พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว เรามักเรียกกันสั้นๆว่า "พระพุทธพจน์" หรือ "พระพุทธวจนะ" นั้น เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา ดังพระดำรัสที่ทรงตรัสไว้กับพระอานนท์ว่า
"โยโว อานนฺท ธมฺโม จ เทสิโต วินโย จ ปญฺญตฺโต โส มม อจฺจเยน สตฺถา
ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนเรา ปกครองท่านแทนเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
ครั้นวันเวลาได้ล่วงเลยมาอย่างยาวนาน มักมีการนำเอา "พระพุทธพจน์" หรือ "พระพุทธวจนะ" มาแอบอ้างสร้างภาพให้กับตนเอง ทั้งๆที่มีพระพุทธโอวาท เพื่อป้องกันการนำมาใช้เป็น "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง"
โดยให้อาศัยหลักเกณฑ์ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ใน "มหาประเทศ ๔" และ "กาลามสูตร" อันมีไว้เพื่อตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง แล้วจึงนำสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง และศึกษามานั้น มาสมาทานลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริง ตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง กับ "ผล" ให้รอบคอบเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบเชื่อ
อันเป็นพระพุทธปัญญาอันชาญฉลาด เพื่อรักษาพุทธบุตรไว้ให้อยู่รอดปลอดภัยจากสิ่งปลอมปน...
เมื่อพูดถึง "ศีล" ซึ่งเป็นธรรมอันงดงามในเบื้องต้น พอสรุปได้ว่า "ศีล" เป็นความงดงาม ณ ภายในจิตใจของตน ไม่ใช่ที่เป็นสิ่งภายนอกตน สามารถปรากฏให้เห็นได้ พิสูจน์ได้ เมื่ออยู่ร่วมกันเท่านั้น ... ในปัจจุบันจึงมักมีการแอบอ้างสร้างภาพในเรื่องนี้กันมาก เพราะพิสูจน์ได้ยาก
บุคคลพวกนี้ มักมีบุคคลิกภาพภายนอกที่สุภาพอ่อนน้อม นุ่มนวล ชวนหลงใหล แถมมีวาจาไพเราะ สนทนาด้วยน้ำคำเป็นกันเอง ชวนแนบสนิทชิดใกล้ นั่นแหละ คือยาพิษอย่างร้ายแรง ที่เคลือบอาบฉาบทาด้วยน้ำผึ้งที่แสนหวาน เพื่อไม่ให้มองเห็นพิษร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ ณ ภายในจิตใจ
ในปัจจุบันกลุ่มบุคคลที่ว่ามานี้ มีมากยิ่งๆ ขึ้น เหตุเพราะบุคคลเหล่านี้ "ขาดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง" อันเป็นรากฐานสำคัญ จนกลายเป็นนิสัยถาวรไปเสียแล้ว
สำหรับการป้องกันบุคคลเหล่านี้ มีวิธีแก้ไขไม่ให้ถูกบุคคลคนเช่นนี้หลอกลวงได้ง่ายๆ คือการค้นคว้าหาหลักธรรมทาง "จิตใจ" เพื่อป้องกันตนเอง ด้วยการปฏิบัติธรรมตาม "พุทธโอวาท" ที่ทรงสั่งสอนไว้ดีแล้ว ใน "โอวาทปฏิโมกข์"
"สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
โดย "การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามยปัญญา" หรือที่เรียก "สัมมาสมาธิ" ในอริยมรรค ๘ เพื่อชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายนั่นเอง
เมื่อขาด "ศีล" รองรับ พอกล่าวถึง "สมาธิ" หรือ "ภาวนามยปัญญา" แล้ว มักเป็นปัญหายาขมสำหรับบุคคลจำนวนมากอีกนั่นแหละ จึงเกิดมีพวกที่ฉลาดแกมโกงเจ้าปัญญาทางโลก มีจิตวิทยารู้ดีในเรื่องนี้ ได้คิดค้นเพื่อหาวิธีง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น ในการปฏิบัติธรรม
โดยอาศัยช่องทางที่แอบอ้างมาจากตำราบ้างล่ะ จากบุคคลที่น่าเชื่อถือบางล่ะ หรือจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฝ่ายอรัญญวาสีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบบ้างล่ะฯ มารับรองความคิดเห็นของตน ที่ได้แอบอ้างไว้ เพราะรู้ดีว่าปัจจุบันนี้ "สังคมชาวพุทธยังอ่อนแอ" คนทั่วไปขาดที่พึ่งพิงที่แท้จริงนั่นเอง เนื่องจากของแท้ของจริง เริ่มหายากเข้าไปทุกที
จึงปรากฏ "อริยะนาโน" ที่เกิดจากการใช้ "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง" โดยนำเอาคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาบังหน้า หนุนเสริม ให้ดูน่าเชื่อถือ จนผู้คนหลงใหลได้ปลื้ม แห่แหนไปกราบไหว้บูชา โดยไม่รู้ว่า นั่นมีการซ่อนกลโกงด้วยวิชาการตลาดที่แยบยล
มีการแอบอ้างสอนหลักสูตร "อริยะนาโน" แบบไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากกายใจ ในการนั่งหลังขดหลังแข็ง "ปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา" เพื่อให้เข้าถึง "ความรู้ยิ่งเห็นจริง"
สอนเพียงแค่ให้คอยระลึกรู้ ดูกาย-ดูใจของตนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการฝึกฝนอบรม "จิตของตน" ด้วยการ "ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามยปัญญา" แล้ว สติ สมาธิ จะเกิดขึ้นมาได้เองโดย "อัตโนมัติ" (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ครับ)
โดยอาศัยความเจ้าเล่ห์เพทุบายซ่อนเงื่อนซ่อนกล ด้วยคำว่า "ระลึกรู้" และคำว่า "รู้ชัดว่า" โดยแอบอ้างจากช่องว่างของตำรา และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งท่านเทศน์ไปตามสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นของผู้ฟังอยู่ในขณะนั้นๆ จึงเหมือนไม่มีขั้นตอน
แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อเป็นยาขม ก็คือ "ยาขม" เพราะไม่มีใครชอบในเรื่องเหนื่อยยากลำบาก ถึงแม้นจะรู้อยู่ว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" ก็ตาม เมื่อมีคนมาเสนอวิธีการที่ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้นให้ มีหรือจะปล่อยให้โอกาสอันงามอย่างนั้นผ่านพ้นไปง่ายๆ เช่นกัน
ถึงแม้นเมื่อปฏิบัติตามหลักสูตร "อริยะนาโน" แล้ว ยังรู้สึกได้ว่า "มีความหวั่นไหว ต่ออารมณ์บางอย่าง ได้ง่ายๆ" อันปรากฏให้รู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่เพราะความกลัวเสียหน้า เนื่องจากเป็นของเกิด ณ ภายในตน ที่ไม่มีใครรู้เห็น เพียงแค่รู้จักเก็บอารมณ์ข่มกิเลสไว้ด้วย "ถิรสัญญา" ที่ตนเองดูกาย-ดูใจจนจดจำอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่นี้ก็สำเร็จ คุยอวด โม้เป็น "อริยะนาโน" ได้โดยไม่ต้องอายใครแล้ว
ในปัจจุบัน น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีการแอบอ้างนำเอา "พระพุทธพจน์ ในมหาสติปัฏฐานสูตร" มาแอบอ้างว่า พระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการปฏิบัติ "ภาวนามยปัญญา ด้วยอานาปานสติกรรมฐาน"
เล่นกันแบบซึ่งๆหน้ากันเลย ว่าเริ่มจาก "บรรพะ" อื่นๆ ที่อยู่ในหมวดกายก็ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นฝึกฝนอบรม "ภาวนาอานาปานสติ" เพื่อให้รู้จักกายในกายเป็นภายในอีกแล้ว
ดูความเจ้าเล่ห์เพทุบายแสนกลซ่อนปมปนไปด้วย "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง" โดยไม่เคย "รับผิดชอบ" ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปเลย
แต่เป็นความโชคดีที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์ด้วยความรัดกุมรอบคอบ เพื่อป้องกันพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายที่ไม่รู้จัก "รับผิดชอบ"
พระพุทธองค์ทรงแยก "อานาปานสติ" ออกมาเป็น "บรรพะ" หนึ่ง ต่างหาก ใน หมวดกาย เพื่อรองรับเชื่อมโยงกับพระสูตรอื่น ที่ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว อาทิใน "สมาธิสูตร" และในพระสูตรอื่นๆ มีพระบาลีดังนี้
"อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
มหปฺผลา โหติ มหานิสํสาฯ
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรติฯ
ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญให้มากแล้ว
สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติฯ
ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์
สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา พหุลีกตา
โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติฯ
ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์"
พระสูตรชัดเจนแจ่มแจ้งว่า การเจริญอานาปานสติ ทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ ... ทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ... ทำให้เกิดวิชชา จิตหลุดพ้นได้
เมื่อพิจารณาจากพระบาลีแล้ว จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเน้นเป็นนัยยะสำคัญของ "อานาปานสติ บรรพะ" ไว้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับพระสูตรอื่นอีกหลายพระสูตร ...
แต่พวกนักดัน...ทั้งหลาย ก็มีความพยายามอย่างสูงจริงๆ โดยแอบอ้างว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจน ไม่มีตรงไหนเลยในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ว่า ต้องเริ่มอย่างนี้ ๑ ๒ ๓ ตามลำดับ
ต้องถือว่าเป็นความแยบยลอย่างร้ายกาจ ซ่อนกลไว้ในกมล...ของตน ใช่!!! คงไม่มีใครเถียงที่ได้นำมาอ้างแบบนั้น ว่าเป็น "อีกข้อหนึ่ง" หรือ "บรรพะหนึ่ง" ที่มีอยู่ในหมวดกายเช่นกัน
ถ้าหมวดกายในบรรพะอื่นๆ มีความสำคัญแยบคาย ที่ทำให้มหาสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้เช่นเดียวกัน กับ "อานาปานสติ" แล้ว พระพุทธองค์ควรจะมีพระบาลีกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสติระลึกให้รู้อยู่ที่กายในกาย เมื่อกระทำให้มาก เจริญให้มาก ดีแล้ว ย่อมยังให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้เช่นกัน" แต่ไม่เคยมีปรากฏในที่ไหนๆ
เมื่อพระพุทธองค์ มิได้ทรงตรัส หรือบัญญัติอะไรไว้ ก็อย่าพยายามบัญญัติกันเอาเองเลย
ต้องกล่าวว่า เมื่อเป็นแบบที่อ้างมา จะแตกต่างกับศาสนาอื่นๆ และบุคคลทั่วๆไปที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ตรงไหน? เพราะที่กล่าวมานั้น ก็ล้วนดูกายดูใจของตนเหมือนกันไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมจึงไม่เห็นกายใจที่แท้จริงของตนล่ะ? ทั้งนี้เพราะเป็นการดูไปตามความต้องการของ กิเลสอ้าง ว่าดูกายใจ แต่ไม่เคยได้รู้เห็น ไม่เคยเข้าถึงความเป็นจริงของกายใจเลย ใช่หรือไม่?
อย่าได้ใช้ "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง" อีกเลย เพราะพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้น จะเกิดความเสียหายจากอริยมรรค ๘ ได้
พระพทุธองค์ทรงตรัสรู้ "ความจริงแท้ ๔ ประการ สู่ความเป็นอริยะ" หรือเรียกว่า "อริยสัจ ๔" พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมดนั้น ล้วนต้องสามารถตริตรอง ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้เช่นกัน
เรามาพิจารณาตริตรอง เพื่อให้รู้เห็นตามจริงว่า ทำไมจึงต้องปฏิบัติธรรมโดยเริ่มต้นที่ "อานาปานสติ" ที่เป็น "สัมมาสมาธิกรรมฐาน" ที่เป็นใหญ่เป็นประธานใน "อริยมรรค ๘" เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ (มีพระพุทธพจน์ในสมาธิสูตรรับรองไว้)
ทำไมจึงต้องให้เริ่มต้นที่นี่ คือ "อานาปานสติกรรมฐาน" ก่อน ในเมื่อ "บรรพะ" อื่นๆ ก็อยู่ในหมวดกายเช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่า บุคคลทั่วไปนั้น ก็ล้วนดูกายดูใจของตนเป็นปกติเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยรู้เห็นกายใจที่แท้จริงของตน นั่นเพราะยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นเพียงการดูกายใจที่เต็มไปด้วย กิเลสอ้าง ยังขาดสติคอยกำกับไว้ เนื่องจากยังไม่รู้จัก นามกายที่ซ่อนอยู่ในกาย อันเป็นภายในอยู่ ที่เรียกว่า "จิต"
การปฏิบัติ "อริยมรรค ๘" นั้น เป็นการสร้างสติ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเนืองๆ ที่ฐานที่ตั้งของสติ โดยการฝึกหัดสร้างสติให้เกิดขึ้น กำกับที่จิตของตนได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ "อานาปานสติภาวนา" เป็นการฝึกให้มีสติกำหนดรู้อยู่ทุกลมหายใจที่เข้า-ออก เป็นกายสังขารที่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ เแต่สัมผัสได้ ที่เรียกว่า พิจารณากายในกาย นั่นเอง
เป็นวิธีการฝึกสร้างสติที่ต้องอาศัยความพากเพียรพยายาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน และแม่นยำในการเริ่มฝึกหัดให้รู้จักสติ ทำให้จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้ เมื่อมาดูกาย-ใจย่อม "รู้ชัดว่า" กำลังกระทำอะไรอยู่ ไม่ถูก กิเลสอ้าง ลากเอาไปกินได้ง่ายๆ
เมื่อพิจารณากายในกายเป็นภายใน จนเห็น "จิต" ได้ชัดเจน เมื่อเห็น "จิต" ได้ชัด "เวทนา กับ ธรรม" ก็ย่อมปรากฏตามมา ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้เช่นกัน
[...ลองมาดูหมวดกายในกายที่ให้พิจารณาซากศพ ทำไมต้องพิจารณาซากศพอยู่เหนือลม เพราะอะไร? เพราะถ้าพิจารณาอยู่ใต้ลมแล้ว เมื่อลมพัดพาเอากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์มารบกวน จะทำให้จิตใจไม่สงบตั่งมั่นหวั่นไหวไปกับกลิ่นของซากศพนั้นได้...]
สรุปได้ว่า เมื่อยังไม่รู้จักการสร้างสติแบบต่อเนื่องเนืองๆ (สติปัฏฐาน) แล้ว การฝึกฝนอบรมให้รู้จักประคองจิตของผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา "อานาปานสติ" ให้มีสติสงบตั้งมั่นได้ ในขณะหลับตาภาวนานั้น สามารถนำมาใช้ในระหว่างวัน เพื่อช่วยให้เกิดประโยชน์ในการพิจารณากายในกาย ในบรรพะอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ได้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้น ดีกว่าผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนอบรม "จิตของตน" มาก่อน ซึ่งก็จะเหมือนคนทั่วๆไป ที่ดูกายดูใจไปวันๆ ตาม กิเลสอ้าง นั่นเอง
มีพระสูตรที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ในเรื่อง "ภาวนา" มาให้พิจารณาเพื่อตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียงกับบทความที่อ้างถึง
"ดูก่อนอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลายกิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ
ดูก่อนอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าได้ประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือนร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ"
(อาเนญชสัปปายสูตร)
เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต
พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง [1]
"โยโว อานนฺท ธมฺโม จ เทสิโต วินโย จ ปญฺญตฺโต โส มม อจฺจเยน สตฺถา
ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนเรา ปกครองท่านแทนเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
ครั้นวันเวลาได้ล่วงเลยมาอย่างยาวนาน มักมีการนำเอา "พระพุทธพจน์" หรือ "พระพุทธวจนะ" มาแอบอ้างสร้างภาพให้กับตนเอง ทั้งๆที่มีพระพุทธโอวาท เพื่อป้องกันการนำมาใช้เป็น "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง"
โดยให้อาศัยหลักเกณฑ์ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ใน "มหาประเทศ ๔" และ "กาลามสูตร" อันมีไว้เพื่อตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง แล้วจึงนำสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง และศึกษามานั้น มาสมาทานลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริง ตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง กับ "ผล" ให้รอบคอบเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบเชื่อ
อันเป็นพระพุทธปัญญาอันชาญฉลาด เพื่อรักษาพุทธบุตรไว้ให้อยู่รอดปลอดภัยจากสิ่งปลอมปน...
เมื่อพูดถึง "ศีล" ซึ่งเป็นธรรมอันงดงามในเบื้องต้น พอสรุปได้ว่า "ศีล" เป็นความงดงาม ณ ภายในจิตใจของตน ไม่ใช่ที่เป็นสิ่งภายนอกตน สามารถปรากฏให้เห็นได้ พิสูจน์ได้ เมื่ออยู่ร่วมกันเท่านั้น ... ในปัจจุบันจึงมักมีการแอบอ้างสร้างภาพในเรื่องนี้กันมาก เพราะพิสูจน์ได้ยาก
บุคคลพวกนี้ มักมีบุคคลิกภาพภายนอกที่สุภาพอ่อนน้อม นุ่มนวล ชวนหลงใหล แถมมีวาจาไพเราะ สนทนาด้วยน้ำคำเป็นกันเอง ชวนแนบสนิทชิดใกล้ นั่นแหละ คือยาพิษอย่างร้ายแรง ที่เคลือบอาบฉาบทาด้วยน้ำผึ้งที่แสนหวาน เพื่อไม่ให้มองเห็นพิษร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ ณ ภายในจิตใจ
ในปัจจุบันกลุ่มบุคคลที่ว่ามานี้ มีมากยิ่งๆ ขึ้น เหตุเพราะบุคคลเหล่านี้ "ขาดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง" อันเป็นรากฐานสำคัญ จนกลายเป็นนิสัยถาวรไปเสียแล้ว
สำหรับการป้องกันบุคคลเหล่านี้ มีวิธีแก้ไขไม่ให้ถูกบุคคลคนเช่นนี้หลอกลวงได้ง่ายๆ คือการค้นคว้าหาหลักธรรมทาง "จิตใจ" เพื่อป้องกันตนเอง ด้วยการปฏิบัติธรรมตาม "พุทธโอวาท" ที่ทรงสั่งสอนไว้ดีแล้ว ใน "โอวาทปฏิโมกข์"
"สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
โดย "การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามยปัญญา" หรือที่เรียก "สัมมาสมาธิ" ในอริยมรรค ๘ เพื่อชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายนั่นเอง
เมื่อขาด "ศีล" รองรับ พอกล่าวถึง "สมาธิ" หรือ "ภาวนามยปัญญา" แล้ว มักเป็นปัญหายาขมสำหรับบุคคลจำนวนมากอีกนั่นแหละ จึงเกิดมีพวกที่ฉลาดแกมโกงเจ้าปัญญาทางโลก มีจิตวิทยารู้ดีในเรื่องนี้ ได้คิดค้นเพื่อหาวิธีง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น ในการปฏิบัติธรรม
โดยอาศัยช่องทางที่แอบอ้างมาจากตำราบ้างล่ะ จากบุคคลที่น่าเชื่อถือบางล่ะ หรือจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฝ่ายอรัญญวาสีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบบ้างล่ะฯ มารับรองความคิดเห็นของตน ที่ได้แอบอ้างไว้ เพราะรู้ดีว่าปัจจุบันนี้ "สังคมชาวพุทธยังอ่อนแอ" คนทั่วไปขาดที่พึ่งพิงที่แท้จริงนั่นเอง เนื่องจากของแท้ของจริง เริ่มหายากเข้าไปทุกที
จึงปรากฏ "อริยะนาโน" ที่เกิดจากการใช้ "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง" โดยนำเอาคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาบังหน้า หนุนเสริม ให้ดูน่าเชื่อถือ จนผู้คนหลงใหลได้ปลื้ม แห่แหนไปกราบไหว้บูชา โดยไม่รู้ว่า นั่นมีการซ่อนกลโกงด้วยวิชาการตลาดที่แยบยล
มีการแอบอ้างสอนหลักสูตร "อริยะนาโน" แบบไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากกายใจ ในการนั่งหลังขดหลังแข็ง "ปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา" เพื่อให้เข้าถึง "ความรู้ยิ่งเห็นจริง"
สอนเพียงแค่ให้คอยระลึกรู้ ดูกาย-ดูใจของตนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการฝึกฝนอบรม "จิตของตน" ด้วยการ "ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามยปัญญา" แล้ว สติ สมาธิ จะเกิดขึ้นมาได้เองโดย "อัตโนมัติ" (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ครับ)
โดยอาศัยความเจ้าเล่ห์เพทุบายซ่อนเงื่อนซ่อนกล ด้วยคำว่า "ระลึกรู้" และคำว่า "รู้ชัดว่า" โดยแอบอ้างจากช่องว่างของตำรา และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งท่านเทศน์ไปตามสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นของผู้ฟังอยู่ในขณะนั้นๆ จึงเหมือนไม่มีขั้นตอน
แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อเป็นยาขม ก็คือ "ยาขม" เพราะไม่มีใครชอบในเรื่องเหนื่อยยากลำบาก ถึงแม้นจะรู้อยู่ว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" ก็ตาม เมื่อมีคนมาเสนอวิธีการที่ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้นให้ มีหรือจะปล่อยให้โอกาสอันงามอย่างนั้นผ่านพ้นไปง่ายๆ เช่นกัน
ถึงแม้นเมื่อปฏิบัติตามหลักสูตร "อริยะนาโน" แล้ว ยังรู้สึกได้ว่า "มีความหวั่นไหว ต่ออารมณ์บางอย่าง ได้ง่ายๆ" อันปรากฏให้รู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่เพราะความกลัวเสียหน้า เนื่องจากเป็นของเกิด ณ ภายในตน ที่ไม่มีใครรู้เห็น เพียงแค่รู้จักเก็บอารมณ์ข่มกิเลสไว้ด้วย "ถิรสัญญา" ที่ตนเองดูกาย-ดูใจจนจดจำอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่นี้ก็สำเร็จ คุยอวด โม้เป็น "อริยะนาโน" ได้โดยไม่ต้องอายใครแล้ว
ในปัจจุบัน น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีการแอบอ้างนำเอา "พระพุทธพจน์ ในมหาสติปัฏฐานสูตร" มาแอบอ้างว่า พระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการปฏิบัติ "ภาวนามยปัญญา ด้วยอานาปานสติกรรมฐาน"
เล่นกันแบบซึ่งๆหน้ากันเลย ว่าเริ่มจาก "บรรพะ" อื่นๆ ที่อยู่ในหมวดกายก็ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นฝึกฝนอบรม "ภาวนาอานาปานสติ" เพื่อให้รู้จักกายในกายเป็นภายในอีกแล้ว
ดูความเจ้าเล่ห์เพทุบายแสนกลซ่อนปมปนไปด้วย "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง" โดยไม่เคย "รับผิดชอบ" ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปเลย
แต่เป็นความโชคดีที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์ด้วยความรัดกุมรอบคอบ เพื่อป้องกันพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายที่ไม่รู้จัก "รับผิดชอบ"
พระพุทธองค์ทรงแยก "อานาปานสติ" ออกมาเป็น "บรรพะ" หนึ่ง ต่างหาก ใน หมวดกาย เพื่อรองรับเชื่อมโยงกับพระสูตรอื่น ที่ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว อาทิใน "สมาธิสูตร" และในพระสูตรอื่นๆ มีพระบาลีดังนี้
"อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
มหปฺผลา โหติ มหานิสํสาฯ
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว
จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรติฯ
ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญให้มากแล้ว
สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติฯ
ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์
สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา พหุลีกตา
โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติฯ
ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์"
พระสูตรชัดเจนแจ่มแจ้งว่า การเจริญอานาปานสติ ทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ ... ทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ... ทำให้เกิดวิชชา จิตหลุดพ้นได้
เมื่อพิจารณาจากพระบาลีแล้ว จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเน้นเป็นนัยยะสำคัญของ "อานาปานสติ บรรพะ" ไว้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับพระสูตรอื่นอีกหลายพระสูตร ...
แต่พวกนักดัน...ทั้งหลาย ก็มีความพยายามอย่างสูงจริงๆ โดยแอบอ้างว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจน ไม่มีตรงไหนเลยในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ว่า ต้องเริ่มอย่างนี้ ๑ ๒ ๓ ตามลำดับ
ต้องถือว่าเป็นความแยบยลอย่างร้ายกาจ ซ่อนกลไว้ในกมล...ของตน ใช่!!! คงไม่มีใครเถียงที่ได้นำมาอ้างแบบนั้น ว่าเป็น "อีกข้อหนึ่ง" หรือ "บรรพะหนึ่ง" ที่มีอยู่ในหมวดกายเช่นกัน
ถ้าหมวดกายในบรรพะอื่นๆ มีความสำคัญแยบคาย ที่ทำให้มหาสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้เช่นเดียวกัน กับ "อานาปานสติ" แล้ว พระพุทธองค์ควรจะมีพระบาลีกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสติระลึกให้รู้อยู่ที่กายในกาย เมื่อกระทำให้มาก เจริญให้มาก ดีแล้ว ย่อมยังให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้เช่นกัน" แต่ไม่เคยมีปรากฏในที่ไหนๆ
เมื่อพระพุทธองค์ มิได้ทรงตรัส หรือบัญญัติอะไรไว้ ก็อย่าพยายามบัญญัติกันเอาเองเลย
ต้องกล่าวว่า เมื่อเป็นแบบที่อ้างมา จะแตกต่างกับศาสนาอื่นๆ และบุคคลทั่วๆไปที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ตรงไหน? เพราะที่กล่าวมานั้น ก็ล้วนดูกายดูใจของตนเหมือนกันไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมจึงไม่เห็นกายใจที่แท้จริงของตนล่ะ? ทั้งนี้เพราะเป็นการดูไปตามความต้องการของ กิเลสอ้าง ว่าดูกายใจ แต่ไม่เคยได้รู้เห็น ไม่เคยเข้าถึงความเป็นจริงของกายใจเลย ใช่หรือไม่?
อย่าได้ใช้ "พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง" อีกเลย เพราะพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้น จะเกิดความเสียหายจากอริยมรรค ๘ ได้
พระพทุธองค์ทรงตรัสรู้ "ความจริงแท้ ๔ ประการ สู่ความเป็นอริยะ" หรือเรียกว่า "อริยสัจ ๔" พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมดนั้น ล้วนต้องสามารถตริตรอง ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้เช่นกัน
เรามาพิจารณาตริตรอง เพื่อให้รู้เห็นตามจริงว่า ทำไมจึงต้องปฏิบัติธรรมโดยเริ่มต้นที่ "อานาปานสติ" ที่เป็น "สัมมาสมาธิกรรมฐาน" ที่เป็นใหญ่เป็นประธานใน "อริยมรรค ๘" เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ (มีพระพุทธพจน์ในสมาธิสูตรรับรองไว้)
ทำไมจึงต้องให้เริ่มต้นที่นี่ คือ "อานาปานสติกรรมฐาน" ก่อน ในเมื่อ "บรรพะ" อื่นๆ ก็อยู่ในหมวดกายเช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่า บุคคลทั่วไปนั้น ก็ล้วนดูกายดูใจของตนเป็นปกติเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยรู้เห็นกายใจที่แท้จริงของตน นั่นเพราะยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นเพียงการดูกายใจที่เต็มไปด้วย กิเลสอ้าง ยังขาดสติคอยกำกับไว้ เนื่องจากยังไม่รู้จัก นามกายที่ซ่อนอยู่ในกาย อันเป็นภายในอยู่ ที่เรียกว่า "จิต"
การปฏิบัติ "อริยมรรค ๘" นั้น เป็นการสร้างสติ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเนืองๆ ที่ฐานที่ตั้งของสติ โดยการฝึกหัดสร้างสติให้เกิดขึ้น กำกับที่จิตของตนได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ "อานาปานสติภาวนา" เป็นการฝึกให้มีสติกำหนดรู้อยู่ทุกลมหายใจที่เข้า-ออก เป็นกายสังขารที่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ เแต่สัมผัสได้ ที่เรียกว่า พิจารณากายในกาย นั่นเอง
เป็นวิธีการฝึกสร้างสติที่ต้องอาศัยความพากเพียรพยายาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน และแม่นยำในการเริ่มฝึกหัดให้รู้จักสติ ทำให้จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้ เมื่อมาดูกาย-ใจย่อม "รู้ชัดว่า" กำลังกระทำอะไรอยู่ ไม่ถูก กิเลสอ้าง ลากเอาไปกินได้ง่ายๆ
เมื่อพิจารณากายในกายเป็นภายใน จนเห็น "จิต" ได้ชัดเจน เมื่อเห็น "จิต" ได้ชัด "เวทนา กับ ธรรม" ก็ย่อมปรากฏตามมา ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้เช่นกัน
[...ลองมาดูหมวดกายในกายที่ให้พิจารณาซากศพ ทำไมต้องพิจารณาซากศพอยู่เหนือลม เพราะอะไร? เพราะถ้าพิจารณาอยู่ใต้ลมแล้ว เมื่อลมพัดพาเอากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์มารบกวน จะทำให้จิตใจไม่สงบตั่งมั่นหวั่นไหวไปกับกลิ่นของซากศพนั้นได้...]
สรุปได้ว่า เมื่อยังไม่รู้จักการสร้างสติแบบต่อเนื่องเนืองๆ (สติปัฏฐาน) แล้ว การฝึกฝนอบรมให้รู้จักประคองจิตของผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา "อานาปานสติ" ให้มีสติสงบตั้งมั่นได้ ในขณะหลับตาภาวนานั้น สามารถนำมาใช้ในระหว่างวัน เพื่อช่วยให้เกิดประโยชน์ในการพิจารณากายในกาย ในบรรพะอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ได้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้น ดีกว่าผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนอบรม "จิตของตน" มาก่อน ซึ่งก็จะเหมือนคนทั่วๆไป ที่ดูกายดูใจไปวันๆ ตาม กิเลสอ้าง นั่นเอง
มีพระสูตรที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ในเรื่อง "ภาวนา" มาให้พิจารณาเพื่อตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียงกับบทความที่อ้างถึง
"ดูก่อนอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลายกิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ
ดูก่อนอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าได้ประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือนร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ"
(อาเนญชสัปปายสูตร)
เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต