สวัสดีครับ
ผมเป็น นศ. ปริญญาเอกครับ อายุก็ถือว่าเลยวัยที่ต้องสวมเครื่องแบบไปแล้ว และได้ทำงานในออฟฟิศมา รวมถึงทำงานในสถานศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศมามากกว่าหนึ่งที่ครับ
สมัยเรียนปริญญาตรี ผมได้รับโอกาสไปเรียนต่างประเทศ หลังใส่เครื่องแบบนักศึกษาปีแรกในสถาบันมีชื่อได้ 7 วัน (จริงๆ นะ สถาบันไหนไม่มีชื่อไว้เรียก จะออกใบปริญญายังไงล่ะ... โธ่)
เพราะฉะนั้น ผมไม่อยู่ในกลุ่ม “ไม่อยากใส่ก็เลยมาเรียกร้อง” ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม “เด็กอมมือไม่เคยอยู่ในโลกทำงาน” ในทางกลับกัน ผมอยู่ในกลุ่มที่คุณบอกว่า “คนไม่ได้ใส่ ไม่มีโอกาสใส่ เขาอยากใส่กันจะตาย” ครับ
แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมต้อง “บังคับ” ให้สวมชุดนักศึกษาครับ
ประเด็นแรก ถ้าไม่บังคับ เดี๋ยวเด็กไม่รู้กาลเทศะ แต่งตัวไม่เป็น: ผมกลับมองว่า ถ้าไม่ได้หัดทำอะไร ก็จะทำไม่เป็นครับ ถ้าไม่หัดให้รู้จักเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก อนาคตมาเรียนรู้เอาตอนโตแล้วมันยากนะครับ
ที่สังเกตได้ชัดก็คืออาการ “อะไรก็(ไม่)ได้” ของผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นในปัจจุบัน มัวแต่อะไรก็ได้กันทั้งวัน กว่าจะตัดสินใจว่าจะกินข้าวกันที่ไหนใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
ผมมาเรียนในประเทศที่ไม่บังคับเรื่องการแต่งกาย เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ฤดูกาล ผมเป็น นศ. ปริญญาเอก ผมก็สวมเสื้อติดกระดุม ชายเข้ากางเกงยีนส์หรือผ้าสีเรียบร้อย รองเท้าหุ้มส้น ไม่จำเป็นให้เครื่องแบบมาบังคับ ฤดูร้อนผมอาจสวมแขนสั้น ฤดูหนาวก็สวมแขนยาว เสื้อสีคล้ายๆ กันสามสี่ตัวเวียนกันใส่ ผมไม่ใช่คนรวย เสื้อทำงานมีนับได้ด้วยมือข้างเดียว ก็ไม่เห็นมีใครดูถูกผมนี่ครับ
ถามว่ามีนศ. ปริญญาตรี ใส่เสื้อยืดกางเกงบอลไปเรียนไหม มีครับ เป็นบางเวลา ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นต่อไป
ประเด็นที่สอง ถ้าไม่บังคับ เดี๋ยวเขามองว่าไม่ให้เกียรติอาจารย์ สถานที่
น้องๆ ส่วนใหญ่ที่สวมเสื้อง่ายๆ มา ก็คือสวมมาฟังเล็กเชอร์ น้องๆ ให้เกียรติเล็กเชอร์ด้วยการตั้งใจฟัง จดบันทึก ถามคำถามเมื่อสงสัย และตอบเมื่ออาจารย์ให้คำถามครับ ส่วนใหญ่ ถ้าน้อง นศ. มาติดต่อราชการหรืออาจารย์เป็นการส่วนตัว ก็จะนัดวันเวลาล่วงหน้า วันนัดก็แต่งตัวเรียบร้อยครับ ตอนนี้ผมไม่ได้สอน แต่สมัยที่ผมสอน ผมจะชื่นใจเมื่อน้องๆ ตอบคำถามผมได้ เมื่อไม่แอบคุยกัน ไม่เล่นมือถือ...
...เอาล่ะ ถ้ายกแขนทีแล้วเห็นป่าพุ่มชอุ่มพรรณอันระดาดกด้วยสัตว์ป่านานาชนิด หรือถ้ายกขาไขว่ห้างแล้ว อ. หนุ่ม(นิดนึง) อย่างผมเห็นแล้วปากการ่วง ต้องก้มเก็บทุกสองนาที อย่างนี้ผมอาจจะส่ายหัวนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องเกียรติครับ เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่ง นศ. จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกด้วยตนเอง
ประเด็นที่สาม ชุดนักศึกษามันน่ารัก ผมอยากใส่ ฉันชอบใส่มันเรียบร้อยดี เลือกใส่ง่ายดี
ต้องเข้าใจว่า “การยกเลิกระเบียบบังคับชุดนักศึกษา” ที่น้องๆ รณรงค์ กับ “การบังคับห้ามใส่ชุดนักศึกษา” มันคนละเรื่องกัน อันหนึ่งคือการเพิ่มเสรีภาพ อีกอันคือการลิดรอนสิทธิ์ ไม่เห็นมีใครบอกเลย ว่าห้ามใส่ มีแต่บอกว่า อย่ามาบังคับให้ฉันใส่
และการแต่งชุดนักศึกษา ไม่ใช่หน้าที่นะครับ
ประเด็นที่สี่ ถ้าไม่ใส่เดี๋ยวไม่รู้ว่าเป็นนักศึกษานะ มิจฉาชีพที่ไหนก็ไม่รู้อาจปลอมปนมาเรียนได้
ผมไม่ใช่ นศ. ผมก็แต่งชุด นศ. ไปเรียนได้ เชื่อไหมครับว่าจะไม่มีใครสงสัยผมเลย การตัดสินว่าใครเป็น นศ. ด้วยเครื่องแต่งกาย ทำให้เกิดอาชญากรรมมาหลายแบบด้วยครับ ถ้าสงสัยว่าใครเป็นนักศึกษา ก็ดูบัตรสิครับ
ประเด็นที่ห้า ชุดนักศึกษาเป็นวัฒนธรรมของไทย จงรักษาไว้สืบลูกหลาน ไม่ควรยกเลิก
หากไทมิแปรวัฒนภาพ ผิจะทราบสิสากล
เก่าเกินก็เพลินผลิตผล จะประจักษ์ตระหนักกัน
แม้นผองจะลองจิตนการ ณ บุราณตระการนั้น
เหลือเพียง ณ ใน พิพิธภัณฑ์ ก็วิสุทธ์สะอาดดี
ควรหรือจะยื้อบุรณทัพ บได้ปรับกะโลกนี้
หมุนม้วนบทวนชลนที ผิจะย้อนกระแสกาล
ใครอ่านกลอนบทนี้แล้วบอกได้ว่าเป็นร้อยกรองประเภทไหน แปลออก ต่อได้ ผมชื่นชมมากๆ ครับ แต่ถ้าแปลไม่ออก อย่ามาหาว่าการไม่บังคับชุดนักศึกษาไทยนี้ทำลายวัฒนธรรมไทยนะ ขนาดร้อยกรองที่เป็นวัฒนธรรมไทยเหมือนกันทำไมคุยยังอ่านไม่ออก แปลไม่เป็น แต่งไม่ได้เลย
สิ่งเหล่านี้ มีคนบอกผมว่า “โตมาแล้วจะเข้าใจ” แต่ผมแก่แล้ว ทำไมผมยังไม่เข้าใจเลยครับ ว่าทำไมด้วยเหตุผลเหล่านี้ เด็กที่มาขอร้องให้ปรับปรุงกฎเพื่อเพิ่มเสรีภาพให้ตนเองและคนรุ่นหลัง ถึงถูกมองว่าไร้เหตุผล
ช่วยอธิบายนะครับ
“โตแล้วจะเข้าใจเอง”—ประเด็นชุดนักศึกษา
ผมเป็น นศ. ปริญญาเอกครับ อายุก็ถือว่าเลยวัยที่ต้องสวมเครื่องแบบไปแล้ว และได้ทำงานในออฟฟิศมา รวมถึงทำงานในสถานศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศมามากกว่าหนึ่งที่ครับ
สมัยเรียนปริญญาตรี ผมได้รับโอกาสไปเรียนต่างประเทศ หลังใส่เครื่องแบบนักศึกษาปีแรกในสถาบันมีชื่อได้ 7 วัน (จริงๆ นะ สถาบันไหนไม่มีชื่อไว้เรียก จะออกใบปริญญายังไงล่ะ... โธ่)
เพราะฉะนั้น ผมไม่อยู่ในกลุ่ม “ไม่อยากใส่ก็เลยมาเรียกร้อง” ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม “เด็กอมมือไม่เคยอยู่ในโลกทำงาน” ในทางกลับกัน ผมอยู่ในกลุ่มที่คุณบอกว่า “คนไม่ได้ใส่ ไม่มีโอกาสใส่ เขาอยากใส่กันจะตาย” ครับ
แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมต้อง “บังคับ” ให้สวมชุดนักศึกษาครับ
ประเด็นแรก ถ้าไม่บังคับ เดี๋ยวเด็กไม่รู้กาลเทศะ แต่งตัวไม่เป็น: ผมกลับมองว่า ถ้าไม่ได้หัดทำอะไร ก็จะทำไม่เป็นครับ ถ้าไม่หัดให้รู้จักเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก อนาคตมาเรียนรู้เอาตอนโตแล้วมันยากนะครับ
ที่สังเกตได้ชัดก็คืออาการ “อะไรก็(ไม่)ได้” ของผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นในปัจจุบัน มัวแต่อะไรก็ได้กันทั้งวัน กว่าจะตัดสินใจว่าจะกินข้าวกันที่ไหนใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
ผมมาเรียนในประเทศที่ไม่บังคับเรื่องการแต่งกาย เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ฤดูกาล ผมเป็น นศ. ปริญญาเอก ผมก็สวมเสื้อติดกระดุม ชายเข้ากางเกงยีนส์หรือผ้าสีเรียบร้อย รองเท้าหุ้มส้น ไม่จำเป็นให้เครื่องแบบมาบังคับ ฤดูร้อนผมอาจสวมแขนสั้น ฤดูหนาวก็สวมแขนยาว เสื้อสีคล้ายๆ กันสามสี่ตัวเวียนกันใส่ ผมไม่ใช่คนรวย เสื้อทำงานมีนับได้ด้วยมือข้างเดียว ก็ไม่เห็นมีใครดูถูกผมนี่ครับ
ถามว่ามีนศ. ปริญญาตรี ใส่เสื้อยืดกางเกงบอลไปเรียนไหม มีครับ เป็นบางเวลา ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นต่อไป
ประเด็นที่สอง ถ้าไม่บังคับ เดี๋ยวเขามองว่าไม่ให้เกียรติอาจารย์ สถานที่
น้องๆ ส่วนใหญ่ที่สวมเสื้อง่ายๆ มา ก็คือสวมมาฟังเล็กเชอร์ น้องๆ ให้เกียรติเล็กเชอร์ด้วยการตั้งใจฟัง จดบันทึก ถามคำถามเมื่อสงสัย และตอบเมื่ออาจารย์ให้คำถามครับ ส่วนใหญ่ ถ้าน้อง นศ. มาติดต่อราชการหรืออาจารย์เป็นการส่วนตัว ก็จะนัดวันเวลาล่วงหน้า วันนัดก็แต่งตัวเรียบร้อยครับ ตอนนี้ผมไม่ได้สอน แต่สมัยที่ผมสอน ผมจะชื่นใจเมื่อน้องๆ ตอบคำถามผมได้ เมื่อไม่แอบคุยกัน ไม่เล่นมือถือ...
...เอาล่ะ ถ้ายกแขนทีแล้วเห็นป่าพุ่มชอุ่มพรรณอันระดาดกด้วยสัตว์ป่านานาชนิด หรือถ้ายกขาไขว่ห้างแล้ว อ. หนุ่ม(นิดนึง) อย่างผมเห็นแล้วปากการ่วง ต้องก้มเก็บทุกสองนาที อย่างนี้ผมอาจจะส่ายหัวนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องเกียรติครับ เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่ง นศ. จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกด้วยตนเอง
ประเด็นที่สาม ชุดนักศึกษามันน่ารัก ผมอยากใส่ ฉันชอบใส่มันเรียบร้อยดี เลือกใส่ง่ายดี
ต้องเข้าใจว่า “การยกเลิกระเบียบบังคับชุดนักศึกษา” ที่น้องๆ รณรงค์ กับ “การบังคับห้ามใส่ชุดนักศึกษา” มันคนละเรื่องกัน อันหนึ่งคือการเพิ่มเสรีภาพ อีกอันคือการลิดรอนสิทธิ์ ไม่เห็นมีใครบอกเลย ว่าห้ามใส่ มีแต่บอกว่า อย่ามาบังคับให้ฉันใส่
และการแต่งชุดนักศึกษา ไม่ใช่หน้าที่นะครับ
ประเด็นที่สี่ ถ้าไม่ใส่เดี๋ยวไม่รู้ว่าเป็นนักศึกษานะ มิจฉาชีพที่ไหนก็ไม่รู้อาจปลอมปนมาเรียนได้
ผมไม่ใช่ นศ. ผมก็แต่งชุด นศ. ไปเรียนได้ เชื่อไหมครับว่าจะไม่มีใครสงสัยผมเลย การตัดสินว่าใครเป็น นศ. ด้วยเครื่องแต่งกาย ทำให้เกิดอาชญากรรมมาหลายแบบด้วยครับ ถ้าสงสัยว่าใครเป็นนักศึกษา ก็ดูบัตรสิครับ
ประเด็นที่ห้า ชุดนักศึกษาเป็นวัฒนธรรมของไทย จงรักษาไว้สืบลูกหลาน ไม่ควรยกเลิก
หากไทมิแปรวัฒนภาพ ผิจะทราบสิสากล
เก่าเกินก็เพลินผลิตผล จะประจักษ์ตระหนักกัน
แม้นผองจะลองจิตนการ ณ บุราณตระการนั้น
เหลือเพียง ณ ใน พิพิธภัณฑ์ ก็วิสุทธ์สะอาดดี
ควรหรือจะยื้อบุรณทัพ บได้ปรับกะโลกนี้
หมุนม้วนบทวนชลนที ผิจะย้อนกระแสกาล
ใครอ่านกลอนบทนี้แล้วบอกได้ว่าเป็นร้อยกรองประเภทไหน แปลออก ต่อได้ ผมชื่นชมมากๆ ครับ แต่ถ้าแปลไม่ออก อย่ามาหาว่าการไม่บังคับชุดนักศึกษาไทยนี้ทำลายวัฒนธรรมไทยนะ ขนาดร้อยกรองที่เป็นวัฒนธรรมไทยเหมือนกันทำไมคุยยังอ่านไม่ออก แปลไม่เป็น แต่งไม่ได้เลย
สิ่งเหล่านี้ มีคนบอกผมว่า “โตมาแล้วจะเข้าใจ” แต่ผมแก่แล้ว ทำไมผมยังไม่เข้าใจเลยครับ ว่าทำไมด้วยเหตุผลเหล่านี้ เด็กที่มาขอร้องให้ปรับปรุงกฎเพื่อเพิ่มเสรีภาพให้ตนเองและคนรุ่นหลัง ถึงถูกมองว่าไร้เหตุผล
ช่วยอธิบายนะครับ