรธก็ไม่หาย แต่ด่าผมต่อสิ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าความรู้สึกของคุณเป็นอย่างไร”
เธอสะบัดแขนแล้วค้อนควัก ดวงตาเอ่อด้วยหยาดน้ำตาดูวาววับ ขนตาเปียกชุ่ม ผมเอื้อมมือลูบผมเธอไปมา เธอเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากจะเห็นหน้า แต่ก็ยอมนอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอด
“คุณไม่เคยใส่ใจอะไรฉันจริง ๆ ไม่เคยเห็นฉันเป็นคนสำคัญที่คุณอยากจะอยู่เคียงข้างไปตลอดเหมือนคนที่คุณรัก คุณเห็นฉันเป็นแค่…แค่ใครสักคนที่คอยรับใช้ คอยต้อนรับเวลาคุณกลับมา เป็นเพียงแค่คนที่ทำให้คุณหมดความ…ช่างเถอะ ฉันเป็นได้แค่นี้แหละสำหรับคุณ”

แสงไฟสลัวจากโคมส่องแสงทึมเทาคลุมร่างบาง แสงสีเหลืองช่างให้ความรู้สึกแห้งแร้งกระด้างแข็งเหมือนความรู้สึกของเธอในตอนนี้ ผมค่อยๆ ลดมือลงจากเรือนผมยาวแล้วกอดกระชับแน่น เกยคางกับหัวไหล่เปลือยเปล่าที่เคยคุ้น
“เมื่อไหร่ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกอย่างนั้น หือ…”
“เมื่อไหร่” เธอร้องเสียงแหลมแล้วหันขวับมาเผชิญหน้าหยาดน้ำตาส่องแสงไฟทอประกายวาววับ “ใช่สิ คุณไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณทำให้ฉันรู้สึกสมเพชตัวเอง คุณไม่เคยรู้เลยคุณได้ฉันมาไว้ครอบครอง แล้วคุณก็ไม่เคยใส่ใจ ส่วนตัวคุณน่ะก็มีโลกของคุณเอง โลกที่ฉันไม่สามารถเข้าไปอยู่ด้วยได้ฉันไม่รู้ว่าคุณเก็บใครอยู่ในนั้น แต่พอคุณออกมา คุณก็ไปกับเพื่อนบอกว่าติดงานบ้างล่ะ คุณไม่เคยคิดหรอกสินะว่าฉันเป็นใครสำหรับคุณ เพราะฉันก็ไม่เคยที่จะเป็นคนพิเศษของคุณได้อยู่แล้วนี่ คุณมีแต่เพื่อน เพื่อน เพื่อน แล้วก็เพื่อน”
“ทำไมต้องพาลหาเรื่องไปเรื่อยอย่างนี้ ผมชักเบื่อทุกทีแล้วนะ”
“ทำไมล่ะ” เสียงเธอเข้มขึ้นจนเหมือนตวาด ผมชักฉุนขึ้นมาในใจ
“ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะผมไม่ได้เกิดมาเป็นของคุณคนเดียวน่ะสิ ผมมีเพื่อน คบหากันมาตั้งแต่แก้ผ้าว่ายน้ำด้วยกันโน่นแล้ว แล้วคุณจะให้ผมเลิกคบกับพวกมันเพียงเพราะว่าผมมีคุณน่ะเหรอ คุณจะให้ผมกลับมาอยู่เคียงข้างคุณตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหรอ เด็กไปหน่อยมั้ง คิดกลับกันบ้างสิ คุณก็มีเพื่อนผมไม่เห็นจะห้ามให้คุณคบเพื่อนคุณเลย”

ผมผละมือจากเธอแล้วลุกขึ้นนั่ง เหมือนทุกครั้งทุกคราวที่เธอให้ผมเล่าเรื่องราวความหลังให้ฟัง เธอเป็นต้องโกรธต้องหึงหวง แล้วลงท้ายก็ไปถึงเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่มันช่างไร้สาระสิ้นดี ผมนึกระอาใจกับความขี้หึงของเธอ แล้วก็นึกเจ็บใจตัวเองที่ใจอ่อนยอมเล่าอะไรให้เธอฟังอีก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันจะต้องลงเอยอย่างนี้ ทำไมเธอไม่เชื่อใจผมบ้างนะ
“ทำไมต้องพูดเสียงแบบนี้ด้วย” เสียงเธอเริ่มดังขึ้น คิ้วเรียวขมวดขทึง “ฉันไม่ได้บอกนะว่าให้คุณเลิกคบกับเพื่อนคุณ”
“ก็คุณเพิ่งพูดอยู่เมื่อกี้นะ”
“ฉันเพียงแค่บอกว่าคุณไม่เคยเห็นฉันสำคัญ” เธอเน้นเสียงทีละคำหนักอย่างมีอารมณ์ “คุณไม่เคยเห็นฉันมีความหมายเท่าเพื่อนคุณเท่านั้นเอง แค่นี้ก็รู้ว่าคุณจัดฉันไว้ในลำดับที่เท่าไหร่ พอแตะเพื่อนหน่อยคุณก็เสียงแข็งทำหน้าดุกับฉัน พอถามถึงแฟนเก่า ก็ไม่อยากให้ฉันรับรู้ แล้วมาคบกับฉันทำไม”

ผมไม่รู้ว่าเพราะแสงไฟรัวรางหรือเปล่าที่ทำให้ผมรู้สึกหม่นมัวในใจได้ขนาดนี้ เธอต้องการให้ผมทำอย่างไรกันแน่นะ เธอทำเหมือนผมเป็นไอ้บ้าตัวหนึ่งที่ชีวิตทั้งขีวิตไม่เคยทำอะไรถูกเลย เหตุผลที่เธอเคยมีมันอันตรธานหายไปไหนนะ เธอพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าได้ทั้งนั้นสินะถ้าเธอได้โกรธ
เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งเผชิญหน้ากับผม แล้วคว้าผ้าห่มสีฟ้าใสลายเมฆสวยที่ผมเลือกซื้อมาให้เมื่อปีก่อนคลุมกายน้ำตาเธอเหือดไปแต่ทั้งดวงตาและหน้าแดงก่ำไปหมด สายตาที่จ้องมองผมดูแข็งกระด้างและโกรธแค้น ผมรำคาญที่จะคอยชี้แจงให้เธอเข้าใจอีก ในเมื่อเธอไม่ยอมฟัง
ความเงียบเข้ามาคลุมครอบเราไว้อย่างน่าอึดอัด ผมอยากจะยุติคืนบ้า ๆ คืนนี้เสียที นอนดีกว่า ไม่มีความจะเป็นที่จะไปต่อล้อต่อเถียงอะไรกับเธออีกแล้ว
ผมทิ้งตัวลงนอน เธอก็ทุบผมที่ต้นแขน
“อย่าทำอย่างนี้นะ ยังพูดกันไม่จบเลย”

เธอทำในสิ่งที่เธอก็รู้ว่าผมไม่ชอบให้ใครมาพูดมาทำกับผมแบบนี้ นี่มันอะไรกันนักหนา ผมขยับหมอนแล้วยันตัวกึ่งนอนพิงกับหัวเตียง กอดอกนิ่งฟังคำสั่งของเธออย่างประชดประชัน นั่งจ้องหน้าเธออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดเรียบ ๆ เรียบจนผมจำแทบไม่ได้ว่าเป็นเสียงตัวเอง
“ถ้าคุณเป็นอย่านี้นะ พูดทั้งคืนก็ไม่จบ”
ผมกอดอกจ้องหน้าเธอ ดวงหน้าเล็กนั้นสีหน้าขทึงเหมือนพร้อมจะเล่นงามผมจนถึงที่สุด ผมต้องยุติเรื่องไร้สาระนี่เสียที “จะให้ต้องบอกกันอีกกี่ร้อยกี่พันครั้งว่าคุณเป็นใครสำหรับผม ผมให้ความสำคัญคุณตั้งแต่แรกรู้จัก ถ้าผมไม่รักไม่เห็นคุณมีความหมาย ผมจะใช้ชีวิตอยู่กับคุณทำไม คุณไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
“อ๋อ คุณให้ความหมายกับฉัน ให้ความสำคัญกับฉันตั้งแต่แรกรู้จักฉันงั้นเหรอ แล้วตอนที่ฉันชวนคุณไปงานงานเลี้ยงของเพื่อนฉันแล้วคุณก็เบี้ยวนัดเสียดื้อ ๆ ตอนนั้นน่ะ คุณให้ความสำคัญกับฉันมากงั้นสิ”
“เราคุยเรื่องนี้กันตั้งแต่แรกที่มันเกิดเรื่องแล้วนะ ทำไมคุณต้องเก็บเอามาเป็นอารมณ์อีก นี่…ทำไมคุณเป็นเด็กอย่างนี้นะ” ผมนึกรำคาญเต็มแก่ “อะไรกันนักหนา รู้ก็รู้ว่าผมรักคุณ”ผมเน้นเสียงหนักบอกรักเธอให้เธอพอใจเสียที
“รักฉันเหรอ ฉันมีความหมายกับคุณอย่างนั้นเหรอ คุณแสดงให้ใคร ๆ เห็นไหม คุณไม่เคยทำให้ฉันมั่นใจได้เลยว่าคุณจะรักจริง เวลาอยู่กับใคร ๆ คุณก็ไม่เคยจะแสดงอาการห่วงใย อาทรฉันเลย ดูเพื่อน ๆ คุณสิ เขายังกล้าที่จะแสดงความรักกับเมียเขาต่อหน้าใคร ๆ แต่คุณน่ะ”
“จะบ้าเหรอ” ผมเผลอตัวตบฟูกค่อนข้างดัง “ผมไม่ทำหรอกไอ้ที่จะกอดจะจูบให้ใคร ๆเห็น ต้องโชว์ให้ชาวบ้านเขาดู” ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว ทำไมผู้หญิงนี่ถึงมีอารมณ์โรแมนติกที่ไม่เข้าท่าเลยนะ บ้าชะมัด “แล้วที่ผมบอกรักคุณเป็นล้าน ๆ ครั้ง แล้วไอ้ที่ผมนะ…”

ผมชะงักไปชั่วครู่ รู้สึกอึดอัดที่จะหาคำใดมาพูด จะพูดตรง ๆ ว่า”ร่วมรัก” หรือ”นอน” ผมก็ไม่กล้าจะเปล่งเสียง แต่ก็เกรงว่าเธอจะไม่เข้าใจ จึงเอ่ยขึ้นอย่างอึกอักเต็มทน “ที่ผม…รักกับคุณเมื่อกี้คงไม่ใช่เพราะผมรักคุณสินะ”
“คุณบอกรักฉันใช่…แต่คุณรู้ไหมว่าคุณพูดเมื่อไหร่…เมื่อคุณต้องการฉันเท่านั้นเอง หลาย ๆ ครั้งที่คุณ “แสดง” ความรักของคุณน่ะนะ”
“ผมไม่ได้แสดงนะ…” ผมรีบเถียงอย่างหัวเสีย เธอเน้นเสียงตรงคำว่าแสดงเสียจนขัดหู ผมเกลียดคำนี้ชะมัด นี่เธอคิดว่าของอย่างนี้มัน “แสดง” ได้ด้วยหรือ แต่เธอก็ไม่ยอมให้ผมได้พูดต่อ จึงพูดต่อไปว่า
“มันเหมือนคุณกำลังจินตนาการว่าฉันเป็นใครคนอื่น เป็นยายแฟนเก่าของคุณ” เธอเสยผมยุ่งๆ ของเธอพร้อมกับเบือนหน้าเพ่งมองไปที่ผนังห้อง ราวกับจะเลือกหาหนังสือจากชั้นหนังสือสูงท่วมหัวนั่นให้ได้อย่างนั้น ผมอยากมีอิทธิฤทธิ์จะทำให้หนังสือเหล่านั้นมันเทโครมลงมาใส่หัวเธอจนประสาทกลับจะได้กลายเป็นผู้หญิงติงต๊องไม่ต้องมาหาเรื่องให้ผมปวดหัวอีก
“ทำไม ผมเคยเรียกชื่อแฟนเก่าผมออกมาเหรอ คุณถึงคิดว่าผมไม่ได้อยู่กับคุณ”
“ใครจะไปรู้ แฟนเก่าคุณอาจจะชื่อเดียวกับฉันก็ได้เพราะคุณไม่เคยบอกฉันเลยว่าแฟนเก่าคุณชื่ออะไร ถามเท่าไหร่ก็ไม่บอก คงกลัวว่าจะหมดความเป็นส่วนตัวกระมัง ถ้าฉันรู้ชื่อเธอ” ปลายเสียงอู้อี้ของเธอสะบัดอารมณ์หึงใส่ผมเต็มที่ ปากเธอเม้มแน่นจนเป็นสันตรง
“ผมรู้ตั้งแต่แรกคบแล้วว่าคุณขี้หึง…”
“ถ้ารู้ว่าขี้หึงแล้วมาอยู่กับฉันทำไม” เธอไม่รอให้ผมพูดให้จบก็แทรกเข้ามาเสียงเขียว
“ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นหนักถึงขนาดนี้น่ะสิ” ผมรีบพูดต่อไปโดยเร็ว ไม่ยอมให้เธอชิงแทรกให้เสียเรื่องอีก
“แล้วจะอยากรู้ไปทำไมกับชื่อผู้หญิงที่ผมไม่คิดว่าจะต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยแล้วนั่น่ะ คุณนี่แปลกคน ผมพยายามจะลืม คุณกลับจะจำ จำไม่จำเปล่าเอามาเก็บมาคิดมาแค้นบ้าบออยู่อย่างนี้”
“พยายามลืม!…อย่างนี้ยังมาหาว่าฉันคิดมาก คุณใช้คำว่าพยายาม…แสดงว่าคุณยังรักยังห่วงหาอาวรณ์เธออยู่น่ะสิ ฉันรู้นะว่าคุณจดจำเธอตลอดเวลานั่นแหละ อย่างยายอะไรของคุณ…คุณเก็บรูปเธอไว้ทำไมถ้าคุณยังไม่ลืมเธอ”

----ต่อความคิดเห็นถัดไปนะคะ-----
แท็กห้องโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะเห็นสาวๆ เยอะค่ะ หากแท็กผิดห้องต้องขออภัยอย่างสูงค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ความรักวัยรุ่น เรื่องสั้น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่