รอยเล่ห์ลวงใจ บทที่ 2 เด็กหญิงอัลิปรียา
๒
เด็กหญิงอัลิปรียา
“คุณปรียาขา...คุณปรียา”
หญิงสาวในวัยราวสามสิบเกือบสี่สิบปีดูร้อนรน ยามป้องปากตะโกนหาเจ้าของชื่อ สายตาสอดส่ายมองหา และแม้เห็นเพียงใบไม้ไหว เจ้าตัวก็จะเดินดุ่มๆเข้าค้นหา ต้นเหตุที่ทำให้ใบไม้ หรือต้นไม้ขยับ และพร้อมกันนั้น ยังมีหญิงสาวทั้งน้อยใหญ่อีกสามสี่คน เดินวนไปเวียนมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“โธ่ทูนหัวของน้อม ออกมาเถอะค่ะ น้อมจะหัวใจวายอยู่แล้ว”
‘น้อมจิต’ คือคนที่ควบทั้งตำแหน่งคุณแม่บ้าน และพี่เลี้ยงของลูกสาวของเจ้าของบ้าน เธอจัดว่าเป็นคนสวยมากอีกคน ดวงหน้าสามเหลี่ยมยาวได้รูปสวย คิ้วเรียวดกดำโค้งอย่างกับวงพระจันทร์ รับกับดวงตาคมมีแววหวาน หากเวลาเฉียบขาดเอาจริงขึ้นมาก็ดูดุ จนแทบไม่มีคนอยากเข้าใกล้ แต่พอริมฝีปากเรียวบางแย้มยิ้ม ก็ทำให้คนมองราวกับต้องมนต์
หญิงสาวถูกเลี้ยงมาคู่กันกับ ‘ปรียานุช’ ลูกสาวและหลานสาวคนเดียว ของตระกูลพงษ์สุนทร เนื่องจากมีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ และทางครอบครัวของน้อมจิตเองก็เสียชีวิตลงทั้งหมด ด้วยอุบัติเหตุไฟไหม้ และเหลือรอดมาเพียงเธอคนเดียว จึงได้ถูกอุปการะโดย ‘ท่านเจ้าสัวใหญ่’ ผู้เป็นเจ้าของบ้าน มาดังเช่นลูกหลานคนหนึ่ง
“ซนจริง ไม่มีใครเกินล่ะ”
“ลูกคนแรกด้วยนี่พี่น้อม” เสียงใสๆดังขึ้นประสม ‘นิ่มนวล’ ลูกพี่ลูกน้องของเธอที่ใบหน้าคล้ายกัน ที่เพิ่งแหวกกอพุทธรักษาที่ปลูกไว้ริมทางเท้า ยาวจรดไปจนถึงหลังบ้านก้าวออกมายืนข้างๆ บอกหัวเราะๆ
“แต่ถึงจะซนเธอก็น่ารัก”
สาวน้อยวัยยี่สิบต้นบอกกลั้วเสียงหัวเราะ เจ้าหล่อนค่อนข้างจะมีเนื้อมากกว่าพี่สาว ในขณะที่น้อมจิตรูปร่างอ้อนแอ้น อรชร นิ่มนวลเองกลับสูงโปร่ง ด้วยโครงสร้างที่เจ้าตัวรับถ่ายทอดมาจากบิดาที่ตัวใหญ่กว่ามารดา
“เดี๋ยวอีกหน่อยก็ออกมา...เจ้าแดงหายไปด้วยนะ”
ใบหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม ปากคอคิ้วคางของสาวน้อยไม่ถึงกับสวย หากน่ามองเพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใส ที่ราวกับจะทำให้โลกนี้ดูสว่างมากขึ้น
“แต่รับรองได้...เปื้อนสุดๆ”
คนพูดเดินกลับไปหาคนอื่นๆ ที่ยืนทอดถอนใจอยู่ไม่ไกล ข้างตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ต้นปาล์มโบกใบสะบัดไปมา เมื่อลมพัดมากระทบ สีขาวของบ้านหลังใหญ่กระจ่างตาและดูจะเด่นสุด เมื่อในขณะที่พื้นที่รอบๆยังไม่เรียบร้อย ลานน้ำพุหน้าบ้านยังอยู่ในระหว่างสร้าง และต้นไม้ใหญ่บางต้นก็ยังมีไม้ค้ำยันไว้ แสดงชัดว่าเพิ่งนำมาปลูก ในขณะที่พื้นหญ้าเขียวชอุ่ม ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ขึ้นดี มองเห็นสีเขียวกะหร็อมกะแหร็ม
“คุณปรียา...ออกมาได้หรือยังค้า โอ๊ยแม่คุณทูนหัว ตัวก็แค่นี้ แต่ขี้แกล้งเหลือเกิน”
และพอสิ้นเสียงรำพึงตัดพ้อต่อว่า เสียงใสหัวเราะกิ๊กกั๊กก็ดังขึ้นไม่ไกลพอให้จับได้ แค่เท่านั้นที่คนกำลังตามหาหูผึ่ง ก้าวเดินตรงดิ่งไปยังจุดหมาย พร้อมกับนิ่มนวลและบรรดาสาวๆที่เดินตามกันเป็นพรวน
น้อมจิตเดินเข้าไปหยุดยังพุ่มเข็มที่อยู่ห่างออกไป ราวห้าสิบเมตร ก่อนที่สองมือจะแหวกออก
“ต๊าย! ทูนหัวนี่เล่นอะไรคะคุณ!?”
หญิงสาวทำท่าเหมือนจะเป็นลม ในขณะที่คนตามมาหัวเราะกันลั่น เพราะภาพตรงหน้านั้นคือ เด็กหญิงหน้าตาน่ารักในวัยสามขวบเศษ ซึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน นั่งคลุกดินหน้ามอมแมมอยู่กับเจ้าตูบสีน้ำตาลตัวใหญ่ หากบอกได้โดยลักษณะว่าไม่ใช่สุนัขพันธ์แท้ แต่เป็นพันธ์ผสม ดวงหน้าอ่อนเยาว์ ที่ประกอบไปด้วยดวงตากลมโตสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ มองพี่เลี้ยงวัยดึกอย่างขบขัน ส่วนริมฝีปากบางเล็กสีสดย้อยแย้มพรายราวกับผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์ สองมือน้อยเปื้อนดินจนกลายเป็นสีดำกระดำกระด่าง ถูกยกขึ้นลูบแก้มของเจ้าตัวเองเก้อๆ
“คุนปียาพาคุนแดงมาอึ๊จ้า”
เสียงเล็กแจ๋วใสราวระฆังแก้ว ดังขึ้นเมื่อเด็กวางมือลงบนหลังของ ‘คุนแดง’ ที่ยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี๊ยม มองบรรดามนุษย์ผู้ใหญ่ที่มองมา เจ้าตูบตัวเมียพันธ์ผสม ที่คุณหนูของบ้านเก็บมาจากข้างถนนเมื่อสองเดือนก่อน ครางงี้ดๆคล้ายจะฟ้อง ว่าโดนนายตัวน้อยกระทำต่อตนอย่างไรบ้าง
“แต่คุนปียาจะกับห้องแล้วจ้า คุนแม่น้อม ขืนคุนแม่มาคุนปียาโดนดุแน่ๆเยย”
ผมยาวที่รวบไว้เป็นหางม้าด้านหลังหลุดลุ่ย ใบไม้ทั้งสดทั้งแห้งติดอยู่สองสามใบที่เส้นผม แสดงว่าเจ้าตัวคงจะมุดเล่นซนไปตามเรื่องตามราว ส่วนตอนนี้ ‘คุนปียา’ นั้น ทำหน้าประจบประแจงเสียเต็มที่ หากพี่นิ่มขัดว่า
“ว้า...เสียดายนะคะ โดนจับได้ แย่เลย”
เจ้าตัวเล็กชำเลืองค้อน พลอยทำให้คนมองอดหัวเราะอีกไม่ได้ แล้วก็ยังอ้อนพี่เลี้ยงต่อ
“นะคะๆ...คุนแม่น้อม ให้คุนพี่นิ่มพาคุนปียาไปอาบน้ำก่อนคุนแม่มานะคะ” ครั้งจะพยายามพูดให้ชัดถ้อยชัดความ สำเนียงนั้นก็ยังคงเดิม...จนคนฟังทั้งขำทั้งฉุน
“ไม่ค่ะ”
พี่เลี้ยงตอบเสียงดังฟังชัดพอกัน ก่อนจะตีหน้าเคร่งใส่คุณหนูแสนซน พร้อมกับเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ และแน่นอนไม่มีใครกล้ายุ่ง แม้จะเห็นแววตาอ้อนวอนส่งมาให้จากเด็กหญิงก็ตาม
“วันนี้เห็นทีจะต้องบอกคุณแม่แล้วล่ะค่ะ ว่าคุณปรียาน่ะซนขนาดไหน”
“ไม่เอานะคะ คุนแม่น้อมคนดี๊คนดีของคุนปียา”
เด็กวัยสามขวบออดอ้อน เมื่อโผเข้าประจบ
“คุนปียาลักคุนแม่น้อมที่ซู้ดเยย”
“ไม่ต้องมาอ้อนค่ะ น้อมไม่ใจอ่อน” หากผู้ใหญ่ยังใจแข็ง ‘เด็ก’ เลยต้องใช้ไม้เด็ด
“คุนแม่น้อมไม่ลักคุนปรียาแยว คุนแม่น้อมใจย้าย!”
‘คุนแม่น้อมใจย้าย’ มองน้ำตาเม็ดโตที่ไหลพรากๆด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น ก่อนจะถอนหายใจอย่างนึกปลง เมื่อเห็นเด็กหญิงโผเข้าไปหานิ่มนวล ซบหน้ากับขาที่เกาะกอดแล้วร้องไห้กระอืดๆ เป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก
แต่...กลับไม่มีคนปลอบ เพราะมัวแต่หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง กับลูกไม้คุณหนูที่เจอกันมาจนชิน
และน้อมจิตก็รู้...รู้ดีเชียวล่ะ ว่าคุณหนูแกล้งทำ แต่จะทำยังไงได้ เห็นน้ำตาทีไร ใครๆในบ้านก็ใจอ่อนยวบ ยอมตามใจ ไม่กล้าขัดคุณหนูทุกครั้งไป
“พี่น้อม” สุดท้าย นิ่มนวลก็อุ้มเด็กหญิงขึ้นมา สาวน้อยที่สุดในกลุ่มเกาะคอคนอุ้ม ซบหน้าสะอื้นฮัก
“ดูสิ...ร้องไห้ใหญ่ น่าสงสารคุณปรียาออก”
คนพูดหลิ่วตากับคนในอ้อมแขน ส่วนน้อมจิตได้แต่ถอนใจ!
“ก็ได้ค่ะ แต่คราวหน้าไม่แล้วนะ” คนฟังก้มหน้าหลุดขำ
คราวหน้า...ก็ว่าอย่างนี้ทุกที ไอ้คราวหน้าที่ว่าก็เลยมาไม่ถึงสักที!
“จิงนะ?” เสียงแจ๋วๆนั้นสั่นเมื่อเอ่ยถาม เบี่ยงหน้าจากการซบซุก ขึ้นมองนิดหนึ่งเหมือนไม่ไว้ใจ
“โถจริงสิคะ ทูนหัวของน้อม”
เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงยิ้มหวาน ผละออกจากการเกาะกอดลำคอของ ‘พี่นิ่ม’ โผไปหา ‘คุณน้อม’ หอมแก้มซ้ายขวาฟอดๆ และเพียงเท่านี้ บรรดาผู้ใหญ่ก็ม่อยกระรอกไม่กล้าขัดอกขัดใจ ยอมตามแต่ใจที่คุณหนูต้องการ น้อมจิตถอนหายใจอีกเฮือก กอดกระชับคุณหนูไว้กับอก ส่วนร่างปุ๊กลุกจ้ำม่ำน่าฟัด ขย่มตัวอยู่ในอ้อมแขน พลางร้องเพลงลั่นๆอย่างอารมณ์ดี
ดูเด็กหญิง...ลืมไปแล้ว กับอาการเศร้าเสียใจน้ำตาไหลพรากๆเมื่อครู่...
“ลามะลิลา จึ้นต้นเป็นมะยิฉ้อน ปอแตกใบอ่อน...อ่อน”
เด็กหญิงอัลิปรียาหยุดกึก เมื่อจำเนื้อไม่ได้
“เป็นอาไยคะ คุนแม่น้อม” เสียงหัวเราะคิกคักเกิดขึ้นทันที จนคุณแม่บ้านต้องหยุดหันไปมอง กระแอมกระไอนิดๆหน่อยๆ คล้ายจะปราม ก่อนหันกลับมากระซิบบอกคนตัวเล็ก เด็กที่ดูจะซนเกินวัย
“เป็นมะลิลาไงคะ”
“ม่ายช่าย!”
เด็กหญิงอัลิปรียาแย้ง ก่อนจะนิ่วหน้าทำท่านึก แล้วริมฝีปากสีสดแดงย้อยก็แย้มออก ตะโกนเสียงลั่นๆ
“ปอแตกใบอ่อนๆ คุนหนอนก็เพียบเยย!”
“ต๊ายทูนหัว!!”
คุณน้อมร้องลั่น คราวนี้ไม่ใครก็ใครหัวเราะกันเสียงดัง ไม่มีการเก็บอาการกันต่อไป ก่อนที่นิ่มนวลจะถามกลั้วเสียงหัวเราะ ด้วยความสงสัยว่าทำไม
“คุณปรียาขา ทำไมคุณหนอนถึงเพียบเลยล่ะคะ?”
น้อมจิตเออออเห็นด้วย และอีกหลายคนที่เดินตามกันมาก็เช่นกัน ส่วนเด็กหญิงยิ้มกว้าง แบมือที่กำออกให้คนอุ้มดูของในมือ ทุกคนหยุดนิ่งก่อนจะถอยกรูด ยกเว้นคนอุ้มเท่านั้นที่ยืนตัวแข็ง ได้แต่ฟังเสียงแจ๋วๆ ที่ดังขึ้นข้างๆหู ทั้งๆที่ใจจริงอยากปล่อยคนในอ้อมกอดลงเสียทันทีทันควัน
“ก็คุนปียาพาคุนหนอนมาด้วยนี่ไงคะ!”
‘คุณน้อม’ มอง ‘คุณหนอน’ แล้วได้แต่ขนลุก ไม่กล้าแม้กระดิกได้แต่นึก
โถ...แม่คุณ แม่ทูนหัว จะรู้จักกลัวอะไรกับเขาบ้างไหมหนอ...เฮ้อ!
น้อมจิตได้เพียงแค่คิด ส่วนตามองหนอนแก้วที่ไต่ดุ๊บๆ อยู่บนบ่าตัวเองอย่างรังเกียจแทบไม่กะพริบ ความสงสัยยังมีมากพอๆกับความกลัว...และขยะแขยง
นี่เธอคงเลี้ยงคุณหนูตามใจจนเกินไปใช่ไหมเนี่ย!
รอยเล่ห์ลวงใจ บทที่ 2 เด็กหญิงอัลิปรียา
เด็กหญิงอัลิปรียา
“คุณปรียาขา...คุณปรียา”
หญิงสาวในวัยราวสามสิบเกือบสี่สิบปีดูร้อนรน ยามป้องปากตะโกนหาเจ้าของชื่อ สายตาสอดส่ายมองหา และแม้เห็นเพียงใบไม้ไหว เจ้าตัวก็จะเดินดุ่มๆเข้าค้นหา ต้นเหตุที่ทำให้ใบไม้ หรือต้นไม้ขยับ และพร้อมกันนั้น ยังมีหญิงสาวทั้งน้อยใหญ่อีกสามสี่คน เดินวนไปเวียนมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“โธ่ทูนหัวของน้อม ออกมาเถอะค่ะ น้อมจะหัวใจวายอยู่แล้ว”
‘น้อมจิต’ คือคนที่ควบทั้งตำแหน่งคุณแม่บ้าน และพี่เลี้ยงของลูกสาวของเจ้าของบ้าน เธอจัดว่าเป็นคนสวยมากอีกคน ดวงหน้าสามเหลี่ยมยาวได้รูปสวย คิ้วเรียวดกดำโค้งอย่างกับวงพระจันทร์ รับกับดวงตาคมมีแววหวาน หากเวลาเฉียบขาดเอาจริงขึ้นมาก็ดูดุ จนแทบไม่มีคนอยากเข้าใกล้ แต่พอริมฝีปากเรียวบางแย้มยิ้ม ก็ทำให้คนมองราวกับต้องมนต์
หญิงสาวถูกเลี้ยงมาคู่กันกับ ‘ปรียานุช’ ลูกสาวและหลานสาวคนเดียว ของตระกูลพงษ์สุนทร เนื่องจากมีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ และทางครอบครัวของน้อมจิตเองก็เสียชีวิตลงทั้งหมด ด้วยอุบัติเหตุไฟไหม้ และเหลือรอดมาเพียงเธอคนเดียว จึงได้ถูกอุปการะโดย ‘ท่านเจ้าสัวใหญ่’ ผู้เป็นเจ้าของบ้าน มาดังเช่นลูกหลานคนหนึ่ง
“ซนจริง ไม่มีใครเกินล่ะ”
“ลูกคนแรกด้วยนี่พี่น้อม” เสียงใสๆดังขึ้นประสม ‘นิ่มนวล’ ลูกพี่ลูกน้องของเธอที่ใบหน้าคล้ายกัน ที่เพิ่งแหวกกอพุทธรักษาที่ปลูกไว้ริมทางเท้า ยาวจรดไปจนถึงหลังบ้านก้าวออกมายืนข้างๆ บอกหัวเราะๆ
“แต่ถึงจะซนเธอก็น่ารัก”
สาวน้อยวัยยี่สิบต้นบอกกลั้วเสียงหัวเราะ เจ้าหล่อนค่อนข้างจะมีเนื้อมากกว่าพี่สาว ในขณะที่น้อมจิตรูปร่างอ้อนแอ้น อรชร นิ่มนวลเองกลับสูงโปร่ง ด้วยโครงสร้างที่เจ้าตัวรับถ่ายทอดมาจากบิดาที่ตัวใหญ่กว่ามารดา
“เดี๋ยวอีกหน่อยก็ออกมา...เจ้าแดงหายไปด้วยนะ”
ใบหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม ปากคอคิ้วคางของสาวน้อยไม่ถึงกับสวย หากน่ามองเพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใส ที่ราวกับจะทำให้โลกนี้ดูสว่างมากขึ้น
“แต่รับรองได้...เปื้อนสุดๆ”
คนพูดเดินกลับไปหาคนอื่นๆ ที่ยืนทอดถอนใจอยู่ไม่ไกล ข้างตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ต้นปาล์มโบกใบสะบัดไปมา เมื่อลมพัดมากระทบ สีขาวของบ้านหลังใหญ่กระจ่างตาและดูจะเด่นสุด เมื่อในขณะที่พื้นที่รอบๆยังไม่เรียบร้อย ลานน้ำพุหน้าบ้านยังอยู่ในระหว่างสร้าง และต้นไม้ใหญ่บางต้นก็ยังมีไม้ค้ำยันไว้ แสดงชัดว่าเพิ่งนำมาปลูก ในขณะที่พื้นหญ้าเขียวชอุ่ม ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ขึ้นดี มองเห็นสีเขียวกะหร็อมกะแหร็ม
“คุณปรียา...ออกมาได้หรือยังค้า โอ๊ยแม่คุณทูนหัว ตัวก็แค่นี้ แต่ขี้แกล้งเหลือเกิน”
และพอสิ้นเสียงรำพึงตัดพ้อต่อว่า เสียงใสหัวเราะกิ๊กกั๊กก็ดังขึ้นไม่ไกลพอให้จับได้ แค่เท่านั้นที่คนกำลังตามหาหูผึ่ง ก้าวเดินตรงดิ่งไปยังจุดหมาย พร้อมกับนิ่มนวลและบรรดาสาวๆที่เดินตามกันเป็นพรวน
น้อมจิตเดินเข้าไปหยุดยังพุ่มเข็มที่อยู่ห่างออกไป ราวห้าสิบเมตร ก่อนที่สองมือจะแหวกออก
“ต๊าย! ทูนหัวนี่เล่นอะไรคะคุณ!?”
หญิงสาวทำท่าเหมือนจะเป็นลม ในขณะที่คนตามมาหัวเราะกันลั่น เพราะภาพตรงหน้านั้นคือ เด็กหญิงหน้าตาน่ารักในวัยสามขวบเศษ ซึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน นั่งคลุกดินหน้ามอมแมมอยู่กับเจ้าตูบสีน้ำตาลตัวใหญ่ หากบอกได้โดยลักษณะว่าไม่ใช่สุนัขพันธ์แท้ แต่เป็นพันธ์ผสม ดวงหน้าอ่อนเยาว์ ที่ประกอบไปด้วยดวงตากลมโตสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ มองพี่เลี้ยงวัยดึกอย่างขบขัน ส่วนริมฝีปากบางเล็กสีสดย้อยแย้มพรายราวกับผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์ สองมือน้อยเปื้อนดินจนกลายเป็นสีดำกระดำกระด่าง ถูกยกขึ้นลูบแก้มของเจ้าตัวเองเก้อๆ
“คุนปียาพาคุนแดงมาอึ๊จ้า”
เสียงเล็กแจ๋วใสราวระฆังแก้ว ดังขึ้นเมื่อเด็กวางมือลงบนหลังของ ‘คุนแดง’ ที่ยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี๊ยม มองบรรดามนุษย์ผู้ใหญ่ที่มองมา เจ้าตูบตัวเมียพันธ์ผสม ที่คุณหนูของบ้านเก็บมาจากข้างถนนเมื่อสองเดือนก่อน ครางงี้ดๆคล้ายจะฟ้อง ว่าโดนนายตัวน้อยกระทำต่อตนอย่างไรบ้าง
“แต่คุนปียาจะกับห้องแล้วจ้า คุนแม่น้อม ขืนคุนแม่มาคุนปียาโดนดุแน่ๆเยย”
ผมยาวที่รวบไว้เป็นหางม้าด้านหลังหลุดลุ่ย ใบไม้ทั้งสดทั้งแห้งติดอยู่สองสามใบที่เส้นผม แสดงว่าเจ้าตัวคงจะมุดเล่นซนไปตามเรื่องตามราว ส่วนตอนนี้ ‘คุนปียา’ นั้น ทำหน้าประจบประแจงเสียเต็มที่ หากพี่นิ่มขัดว่า
“ว้า...เสียดายนะคะ โดนจับได้ แย่เลย”
เจ้าตัวเล็กชำเลืองค้อน พลอยทำให้คนมองอดหัวเราะอีกไม่ได้ แล้วก็ยังอ้อนพี่เลี้ยงต่อ
“นะคะๆ...คุนแม่น้อม ให้คุนพี่นิ่มพาคุนปียาไปอาบน้ำก่อนคุนแม่มานะคะ” ครั้งจะพยายามพูดให้ชัดถ้อยชัดความ สำเนียงนั้นก็ยังคงเดิม...จนคนฟังทั้งขำทั้งฉุน
“ไม่ค่ะ”
พี่เลี้ยงตอบเสียงดังฟังชัดพอกัน ก่อนจะตีหน้าเคร่งใส่คุณหนูแสนซน พร้อมกับเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ และแน่นอนไม่มีใครกล้ายุ่ง แม้จะเห็นแววตาอ้อนวอนส่งมาให้จากเด็กหญิงก็ตาม
“วันนี้เห็นทีจะต้องบอกคุณแม่แล้วล่ะค่ะ ว่าคุณปรียาน่ะซนขนาดไหน”
“ไม่เอานะคะ คุนแม่น้อมคนดี๊คนดีของคุนปียา”
เด็กวัยสามขวบออดอ้อน เมื่อโผเข้าประจบ
“คุนปียาลักคุนแม่น้อมที่ซู้ดเยย”
“ไม่ต้องมาอ้อนค่ะ น้อมไม่ใจอ่อน” หากผู้ใหญ่ยังใจแข็ง ‘เด็ก’ เลยต้องใช้ไม้เด็ด
“คุนแม่น้อมไม่ลักคุนปรียาแยว คุนแม่น้อมใจย้าย!”
‘คุนแม่น้อมใจย้าย’ มองน้ำตาเม็ดโตที่ไหลพรากๆด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น ก่อนจะถอนหายใจอย่างนึกปลง เมื่อเห็นเด็กหญิงโผเข้าไปหานิ่มนวล ซบหน้ากับขาที่เกาะกอดแล้วร้องไห้กระอืดๆ เป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก
แต่...กลับไม่มีคนปลอบ เพราะมัวแต่หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง กับลูกไม้คุณหนูที่เจอกันมาจนชิน
และน้อมจิตก็รู้...รู้ดีเชียวล่ะ ว่าคุณหนูแกล้งทำ แต่จะทำยังไงได้ เห็นน้ำตาทีไร ใครๆในบ้านก็ใจอ่อนยวบ ยอมตามใจ ไม่กล้าขัดคุณหนูทุกครั้งไป
“พี่น้อม” สุดท้าย นิ่มนวลก็อุ้มเด็กหญิงขึ้นมา สาวน้อยที่สุดในกลุ่มเกาะคอคนอุ้ม ซบหน้าสะอื้นฮัก
“ดูสิ...ร้องไห้ใหญ่ น่าสงสารคุณปรียาออก”
คนพูดหลิ่วตากับคนในอ้อมแขน ส่วนน้อมจิตได้แต่ถอนใจ!
“ก็ได้ค่ะ แต่คราวหน้าไม่แล้วนะ” คนฟังก้มหน้าหลุดขำ
คราวหน้า...ก็ว่าอย่างนี้ทุกที ไอ้คราวหน้าที่ว่าก็เลยมาไม่ถึงสักที!
“จิงนะ?” เสียงแจ๋วๆนั้นสั่นเมื่อเอ่ยถาม เบี่ยงหน้าจากการซบซุก ขึ้นมองนิดหนึ่งเหมือนไม่ไว้ใจ
“โถจริงสิคะ ทูนหัวของน้อม”
เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงยิ้มหวาน ผละออกจากการเกาะกอดลำคอของ ‘พี่นิ่ม’ โผไปหา ‘คุณน้อม’ หอมแก้มซ้ายขวาฟอดๆ และเพียงเท่านี้ บรรดาผู้ใหญ่ก็ม่อยกระรอกไม่กล้าขัดอกขัดใจ ยอมตามแต่ใจที่คุณหนูต้องการ น้อมจิตถอนหายใจอีกเฮือก กอดกระชับคุณหนูไว้กับอก ส่วนร่างปุ๊กลุกจ้ำม่ำน่าฟัด ขย่มตัวอยู่ในอ้อมแขน พลางร้องเพลงลั่นๆอย่างอารมณ์ดี
ดูเด็กหญิง...ลืมไปแล้ว กับอาการเศร้าเสียใจน้ำตาไหลพรากๆเมื่อครู่...
“ลามะลิลา จึ้นต้นเป็นมะยิฉ้อน ปอแตกใบอ่อน...อ่อน”
เด็กหญิงอัลิปรียาหยุดกึก เมื่อจำเนื้อไม่ได้
“เป็นอาไยคะ คุนแม่น้อม” เสียงหัวเราะคิกคักเกิดขึ้นทันที จนคุณแม่บ้านต้องหยุดหันไปมอง กระแอมกระไอนิดๆหน่อยๆ คล้ายจะปราม ก่อนหันกลับมากระซิบบอกคนตัวเล็ก เด็กที่ดูจะซนเกินวัย
“เป็นมะลิลาไงคะ”
“ม่ายช่าย!”
เด็กหญิงอัลิปรียาแย้ง ก่อนจะนิ่วหน้าทำท่านึก แล้วริมฝีปากสีสดแดงย้อยก็แย้มออก ตะโกนเสียงลั่นๆ
“ปอแตกใบอ่อนๆ คุนหนอนก็เพียบเยย!”
“ต๊ายทูนหัว!!”
คุณน้อมร้องลั่น คราวนี้ไม่ใครก็ใครหัวเราะกันเสียงดัง ไม่มีการเก็บอาการกันต่อไป ก่อนที่นิ่มนวลจะถามกลั้วเสียงหัวเราะ ด้วยความสงสัยว่าทำไม
“คุณปรียาขา ทำไมคุณหนอนถึงเพียบเลยล่ะคะ?”
น้อมจิตเออออเห็นด้วย และอีกหลายคนที่เดินตามกันมาก็เช่นกัน ส่วนเด็กหญิงยิ้มกว้าง แบมือที่กำออกให้คนอุ้มดูของในมือ ทุกคนหยุดนิ่งก่อนจะถอยกรูด ยกเว้นคนอุ้มเท่านั้นที่ยืนตัวแข็ง ได้แต่ฟังเสียงแจ๋วๆ ที่ดังขึ้นข้างๆหู ทั้งๆที่ใจจริงอยากปล่อยคนในอ้อมกอดลงเสียทันทีทันควัน
“ก็คุนปียาพาคุนหนอนมาด้วยนี่ไงคะ!”
‘คุณน้อม’ มอง ‘คุณหนอน’ แล้วได้แต่ขนลุก ไม่กล้าแม้กระดิกได้แต่นึก
โถ...แม่คุณ แม่ทูนหัว จะรู้จักกลัวอะไรกับเขาบ้างไหมหนอ...เฮ้อ!
น้อมจิตได้เพียงแค่คิด ส่วนตามองหนอนแก้วที่ไต่ดุ๊บๆ อยู่บนบ่าตัวเองอย่างรังเกียจแทบไม่กะพริบ ความสงสัยยังมีมากพอๆกับความกลัว...และขยะแขยง
นี่เธอคงเลี้ยงคุณหนูตามใจจนเกินไปใช่ไหมเนี่ย!