การแข่งขันฟุตบอล4แมตซ์นี้ คุณว่าแมตซ์ไหนตื่นเต้นที่สุดครับ

มียูฟ่า แชมป์เปียนลีกนัดชิงชนะเลิศปี1999 แมนยู 2-1 บาเยิร์น มิวนิค
ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกนัดชิงชนะเลิศปี2005 ลิเวอร์พูล 3-3 เอซี มิลาน (ต่อเวลาก็ยัง3-3 และลิเวอร์พูลชนะจุดโทษ)
พรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายปี2012 แมนซิตี้ 3-2 ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์
และบอลโลก2010รอบคัดเลือกเพลย์ออฟ ซาอุดิอาระเบีย 2-2 บาห์เรน

ตามความคิดเห็นผม ผมมีทัศนคติต่อแต่ละแมตซ์ดังนี้

แมตซ์ปี1999นั้น ผ่านครึ่งแรก แมนยูโดนนำไปก่อน1-0 ก็ถือว่ายังไม่ใช่โจทย์ยาก เพราะตามอยู่แค่ลูกเดียวเท่านั้น จนกระทั่งถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บแล้ว แมนยูก็ยังต้องการเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้นที่จะไม่แพ้ แล้วก็ทำสำเร็จ สามารถตีเสมอบาเยิร์นได้จากลูกยิงของเชอริงแฮม ถึงตอนนั้นแมนยูก็หายกดดันแล้ว แต่ก็ยังอุส่ายิงได้อีก1ลูกจากโซลชา ทำให้แมนยูได้แชมป์โดยไม่ต้องต่อเวลา

นัดนี้ขอเรียนตามตรงว่า เทียบกับแมนซิตี้และลิเวอร์พูลแล้ว ถือว่าแมนยูยังไม่เจอโจทย์ที่ยากเท่าแมนซิตี้และลิเวอร์พูล แต่ที่แมตซ์นี่สุดยอดและเป็นอีก1แมตซ์แห่งความทรงจำนั้น เพราะประตูที่2ของโซลชานั้นตามหลังประตูในช่วงทดเจ็บของเชอริงแฮมมาติดๆ กลายเป็นยิง2ลูกทดเจ็บพลิกจากตามมาเป็นชัยชนะได้อย่างงดงาม

สรุปผมมองว่า ชัยชนะของแมนยูเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จากการยิง2ลูกช่วงทดเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการได้ทริปเปิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาล1998-1999 แต่ในแง่ของการโกงความตาย ยังไม่กดดันมากเท่าลิเวอร์พูลกับแมนซิตี้ แต่สำหรับผู้แพ้แล้ว บาเยิร์น มิวนิคถือเป็นทีมที่ช็อกและช้ำใจที่สุดยิ่งกว่าเอซี มิลานกับแมนยู(ปี2012) ที่ผมไม่นับซาอุดิอาระเบีย เพราะซาอุถึงจะแพ้แบบช้ำใจ แต่ก็ยังไม่ใช่แมตซ์ที่ใหญ่โตเท่าอีก3นัดดังกล่าว

ส่วนแมตซ์ปี2005 ครึ่งแรกลิเวอร์พูลโดนนำไปถึง3-0แบบสู้ไม่ได้ เทียบกับ3ทีมที่เหลือ หมดครึ่งแรกลิเวอร์พูลบอบช้ำกว่าใครเพื่อน (บางคนอาจคิดว่า ครึ่งหลังจะโดนอีกกี่เม็ดวะ) เรียนตามตรงว่าผมประทับใจหัวใจของนักเตะลิเวอร์พูลในช่วงพักครึ่งมากที่สุดถ้าเทียบกับอีก3ทีมที่เหลือ ที่ครึ่งหลังมาฮึดสู้ไล่ตีเสมอ3-3ได้สำเร็จ แต่ตีเสมอได้ค่อนข้างเร็ว ดังนั้นเวลาที่เหลือจึงไม่มีไรตื่นเต้นมากถ้าเทียบกับแมนยูที่ยังตามหลังอยู่1ลูก และแมนซิตี้ที่ต้องการ2ประตู (จะโกงความตายอย่างตื่นเต้นมากกว่านี้ ถ้าผ่านนาที80แล้วยัง3-0อยู่ แล้วยิงลูกที่3ได้ตอนทดเจ็บ) สุดท้ายก็ยันเสมอมิลานไว้ได้และชนะจุดโทษในที่สุด

สรุปผมชื่นชมความใจสู้ของลิเวอร์พูลที่ครึ่งแรกโดนนำ3-0แบบสู้ไม่ได้ ครึ่งหลังกลับมาฮึดสู้จนตีเสมอ3-3ได้สำเร็จ หากถอดใจเหมือนแฟนหงส์บางคนที่ปิดทีวีตั้งแต่จบครึ่งแรกก็คงไม่มีคืนมหัศจรรย์ที่อิสตันบูลเป็นตำนานอย่างทุกวันนี้ ส่วนเรื่องการชนะด้วยจุดโทษนั้น ตัวผมเองไม่ได้แอนตี้หรือดูหมิ่นทีมที่ชนะด้วยจุดโทษ(จริงๆผมชอบดูการดวลจุดโทษด้วยซ้ำ ตื่นเต้นดี) แต่ถ้าชนะด้วยการยิงประตูได้มากกว่าอย่างแมนยูปี1999หรือแมนซิตี้ปี2012แล้ว ผมมองว่าชนะโดยการยิงประตูได้มากกว่าจะ"เท่"กว่าเล็กน้อย สำหรับผู้แพ้นั้น ความรู้สึกน่าจะเซ็ง ที่ครึ่งแรกอุส่านำตั้ง3ลูก แต่ครึ่งหลังดันมาโดนตีเสมอได้ แต่อาจช็อกน้อยกว่าบาเยิร์นที่โดนไป2ลูกช่วงทดเจ็บ บางคนอาจเถียงว่าบาเยิร์นนำแค่ลูกเดียว ยังไม่ขาด แต่มิลานนำขาดไปแล้ว ก็ถูก แต่มาโดนทดเจ็บผมว่าอัตราความช็อกน่าจะสูงกว่าคนที่นำขาดแต่ค่อยๆโดนไล่หลังมาทีละลูกนะครับ อิตาลีนัดชิงบอลยูโรปี2000ก็คงรู้สึกไม่ต่างกันมาก แต่คงช็อกน้อยกว่าบาเยิร์น เพราะไปแพ้ลูกโกลเด้นโกล เรียกว่าทั้งอิตาลีและเอซี มิลานยังมีเวลาพอที่จะ"แก้ตัว" หลังถูกตีเสมอ เลยไม่ช็อกมากเท่าบาเยิร์น

ส่วนแมนซิตี้ปี2012นั้น หมดครึ่งแรกถือว่าเป็นทีมที่ได้เปรียบกว่าใครเพื่อน เพราะนำqpr 1-0 เรียกได้ว่าถ้ารักษาสกอร์นี้ได้ก็ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง โดยไม่ต้องแช่งให้แมนยูแพ้ซันเดอร์แลนด์ (แต่สุดท้ายแมนยูก็ชนะ) แต่พอเริ่มครึ่งหลัง กลับโดนqprนำไป2-1 จากนั้นเวลาก็ลดลงเรื่อยๆ แมนซิตี้ก็เริ่มกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องยิงถึง2ประตูถึงจะได้แชมป์ จนมาตีเสมอได้ช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากเซโก้ และก็ยังมีลูกฮึดจนยิงประตูชัยได้ก่อนหมดเวลาเพียงแค่นาทีเดียว จากอกูเรโร ทำให้แมนซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกไปครองในที่สุด

นัดนี้ผมมองว่า หากแพ้ แมนซิตี้จะเป็นทีมที่"เจ็บ"ที่สุด ถ้าเทียบกับแมนยูปี99และลิเวอร์พูลปี05 เพราะก่อนแข่งแมนซิตี้ได้เปรียบแมนยู ขอแค่ชนะเท่านั้นก็จะเป็นแชมป์ แถมแมนซิตี้ยังไม่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกด้วย(แชมป์ลีกสูงสุดก็ไม่ได้มา40ปีแล้ว) หากแพ้หรือเสมอqprเท่ากับความหวังในรอบ40ปีของแมนซิตี้หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา แต่พอมาโดนqprนำ2-1 โจทย์ของแมนซิตี้คือต้องยิงให้ได้2ประตู ซึ่งผมมองว่ายากกว่าแมนยูปี99ที่ขอแค่ประตูเดียวก็ไม่แพ้(แต่ได้2ประตูเลยชนะเลย) เทียบกันแล้วเมื่อเชอริงแฮมตีเสมอให้แมนยูได้ แมนยูก็โล่งแล้ว แต่แมนซิตี้นั้นแม้ว่าเซโก้จะตีเสมอได้ช่วงทดเจ็บ แต่ถ้าไม่มีประตูที่3 ประตูที่2ก็ไร้ความหมาย เพราะแมนยูก็จะเป็นแชมป์อยู่ดี ดังนั้นประตูของอกูเรโรจึงมีความหมายเป็นอย่างมาก เปลี่ยนจากคำว่าแพ้เป็นชนะทันที (ขณะที่ประตูของเชอริงแฮมเปลี่ยนแพ้ให้เป็นเสมอ ประตูของโซลชาเปลี่ยนเสมอให้เป็นชนะ) หากจบลงด้วยผลเสมอ2-2 ผมเชื่อว่าแฟนแมนซิตี้คงบอบช้ำยิ่งกว่าแพ้2-1เสียอีก

ส่วนในแง่ของผู้แพ้ ผมมองว่าแมนยู ซึ่งชวดแชมป์ไปในวินาทีสุดท้ายของการแข่งขันนั้น"เจ็บ" น้อยกว่าบาเยิร์นและมิลาน เพราะก่อนแข่งแมนซิตี้ก็ได้เปรียบอยู่แล้ว แฟนแมนยูก็คงทำใจล่วงหน้าไว้แล้ว อีกอย่างแมนยูได้แชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วถึง12สมัย(ในขณะนั้น) พลาดไปซักปีคงไม่ถึงกับเซ็งมากนัก (ถ้าทีมที่ชวดแชมป์เป็นลิเวอร์พูลคงดราม่าหนักกว่านี้) ดูจากสีหน้าปาร์คจีซุง ถึงจะเซ็งๆแต่ก็ยังยิ้มได้ เพราะสำหรับนักเตะเกาหลีใต้คนนึง ได้มาเป็นตัวหลักของแมนยู ทำประตูทีมใหญ่มาแล้วหลายทีม และได้แชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีก4สมัย คาร์ลิงคัพ3สมัย และยูฟ่า แชมป์เปียนลีก1สมัยแล้ว พลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกปีเดียวคงไม่ทำให้ยอดนักเตะแดนโสมผู้นี้บอบช้ำมากนัก ส่วนqprนั้นก็รอดตกชั้น การพ่ายแพ้นัดนี้ของqprก็ถือว่าไม่เลวร้ายเกินไปนัก

นัดสุดท้าย บอลโลก2010รอบคัดเลือกเพลย์ออฟ ระหว่างซาอุดิอาระเบียกับบาห์เรน นัดแรกเล่นที่บ้านบาห์เรน เสมอกัน0-0 นัดที่2แข่งที่ซาอุ ครึ่งแรกเสมอกัน1-1 หากจบลงด้วยผลสกอร์นี้ บาห์เรนจะได้เข้ารอบตามกฎประตูทีมเยือน แต่แล้วช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซาอุก็ยิงแซงบาห์เรนเป็น2-1ได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงดีใจกระหึ่มของแฟนบอลซาอุทั้งสนาม ขณะที่ซาอุกำลังรอเสียงนกหวีดหมดเวลาเพื่อเข้ารอบอยู่นั้น บาห์เรนก็ฮึดสู้ตีเสมอซาอุ2-2ได้สำเร็จ ทำเอาแฟนบอลชาวซาอุทั้งสนามหุบยิ้มแทบไม่ทัน จบเกมส์บาห์เรนเสมอซาอุ2-2 ผ่านเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน

ในแง่ของผู้ชนะ ผมมองว่าบาห์เรนใจสู้ตรงที่โดนนำช่วงทดเจ็บแล้ว ก็ยังฮึดยิงคืนมาได้ คล้ายกับยูโรปี2008ที่โครเอเชียขึ้นนำตุรกีนาทีที่120 แต่ตุรกีก็ยังฮึดสู้ตีเสมอได้เช่นกัน แต่โครเอเชียยังดีกว่าซาอุตรงที่ยังมีโอกาสแก้ตัวด้วยการดวลจุดโทษ (แต่ก็แพ้ตุรกีในที่สุด) ส่วนซาอุนั้น ผมว่าคงปรับอารมณ์ไม่ทันเลยทีเดียว ตอนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บยังเสมอ1-1 คงจะรู้สึกกดดัน เพราะกำลังจะแพ้ด้วยกฎประตูทีมเยือน แต่พอยิงขึ้นนำได้ ก็ตีใจอย่างถล่มทลาย (เพราะ1ประตูนั้นมีค่า พลิกจากแพ้เป็นชนะในลูกเดียว เช่นเดียวกับลูกของอกูเรโร) แต่ดีใจไม่ทันไรบาห์เรนก็ดันมาตีเสมอได้อีก เรียกได้ว่า ร้องไห้อยู่ดีๆก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะ แต่หัวเราะได้ไม่นานก็กลับมาร้องไห้อีกที ภายในไม่กี่นาที

แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ถึงซาอุจะช็อกแค่ไหน ก็ยังไม่เจ็บช้ำหนักเพราะซาอุเองก็ไปบอลโลกมาแล้วหลายสมัย และนัดที่เป็นเพียงนัดเพลย์ออฟ เพื่อหาตัวแทนไปเพลย์ออฟกับนิวซีแลนด์เท่านั้น ขณะที่บาห์เรนซึ่งยังไม่เคยไปบอลโลกถึงจะเอาชนะซาอุได้ แต่สุดท้ายก็ไปพ่ายแพ้ให้กับนิวซีแลนด์ในรอบถัดไป ทำให้เป็นการลดทอนคุณค่าของฟุตบอลนัดนี้ ที่สุดท้ายบาห์เรนเองก็ยังไม่ได้ไปบอลโลกอยู่ดี
1. สรุปว่าชอบแมตซ์ไหนที่สุดครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่