ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะต้องพึ่งตัวเอง รักษาสิทธิ์ของตัวเอง

กระทู้สนทนา
เกือบทุกวันจะเห็นมีคนออกมาโพสต์ถึงการถูกเอาเปรียบทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการถูกร้านค้าเบียดบังทางเท้า มอเตอร์ไซด์ขับขี่บนฟุตบาท ขับขี่ย้อนศร จอดรถบนฟุตบาท ไม่จอดให้คนข้ามตรงทางม้าลาย

วันก่อนบังเอิญได้อ่านบทความจาก http://thaipublica.org/2013/09/zero-tolerance/   เราขอยกบทความมาเลยนะคะ

"เนื้อหาโดยรวมกล่าวถึงทฤษฎี "กระจกแตก" ทฤษฎีกระจกแตกนี้มีที่มาจากงานวิจัยของ James Q. Wilson อาจารย์รัฐศาสตร์เก่าแก่ของฮาวาร์ด และ George Kelling นักอาชญวิทยา ซึ่งศึกษาพฤติกรรมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายทั้งหลายจนได้ข้อสรุปว่าถ้าสังคมใดมุ่งเน้นการรักษาบรรยากาศความสงบเรียบร้อยโดยรวม โดยเคร่งครัดเอาผิดกับความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจไม่เรียกว่าคอขาดบาดตาย แต่ก็รบกวนปกติสุขของสังคมอย่างเช่นการทำลายข้าวของสาธารณะ แทนที่จะมัวสาละวนทำเฉพาะเรื่องหนักๆ อย่างพวกคดีฆ่า-ข่มขืนอย่างเดียวแล้ว สุดท้ายจะได้ผลเป็นทั้งการปราบเรื่องเล็ก และก็ป้องกันเรื่องใหญ่ไปในตัวด้วย

โดยอาจารย์ทั้งสองใช้ตัวอย่าง “กระจกแตก” เป็นตัวอธิบาย  กล่าวคือ สังคมไหนปล่อยให้มีกระจกถูกเขวี้ยงแตกมากโดยคนไม่สนใจก็เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่ดูแล้วไม่มีการรักษาความสงบเรียบร้อย สังคมอย่างนี้จะทำให้คนย่ามใจในการกระทำผิด อัตราอาชญากรรมทั้งหลายไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กจึงจะพุ่งสูงขึ้นแทบจะตามเศษกระจก แต่ถ้าย่านไหนไม่มีกระจกแตกก็จะได้ผลกลับกัน คือใครผ่านไปมาก็รู้สึกว่าแถวนั้นเป็นสังคมเคร่งระเบียบ ดังนั้น ต่อให้สันดานเสียแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้ามือบอนในบริเวณ อย่าว่าแต่จะประกอบกรรมหนักกว่านั้นอย่างพวกฆ่าข่มขืนหรือขโมยรถ

ที่สำคัญคือทฤษฎีนี้ไม่ได้จริงแต่เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น เพราะในสมัยของนายกเทศมนตรี Rudolf Giuliani ของนิวยอร์กนั้น ได้นำทฤษฎีนี้ไปแปลงเป็นนโยบาย “กูไม่ทน” หรือ “Zero Tolerance” กับการปราบอาชญากรรมในเมือง โดยสมัยที่นิวยอร์กยังจัดเป็นเมืองอันตรายมากมีพวกค้ายายิงกัน มีการข่มขืนเกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวันอย่างในสมัยนั้นนั้น แทนที่จะไปตามจับพวกที่ว่า จูลิอานีกลับทุ่มทรัพยากรไปเอาผิดอย่างจริงจังกับพวกไม่จ่ายค่ารถไฟใต้ดิน พวกพ่นกราฟิตี้ พวกฉี่หรือกินเหล้าในที่สาธารณะซึ่งความจริงแล้วก็เป็นแค่กุ๊ยเล็กกุ้ยน้อยดูไม่คุ้มแรงอย่างยิ่ง จนแรกๆ โดนคนด่าว่าตีไม่ถูกจุด

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ภาพคนหนีค่ารถไฟใต้ดินที่ถูกจับมายืนใส่กำไลเรียงกันทุกวันๆ ตรงประตูเก็บตั๋วก็ดี หรือฝาผนังที่สะอาดขึ้นเพราะปลอดกราฟิตี้ก็ดี หรือถนนหนทางที่ไม่มีกลิ่นฉี่คละคลุ้งก็ดี ดูเหมือนจะส่งสัญญาณใหม่ๆ ให้กับอาชญากรในเมืองไม่ว่าขาเล็กหรือใหญ่ให้รู้ว่าหมดยุคอันธพาลแล้ว จึงปรากฎว่าหลังจากนั้นอัตราการเกิดอาชญากรรมในนิวยอร์กก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ที่เคยยิงเคยข่มขืนกันก็ลดหายไปผิดหูผิดตา จากจำนวนคดีฆาตกรรม 2,154 คดี และจำนวนคดีร้ายแรงอื่นๆ 626,182 คดีในปีที่จูลิอานีเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ นั้น พอห้าปีถัดมาก็ลดลงกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์จนเหลือเพียง 770 คดีฆาตกรรมและ 355,893 คดีร้ายแรงเท่านั้น ยิ่งพักหลังๆ นี่นิวยอร์กจะติดโผเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในอเมริกาตลอด "

เท่าที่มาคิด ๆ ดูตามบทความข้างบน เราว่ามีส่วนถูกต้องเยอะเลย การที่เราถูกเอารัดเอาเปรียบ ส่วนหนึ่งมันเกิดจากการที่เราปล่อยปละละเลย ยอมโดนเอาเปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ  เพราะการที่เราคิดว่านิดเดียวเอง เมื่อเกิดครั้งที่ 1 มันก็มีครั้งที่ 2 และ 3 ตามมา จนกระทั่งคนที่เอาเปรียบเรา เค้ารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนทำกัน จนตอนนี้ คนที่ยอมให้เขาเหล่านั้นเอาเปรียบในตอนแรก ๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรจะไปตอบโต้ เพราะมันกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมไปแล้ว  

ครั้นเราจะทำแบบบ้านเค้าก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะตำรวจบ้านเราดูไม่ค่อยจะเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างเรา ๆ สักเท่าไหร่ เราจึงต้องพึ่งพาตนเอง เราอาจจะเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สัก 2 เรื่องก่อน

1.มอไซขับขี่บนทางเท้า ขับย้อนศร เราว่าสมัยก่อนมันไม่มี หรือไม่ได้เยอะขนาดว่ามันดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องขนาดนี้ แต่เพราะเราปล่อย และทุกคนก็เห็นว่าคนนั้นทำได้ เค้าก็ต้องทำไ้ด้ กลายเป็นคำพูดว่า "ใคร ๆ เค้าก็ทำ" แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นวัฒนธรรมไป คนเดินบนทางเท้า ต้องหลบให้มอไซ (คหสต เพิ่มเติม เรารู้สึกว่ามอไซเป็นพวกที่เข้าคิวไม่เป็น จะต้องแซงตลอด ขับบนถนน ก็ไม่ยอมต่อท้ายรถ จะต้องขับย้อนเลนขึ้นไป ขับบนฟุตบาท ก็ไม่ยอมต่อท้ายคนเดิน จะต้องแทรกเบียดคนเดินขึ้นไป  )  ถ้าเราจะเริ่มจากการไม่ยอมให้เค้าขึ้นมาขับบนทางเท้าจะทำได้ไหม ถ้าคนที่เดินฟุตบาทจะร่วมกันบอกเค้าว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเค้า  เรารู้ว่าถ้าคนเดียวพูด ต้องโดนมอไซด่ากลับแน่ ๆ เผลอ ๆ จะโดนทำร้าย แต่ถ้าถามว่าถ้าตอนนั้นมีคนเดินอยู่ 2-3 คน เมื่อคนที่ 1 ไม่ยอม คนที่ 2 ไม่ยอม คนที่ 3 ไม่ยอมเค้าจะกล้าไหม มันก็เหมือนกับสมัยก่อนที่คนไทยไม่เคยเข้าคิวกัน แต่หลังๆ มาก็เริ่มจะเข้าคิวกันแล้วนิ คือถ้าทุกคนไม่ยอม เข้าก็จะไม่สามารถมาละเมิดสิทธิ์ของเราได้ (ขอนอกเรื่องแป๊บ วันก่อนไปซื้อของที่ห้าง เรากำลังต่อคิวจะจ่ายเงิน มีคนมาจะแทรก บอกว่าเค้าขอก่อน แค่ชิ้นเดียวเอง เราบอกไปว่าไม่ได้ค่ะ ของเราก็นิดเดียว ต้องต่อคิว เค้าก็ยังตื้อจะแทรกให้ได้ คนข้างหลังเราเค้าก็เลย พูดต่อว่าไม่ได้ ต้องต่อคิว คนถัดไปพูดเหมือนกัน สุดท้ายคนนั้นต้องไปต่อคิว  แค่จะเปรียบเทียบว่ามันก็คล้ายกับกรณีนี้เท่านั้นเอง)

2.ทางม้าลาย แม้จะมีกฏหมายออกมาบังคับใช้ว่าให้ผู้ใช้รถต้องจอดให้คนข้าม ไม่งั้นต้องเสียค่าปรับ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่จอดให้คนข้าม ตำรวจก็ไม่เห็นจะมายืนปรับ แต่ทั้งนี้ ไม่อยากจะโทษรถฝ่ายเดียว เราขอโทษคนข้ามถนนด้วย ที่บางครั้งก็ไม่ยอมข้าม เพราะยังติดนิสัยที่ต้องรอให้รถจอดก่อนถึงข้าม ซึ่งบางครั้ง เราสามารถวิเคราะห์ได้ถึงความเร็วของรถคันนั้นว่าสามารถเบรคทัน หรือว่าอยู่ในระยะที่ไกลพอสมควร แต่ก็ยังไม่ข้าม แล้วยังมายืนบล็อคคนที่เดินมาทีหลังซึ่งคิดจะข้ามด้วย  จะดีไหม ถ้าเราจะข้ามถนนที่ทางม้าลาย โดยที่เราต้องเห็นว่าเราเป็นใหญ่กว่ารถ (รวมมอไซด้วย) เดินลงไปเลย ไม่ต้องรอให้คนขับเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้เราข้ามหรือไม่ แต่ต้องเราเป็นคนกำหนดว่ารถจะต้องหยุดให้เราข้าม แต่ไม่รวมถึงกรณีมีไฟเขียวไปแดงนะ อันนั้นต้องดูสัญญาณไฟ และก่อนเดินลงไปควรดูขนาดรถกับความเร็วด้วยว่าหยุดทันหรือไม่  จากที่เราทดลองมาเป็นเวลาครึ่งปี เราไม่เคยโดนรถเฉี่ยวชน เดินลงไปเลยเดี๋ยวเค้าก็หยุดเอง เพราะรถส่วนมากจะชะลอความเร็วเมื่อใกล้ทางม้าลายอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมหยุดเท่านั้นเอง แต่ไม่รวมรถเมล์นะ รถประเภทนี้ไม่เคยหยุดให้กับสิ่งใด ๆ ในโลก แม้กระทั่งไฟแดงอยู่แล้ว  บางคนอาจจะบอกว่าทำไมต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงขนาดนั้น แต่มันเป็นการเสี่ยงเพื่อที่จะได้มาซึ่งความสุขในอนาคต  ถ้าจะเปรียบเทียบมันก็คล้ายกับ คุณเห็นพวกอันธพาล รีดไถ ทำร้ายคนอื่นอยู่ทุกวัน แต่เห็นว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่สน และไม่คิดจะให้ความช่วยเหลือ จากที่เค้าสามารถรีดไถคนได้คนนึง ไม่เห็นมีใครว่าอะไร จากที่ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย  ๆ จนกลายเป็นแก๊งค์ แล้วสุดท้าย ตัวเราเองนั่นแหล่ะ ที่จะต้องโดนรีดไถด้วย  แต่ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ไม่ยอมตั้งแต่แรก คนพวกนี้ก็ไม่สามารถสร้างอิทธิพล หรือเพิ่มจำนวนขึ้นได้

3.ร้านค้าที่เบียดบังทางเท้า อันนี้จะแก้ยากหน่อย เพราะเขามาเป็นพรรคพวก ถ้าจะไปเดี่ยว ๆ คงยาก ครั้นจะทำโดยการประท้วงไม่ไปกิน ก็ดูจะเป็นปัญหา เพราะบางคนก็ยังต้องใช้ชีวิตพึ่งพาร้านพวกนั้นประทังชีวิตอยู่ งั้นขอข้ามไปก่อน

จากบทความ นิวยอร์คจากเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาชญากรรมเมืองหนึ่งของโลก แต่เค้ายังสามาถเปลี่ยนจนเดี๋ยวนี้เรียกว่าค่อนข้างปลอดภัยขนาดนี้ แต่ถ้าเรายังปล่อยปละบ้านเมืองของเราเป็นอย่างนี้ต่อไป  ไม่แน่ วันหนึ่ง กรุงเทพก็อาจจะได้ติดโผเมืองอาชญากรรมเหมือนกัน

เราไม่อยากจะเห็นวัน ๆ มีแต่คนมาพูดถึงเรื่องราวความเห็นแก่ตัวของคนในสังคม แต่ไม่เห็นจะมีการแก้ไข ไม่มีการร่วมมือกันแก้ไข และจบท้ายด้วย Thailand only มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย  ของนิวยอร์คเค้าก็เริ่มจัดการกับพวกทำความเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน เราก็น่าจะเริ่มได้เหมือนกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่