สันติในตะวันออกกลางที่ยังคงยากจะเข้าใจ

สวัสดีครับ  สืบเนื่องจากว่าผมเขียนนิยาย SIFI แล้วต้องไปหาข้อมูลมาเขียน  พบข้อมูลที่น่าสนใจ  ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

คุณเคยสงสัยไหมครับ  ว่าทำไมชาวยิวแรกเริ่มเดิมที มีแผ่นดินแล้วทำไมจึงไร้แผ่นดิน  
ทำไมจึงอยู่ที่ยุโรปดังเดิมไม่ได้  ทำไมต้องตีกับมุสลิม  มาวันนี้ผมมีคำตอบ

สาเหตุที่ชาวยิวไร้แผ่นดินนั้น  ก่อนอื่นต้องเท้าความว่า

ชาวยิว (Jew) หรือเดิมทีคือชาวฮีบรู (Hebrew) แห่งอิสราเอลนั้น เปนชนชาติอารยธรรมโบราณของโลกตะวันออกกลางเพียงเผ่าเดียวที่ยังเหลือรอดมาแต่ยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งแม้ว่าชาวอิสราเอลจะต้องตกเปนข้าแผ่นดินอื่นมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่เพราะความยึดมั่นในชาติพันธุ์ของตน และความศรัทธาในพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวอย่างแรงกล้า - พระยาเวห์ - หรือ "เยโฮวาห์" จึงทำให้พวกเขายังคงธำรงอยู่สืบมาได้จนยุคการปกครองของจักรวรรดิโรมัน

สาเหตุที่ชาวยิวต้องเร่ร่อนไร้ซึ่งแผ่นดินนั้น
  
ต้องย้อนกลับไปในรัชกาลจักรพรรดิทิเบริอุสแห่งโรมัน  
   ความวุ่นวายอันเกิดมาจากการประหารช่างไม้ชาวยิวผู้หนึ่งที่มีนามว่า "เจชูวา" หรือที่เราคุ้นกันในชื่อว่า "เยซูแห่งนาซาเร็ธ" นั่นเองครับ
    
เยซูแห่งนาซาเร็ธหรือพระเยซูคริสต์ผู้นี้ได้ประกาศว่าตนคือพระบุตรของพระผู้เปนเจ้า และพระองค์ก็คือพระเมสซิยาห์ (Messiah) หรือพระผู้ไถ่ตามคำทำนายของศาสนาจูดายเพื่อที่จะสร้างอาณาจักรใหม่ของชาวอิสราเอล ซึ่งผลจากคำสอนของพระองค์ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนอิสราเอลหรือแคว้นจูเดียใน ณ เวลานั้นเปนอย่างมาก เพราะทำให้ประชาชนชาวอิสราเอลรวมถึงชาวต่างชาติในดินแดนจูเดียต่างเชื่อว่าพระเยซูจะมาเปนกษัตริย์องค์ใหม่ ผู้ประกาศเอกราชให้กับอาณาจักรอิสราเอลอีกครั้ง

แม้ว่าพระเยซูจะทรงยืนยันว่า การสถาปนาอาณาจักรใหม่ของพระองค์นั้น มิใช่การสร้างอาณาจักรบนโลกมนุษย์ หากแต่เปนการสร้างใหม่บนฟ้าสวรรค์เบื้องบน โดยการเข้าถึงอาณาจักรแห่งสวรรค์นั้นก็คือการทำคุณความดี การมีความรักความเมตตาและการให้อภัยต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ด้วยคำสอนของพระองค์กลับสร้างความเกลียดชังให้กับชาวยิวหัวอนุรักษ์นิยมเปนอันมากเช่นกัน

ดังนั้น เหล่าชาวยิวหัวอนุรักษ์นิยมจึงรวมหัวกันลอบจับกุมพระเยซูส่งไปให้ทางการโรมันเปนผู้ตัดสินประหารพระองค์ในฐานะกบฎต่อจักรวรรดิ โดยผู้ตัดสินคดีในคราวนั้นคือ "ปอนทิอุส ไพเลท" หรือที่ชาวไทยคริสต์คุ้นกันในชื่อว่า "ปอนทิอัส ปีลาต" ข้าหลวงโรมันประจำมณฑลจูเดียนั่นเองครับ



ปอนทิอุส ไพเลท

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมยิวพวกนี้ไม่สังหารพระเยซูเสียเองให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป ทำไมต้องไปลำบากถึงกรมการเมืองโรมันด้วยล่ะ?

มันมีเหตุอยู่ว่า ทางการโรมันได้ตรากฏหมายการปกครองเอาไว้ว่า ห้ามมิให้การลงโทษหรือลงทัณฑ์ใครผู้ใดโดยมิได้ผ่านความเห็นชอบศาลโรมันเสียก่อนน่ะล่ะครับ ดังนั้น พวกยิวหัวรุนแรงเหล่านี้จึงจับกุมพระเยซูพร้อมกับกุข่าวว่าพระองค์ทรงคิดจะเตรียมการกบฎต่อจักรวรรดิโรมันแล้วนั่นล่ะครับ
แต่เมื่อไพเลทได้พิจารณาความดูแล้วก็พบว่า พระเยซูมิได้มีท่าทีหรือสั่งสอนให้ผู้คนคิดเปนกบฎต่อจักรพรรดิแต่อย่างใด เขาจึงไม่เห็นด้วยที่จะสั่งประหารพระเยซู และมีคำสั่งปล่อยตัวให้เปนอิสระในทันที

ดังนั้น ในเมื่อขอกันดีๆไม่ได้ ชาวยิวหัวอนุรักษ์ซึ่งได้กลายเปนพวกหัวรุนแรงไปแล้วได้ก่อหวอดผู้คนที่หน้าศาลาว่าการและขู่ว่า

"หากไม่ยอมประหารเยซู งานนี้กูจะก่อม็อบ!"

เอาล่ะสิครับ งานนี้ก็ทำเอาไพเลทปวดกบาลน่ะสิ เพราะพระเยซูไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แต่ดันทำตัวผิดกฏหมู่เข้าให้ซะงั้น แต่ถ้าหากจะประหารพระเยซูก็เกรงว่าจะผิดต่อกฏหมายและมโนธรรมในใจตน แต่ถ้าไม่ยอมสั่งประหาร งานนี้ได้เกิดจลาจลใหญ่โตขึ้นมาแน่ๆ

ในที่สุดแล้ว ปอนทิอุเส ไพเลทจึงยอมออกคำสั่งประหารพระเยซูเพื่อไม่ต้องการให้เกิดจลาจลในปี ค.ศ.๓๓ และผลจากการสั่งประหารพระเยซูในคราวนั้นก็กลายเปนการจุดชนวนความวุ่นวายระลอกใหม่ขึ้นมาในแคว้นจูเดียด้วยเช่นกันครับ เพราะนับแต่นั้นเปนต้นมา ประชาชนชาวยิวไม่ยอมเคารพในกฏหมายการปกครองมณฑลของทางการโรมันอีกต่อไปแล้ว หากแต่คิดจะทำอะไรก็ทำตามใจชอบ เมื่อทางการโรมันออกคำสั่งห้ามปรามใดๆก็ขู่ว่าจะก่อม็อบท่าเดียว  (คุ้นๆเนอะ)

หลังจากก่อหวอดความวุ่นวายมาได้พักใหญ่ ในปี ค.ศ. ๖๖ ซึ่งตรงกับรัชกาลของจักรพรรดิเนโร จึงกลายมาเปนการจลาจลแบ่งแยกดินแดนไปในที่สุดแล้วล่ะครับ โดยทางการโรมันได้ส่งเวสปาเชียนเข้ามาจัดการความวุ่นวายในแคว้นจูเดีย แต่เพราะว่าเกิดศึกชิงบัลลังก์กันในกรุงโรมเสียก่อน จึงทำให้เวสปาเชียนใส่เกียร์ว่างจนได้โอกาสเหมาะและยกทัพเข้าชิงอำนาจได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม แคว้นจูเดียก็ยังมิได้สงบราบคาบลงแต่อย่างใด จักรพรรดิเวสปาเชียนจึงมีบัญชาให้ พระโอรสคือ "ติตุส" ยังคงตรึงกำลังเอาไว้ในแคว้นจูเดียต่อไป และเมื่อพระบิดาทรงได้ราชสมบัติในกรุงโรมเปนที่เรียบร้อย พระองค์จึงทรงมีคำสั่งอนุมัติไฟเขียวให้ติตุสจัดการกับกบฎชาวยิวให้ราบคาบในทันที

ในปี ค.ศ.๗๑ ติตุสนำกองทัพโรมันจำนวนเข้าโจมตีกรุงเยรูซาเล็มและเผานครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จนราบคาบ มิเว้นแม้แต่มหาวิหารอันยิ่งใหญ่ในศาสนาจูดายก็ถูกเผาและปล้นสะดมจนกลายเปนเถ้าถ่านสิ้น

อย่างไรก็ตาม ชาวยิวก็ยังคงปักหลักต่อต้านกองทัพโรมันต่อไป โดยชาวยิวกลุ่มสุดท้ายได้ไปรวมตัวกันที่ป้อมมาซาด้า (The fortress of masada) อันเปนป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์เฮโรดมหาราช (Herod the great) -


แต่ปัญหาใหญ่อย่างเดียวของกองทัพโรมันก็คือ...

ตีไม่แตกครับ เพราะป้อมตั้งอยู่บนยอดหน้าผาสูงหลายร้อยเมตร แถมมีทางขึ้นทางลงแค่ทางเดียวอีกต่างหาก


กองทัพโรมันต้องเผชิญการต่อต้านจากกองทัพกบฎอยู่ตลอดเวลาถึง ๒ ปี ซึ่งในปี ค.ศ. ๗๓ หลังจากล้อมอยู่2ปี กองทัพโรมันก็ส่งกองกำลังบุกเข้าตีป้อมและปราบกบฎกลุ่มสุดท้ายลงได้สำเร็จครับ ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ปราบครับชาวยิวฆ่าตัวตายกันจนหมด  ไม่ยอมตกเป็นทาส

ชนชาติฮีบรูหรือชาวยิวจึงกลายเปนชนสิ้นชาติมานับตั้งแต่นั้น และต้องเร่ร่อนไปทั่วทั้งแผ่นดินยุโรปไปอีกหลายพันปี

พระวารสารมัทธิว เมื่อคราวที่ชาวยิวได้สบถสบานกับปอนทิอุส ไพเลทว่า...

ปีลาตจึงถามพวกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น เราจะทำอย่างไรแก่พระเยซูที่เรียกว่า พระคริสต์”
เขาพากันร้องแก่ท่านว่า “ให้ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
เจ้าเมืองถามว่า “ตรึงทำไม เขาได้ทำผิดประการใด”
แต่เขาทั้งหลายยิ่งร้องว่า “ให้ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”
เมื่อปีลาตเห็นว่าไม่ได้การมีแต่จะเกิดวุ่นวายขึ้น ท่านก็เอาน้ำล้างมือต่อหน้าหมู่ชน แล้วว่า “เราไม่มีผิดด้วยเรื่องโลหิตของคนชอบธรรมคนนี้ เจ้ารับธุระเอาเองเถิด”
บรรดาหมู่ชนเรียนว่า “ให้โลหิตของเขาตกอยู่แก่เราทั้งบุตรของเราเถิด” - มัทธิว ๒๗ : ๒๒ - ๒๕
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่