บทที่ ๑
http://pantip.com/topic/30905106 บทที่ ๒
http://pantip.com/topic/30936995
บทที่ ๓
http://pantip.com/topic/30977636

(ขอบคุณทุกเสียง ทุกความรู้สึก ของผู้เข้าร่วมชมรม 'คนมีสัมผัส' ในบทที่ผ่าน ๆ มา) ^ _ ^
บทที่ ๔
เงาดำนั้นยังมิได้เลือนหาย แต่ไม่ปรากฏรูปร่างชัดเจน สิ่งเดียวที่ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมาคือจุดสีแดงสว่างโพลงตรงส่วนหัวซึ่งดูคล้ายดวงตา
“ต่อเปิดไฟ!” ต้นรีบบอกน้องชาย
เสียงเข้มของเขาทำให้ต่อหายตกตะลึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งไปกดสวิตซ์ไฟข้างประตู
แสงไฟนีออนสว่างจ้าขึ้นในเวลาไม่นาน สองหนุ่มพี่น้องต่างจ้องมองไปยังใต้บันไดเป็นตาเดียวกัน เงาดำเลื่อนไหลไปรวมกันที่ส่วนหัว ขึ้นรูปกลายเป็นหัวกะโหลกสีขาวขุ่นขยับขากรรไกรขึ้นลง
“ตาย...ต้องตาย”
ต่อได้ยินเสียงพูดถึงความตายดังขึ้น เกิดความรู้สึกเย็นเยือกสันหลังแล่นลามไปถึงต้นคอของเขาทันที
กะโหลกตาแดงหล่นวูบลงบนพื้นและเคลื่อนตัวเข้าหาต้นซึ่งยังนั่งกองอยู่บนพื้นหน้าฐานบันได มันขยับขากรรไกรกว้างก่อนงับท่อนแขนของชายหนุ่มในทันทีที่ถึงตัวเขา
“โอ๊ย! ไปให้พ้น! ออกไปให้พ้น!” ต้นตะโกนลั่น
ต่อมองภาพพี่ชายสลัดแขนไล่กะโหลกผีแล้วถึงกับถอยกรูดหลังชนฝาด้วยความหวาดกลัว และเขาต้องอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างเมื่อกะโหลกนั้นกระเด็นมาอยู่แทบเท้าของเขา
“ตาย...พวกมึ-ต้องตาย” เสียงบอกความตายดังขึ้นอีกครั้งข้างหูต่อ จนเขาต้องเหลียวมองด้านข้างเพราะพรั่นพรึงว่าใครบางคนหรืออะไรบางอย่างอาจมายืนกระซิบข้างหูเขา แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร
“ต่อระวัง!” เสียงต้นร้องเตือน
ต่อหันหน้ากลับมาก็พบว่าหัวกะโหลกขาวกำลังลอยขึ้นจากพื้น ชั่วพริบตาเดียวมันงับเข้าที่น่องโดยเขาไม่ทันตั้งตัว
“เวรแล้ว! อย่ามายุ่งกับกรู!” ต่อร้องเสียงดัง ลนลานเตะขาไปในอากาศจนเสียหลักล้มลง จึงไม่ทันได้สังเกตความรู้สึกตัวเองว่า จุดที่ถูกฟันจากหัวกะโหลกงับนั้นหามีความเจ็บปวดแต่อย่างใด
----------------------------------
กัญญาเดินเข้าไปหามารดาซึ่งกำลังนั่งสนทนากับบิดาของหล่อนอยู่บนม้าหินอ่อนหน้าบ้าน ภายใต้ซุ้มการเวกสร้างจากไม้ระแนงนิ้วตีไว้ห่างราวหนึ่งฝ่ามือ หล่อนบอกเล่าความตั้งใจของเมธาวัฒน์ที่ได้ชักชวนไปวัดทำบุญ
“เมษให้ชวนแม่ไปด้วยค่ะ แม่จะไปด้วยมั้ยคะ”
“ไปสิลูก” นางยุพินรีบตอบรับ “ว่าแต่จะไปทำบุญอะไรล่ะ”
“กัญอยากถวายสังฆทาน บอกให้เมธแวะซื้อถังสังฆทานมาด้วยแล้วค่ะ” หล่อนบอกความตั้งใจแล้วหันไปพูดกับบิดา “พ่อไปด้วยกันนะคะ”
“ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวพอขออยู่เฝ้าบ้านดีกว่า ไม่มีเจ้าแต้มอยู่ก็คงต้องระแวดระวังกันมากขึ้น” นายกันต์พลพูดเรียบ ๆ แต่มีผลทำให้กัญญาต้องลดสายตาลงต่ำ
หญิงสาวรู้ว่าบิดามิได้ตั้งใจใช้คำพูดกระทบจิตใจหรือความรู้สึกของหล่อน ตัวของหล่อนเองต่างหากที่ยังรู้สึกผิดในใจโทษฐาน ‘คนบาป’ ผู้ทำการปลิดชีวิตของเจ้าแต้ม
นางยุพินมองดูบุตรสาวแล้วพูดทำลายความเงียบ
“มีถังสังฆทานแล้วเราก็ทำกับข้าวเสริมไปถวายพระด้วยดีมั้ยลูก รีบทำกับข้าวสักอย่างสองอย่างคงทันกว่าพ่อเมธาเขาจะมาถึง” ว่าพลางนางก็ลุกขึ้นจากม้านั่ง
กัญญาติดตามนางยุพินเข้าครัวช่วยกันประกอบอาหารปรุงไม่ยุ่งยากอันได้แก่ปลาหมึกทอดและต้มยำไก่ จัดเตรียมใส่ปิ่นโตเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างแยกย้ายกันแต่งตัวรอการมาถึงของเมธาวัฒน์ ไม่นานเสียงแตรรถของชายหนุ่มก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว
หญิงสาวหิ้วปิ่นโตออกไปหน้ามุขพบว่านายกันต์พลจัดการเปิดประตูให้รถเก๋งสีดำแล่นเข้ามาในบริเวณบ้านเรียบร้อยแล้ว หล่อนเห็นเมธาวัฒน์ดับเครื่องยนต์เปิดประตูลงจากรถมายกมือทำความเคารพบุพการีทั้งสองของหล่อน ยังความอบอุ่นแผ่นซ่านในดวงใจ
ฐานะครอบครัวของเมธาวัฒน์เหนือกว่ากัญญามาก แต่ครอบครัวเขามิได้กีดกันการคบหาระหว่างเขากับหล่อน อาจเป็นเพราะเมธาวัฒน์เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้านที่บรรดาพี่ชายสองคนต่างประสบความสำเร็จในชีวิตจนพ่อแม่เลิกเป็นกังวลกับเส้นทางชีวิตของลูก ๆ ถึงอย่างนั้นบ้านของหล่อนก็มิได้ตื่นเต้นอะไรมากมายกับฐานะของฝ่ายชาย นายกันต์พลกลับพูดให้ข้อคิดว่าการครองคู่มิใช่มีปัจจัยเรื่องฐานะเพียงอย่างเดียว
“ผมซื้อดอกไม้ ซื้อพวงมาลัยมาพร้อม เผื่อได้ไปไหว้พระด้วยเลยนะครับ” เมธาวัฒน์พูดกับผู้สูงวัย
“ช่างรู้ใจคนแก่นะพ่อคุณ” นางยุพินยิ้มละไม “เสียดายลุงเขาไม่ได้ไปด้วย”
“อ้าว ทำไมหรือครับ”
“เจ้าแต้มไม่อยู่ก็เลยเกิดนึกเป็นห่วงบ้านขึ้นมา”
“โธ่ ฟังคุณพูดเหมือนตอนมีเจ้าแต้มอยู่นี่ผมไม่เคยห่วงบ้านเลย” นายกันต์พลพูดยิ้ม ๆ
“ให้ลุงอยู่บ้านนี่แหละ แล้วค่อยหาโอกาสไปพร้อมหน้ากันวันหลัง วันนี้เขายังมีห่วงเลยไปไม่ถึงวัด” นายยุพินหันกลับไปบอกชายหนุ่มพลางกวักมือเรียกบุตรสาว “ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวจะไม่ทันเพล”
หญิงสาวต่างวัยทั้งสองคนเข้าไปนั่งตอนหลังรถเรียบร้อยดีแล้วเมธาวัฒน์จึงกล่าวลานายกันต์พล
“ผมไปก่อนนะครับคุณลุง”
“ลุงอนุโมทนาบุญด้วยนะพ่อหนุ่ม” ผู้สูงวัยบอกสีหน้าแช่มชื่น
พอเคลื่อนรถออกจากบ้านฝ่ายหญิงเมธาวัฒน์ก็ถามขึ้นว่า “เราจะไปวัดไหนกันดีครับ”
“ไปวัดศรีมงคลกันเถอะ” นางยุพินพูด “พ่อหนุ่มคงไม่คุ้นชื่อละมัง ยายกัญบอกทางให้ด้วยนะลูก”
“ถึงปากทางแล้วเลี้ยวขวาตรงไปเรื่อย ๆ จนถึงตลาดก่อนค่ะเมธ” กัญญาบอกเส้นทางแล้วหันไปถามมารดา “ทำไมไม่ไปวัดไทรทองคะแม่”
วัดไทรทองเป็นวัดประจำชุมชนในเขตพื้นที่บ้านของหล่อน แต่วัดศรีมงคลเป็นวัดประจำชุมชนของเขตพื้นที่ใกล้เคียงอีกชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนเขตติดต่อของสองชุมชนพอดี
“ไปเถอะลูก ถึงแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”
กัญญาฟังแล้วนิ่งคิดว่าแม่ของหล่อนต้องมีจุดหมายอะไรบางอย่างจึงได้เลือกไปวัดศรีมงคล ด้วยปกติบ้านหล่อนเข้าวัดทำบุญที่วัดไทรทองเป็นหลัก
“ผ่านตลาดแล้วเลี้ยวขวา ไปตามถนนเรื่อย ๆ เมธจะเห็นกำแพงวัดยาวเลยค่ะ”
รถเก๋งสีดำเป็นประกายสะท้อนแดดยามสายแล่นช้า ๆ ไปตามถนนคอนกรีต ผ่านบ้านเรือนและร้านค้าสองข้างทางเพียงไม่นานฝั่งหนึ่งก็กลายเป็นกำแพงสีขาวยาวเป็นเส้นตรงขนานไปตามแนวถนน
“สุดกำแพงแล้วเลี้ยวซ้ายค่ะเมธ เข้าไปอีกไม่ไกลจะเห็นประตูทางเข้า” กัญญาชี้ทาง
สิ่งแรกที่มองเห็นเด่นชัดเมื่อรถแล่นผ่านซุ้มประตูสูงใหญ่เข้าไปในเขตวัดคือ มณฑปหลังคากระเบื้องดินเผาสีแดงตั้งอยู่บนฐานบันไดเก้าขั้นสามด้านอันได้แก่ด้านซ้ายขวาและด้านหน้า ตัวมณฑปเป็นแบบเปิดโล่งทั้งสามด้านตามทิศของบันได มีเพียงด้านหลังปิดทึบเป็นฉากทาสีแดงเขียนลายไทยสีทองเสริมความเด่นขององค์พระพุทธรูปปางสมาธิซึ่งประดิษฐานอยู่กลางมณฑป
“เมษขับเข้าไปทางขวาจะเป็นลานจอดรถค่ะ เข้าไปจอดได้เลย”
คณะของกัญญาลงจากรถจัดเตรียมข้าวของเสร็จก็เป็นเวลาสิบนาฬิกาเศษ
“ไปหาพระรูปไหนคะแม่” หล่อนถามมารดา
“ไม่ได้เฉพาะเจาะจงหรอกลูก สังฆทานเราถวายให้กับหมู่คณะของสงฆ์”
กัญญาพอมีความรู้ในเรื่องเจตนาของการทำสังฆทานอยู่บ้าง แต่หล่อนถามนางยุพินเพราะไม่แน่ใจในความประสงค์ของมารดา
“ไปทางนั้นก็ได้ครับ ผมเห็นมีพระรูปหนึ่ง” เมธาวัฒน์พูด
หญิงสาวหันมองทิศทางที่ชายหนุ่มบอกเห็นภิกษุนุ่งสบงสวมอังสะยืนหันหลังถือไม้กวาดกวาดใบไม้อยู่ใต้ร่มต้นหูกวาง และเมื่อพากันเดินเข้าไปถึงนางยุพินก็เป็นผู้ประนมมือบอกความประสงค์การทำบุญ
“ขอนิมนต์ท่านรับสังฆทานเจ้าค่ะ”
ครั้นภิกษุร่างสูงหันกลับมากัญญาก็รู้สึกคุ้นหน้า และนึกขึ้นได้ว่าเคยพบท่านมาก่อนเมื่อไปใส่บาตรที่ตลาด ใบหน้าท่านแม้มิได้ยิ้มแต่ดูอิ่มเอิบผ่องใสราวกับผู้มีอายุเพียงสี่สิบปีเศษ
“เข้าไปนั่งพักร้อนที่หน้ากุฏิกันก่อนเถอะโยม” ท่านกล่าวเนิบ ๆ
กุฏิของท่านอยู่ไม่ห่างจากต้นหูกวางนั้นเอง เป็นอาคารสองชั้น ครึ่งบนเป็นไม้ครึ่งล่างเป็นปูนติดกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่เป็นประตูทางเข้า พื้นที่ภายในหนึ่งในสามเป็นห้องมิดชิด ส่วนที่เหลือเป็นส่วนโล่งตั้งโต๊ะหมู่บูชาไว้ตรงมุมหนึ่งมีอาสนะวางด้านข้าง ปูพรมผืนใหญ่ลายเถาวัลย์ซับซ้อนสีครีมเว้นระยะห่างออกมาจากอาสนะพระ
ฆราวาสทั้งสามนั่งลงบนพรมแล้วพากันกราบพระพุทธรูปหน้าโต๊ะหมู่บูชา โดยฝ่ายภิกษุเดินหายเข้าไปในห้องด้านซ้ายมือ
“วัดนี้ดูร่มรื่นดีนะครับ กัญ” เมธาวัฒน์เอ่ยขึ้น
กัญญาเองก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นตั้งแต่ก้าวแรกตอนลงจากรถ วัดนี้ร่มรื่นด้วยสีเขียวของไม้ใหญ่หลายต้น และยังมีเสียงระฆังลมดังกรุ๋งกริ๋งอยู่เนือง ๆ
“ที่หลังวัดมีสระบัวด้วยนะคะ ทางวัดปลูกบัวไว้เต็มเลยค่ะ สวย ๆ ทั้งนั้น” หล่อนบอกชายหนุ่มข้างกาย
“เดี๋ยวไหว้พระเสร็จแล้วกัญต้องพาผมไปดูนะครับ”
“สวยจริง ๆ นะลูก ป้าเห็นแล้วยังนึกอยากเลี้ยงบัวขึ้นมาบ้างเลย” นางยุพินพูดเสริม
บานประตูของห้องเดียวในที่นั้นเปิดออก ภิกษุร่างสูงกลับออกมาด้วยการนุ่งห่มจีวรสีกรักแบบเฉวียงบ่า ท่านเดินมานั่งลงบนอาสนะข้างโต๊ะหมู่เรียบร้อยดีแล้วฆราวาสทั้งสามพนมมือก้มลงกราบพระสงฆ์
“เจริญพร วันนี้มาทำอะไรกันล่ะโยม”
“ลูกสาวจะมาถวายสังฆทานค่ะท่าน ย่างยี่สิบห้าสงสัยดวงจะไม่ค่อยดี” นางยุพินพูด
“โยมผู้ชายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“ผมยี่สิบหกแล้วครับ” เมธาวัฒน์ตอบ
“แล้วตอนยี่สิบห้ามีอะไรไม่ดีบ้างมั้ย” ภิกษุถามต่อ
ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบคำถาม
“ก็ไม่มีนะครับ ปกติดีครับ”
ภิกษุหนุ่มใหญ่ยิ้มในหน้าพลางกล่าวสืบไป “คนเราต้องอยู่เหนือดวงนะโยม ดำรงชีวิตด้วยสติและปัญญา”
“สาธุเจ้าค่ะ” นางยุพินยกมือขึ้นประนม “แต่ว่า...มีเรื่องผี ๆ สาง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสิเจ้าคะ เกรงว่าจะมาขอส่วนบุญ”
“อย่างนั้นหรือโยม” ท่านหันไปถามกัญญา
“เจ้าค่ะ” หล่อนตอบรับสั้น ๆ มิได้เล่าขยายความในเหตุการณ์ที่ประสบให้พระฟัง กลัวท่านจะเห็นเป็นเรื่องเหลือเชื่อไร้สาระ
“ก็ได้แต่ทำบุญไปให้เขา ส่วนจะถึงหรือไม่ถึง แล้วเขาจะรับหรือไม่รับก็เป็นส่วนของเขา อย่างน้อยโยมก็ได้ในส่วนของโยมละนะ” ภิกษุเงยหน้ามองนาฬิกาทรงกลมเรือนใหญ่บนผนังครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “ตั้งใจกันให้พร้อมแล้วก็ถวายของเถอะโยม”
กัญญาเปิดกระเป๋าถือหยิบซองสีขาวออกมายกขึ้นพนมระดับอก หล่อนใส่ธนบัตรไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่อยู่บ้าน ตั้งใจถวายเป็นค่าน้ำและค่ากระแสไฟของวัดโดยได้เขียนระบุไว้ชัดเจนที่หน้าซอง
หญิงสาวอธิษฐานขอให้เหตุร้ายทั้งปวงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แล้วหล่อนก็ยื่นซองให้มารดากับเมธาวัฒน์ร่วมบุญ จากนั้นทั้งคณะจึงช่วยกันประเคนของและภัตตาหารที่เตรียมมาถวายแด่พระสงฆ์ จนเสร็จสิ้นลงด้วยการร่วมกันกรวดน้ำรับพรจากพระ
“ใกล้เพลแล้วเดี๋ยวท่านต้องฉันเพล เราออกไปไหว้พระกันก่อนจะได้ไม่เป็นการรบกวนท่าน” นางยุพินบอกผู้ร่วมคณะ
ผีล่ากรรม ( บทที่ ๔ )
บทที่ ๓ http://pantip.com/topic/30977636
(ขอบคุณทุกเสียง ทุกความรู้สึก ของผู้เข้าร่วมชมรม 'คนมีสัมผัส' ในบทที่ผ่าน ๆ มา) ^ _ ^
บทที่ ๔
เงาดำนั้นยังมิได้เลือนหาย แต่ไม่ปรากฏรูปร่างชัดเจน สิ่งเดียวที่ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมาคือจุดสีแดงสว่างโพลงตรงส่วนหัวซึ่งดูคล้ายดวงตา
“ต่อเปิดไฟ!” ต้นรีบบอกน้องชาย
เสียงเข้มของเขาทำให้ต่อหายตกตะลึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งไปกดสวิตซ์ไฟข้างประตู
แสงไฟนีออนสว่างจ้าขึ้นในเวลาไม่นาน สองหนุ่มพี่น้องต่างจ้องมองไปยังใต้บันไดเป็นตาเดียวกัน เงาดำเลื่อนไหลไปรวมกันที่ส่วนหัว ขึ้นรูปกลายเป็นหัวกะโหลกสีขาวขุ่นขยับขากรรไกรขึ้นลง
“ตาย...ต้องตาย”
ต่อได้ยินเสียงพูดถึงความตายดังขึ้น เกิดความรู้สึกเย็นเยือกสันหลังแล่นลามไปถึงต้นคอของเขาทันที
กะโหลกตาแดงหล่นวูบลงบนพื้นและเคลื่อนตัวเข้าหาต้นซึ่งยังนั่งกองอยู่บนพื้นหน้าฐานบันได มันขยับขากรรไกรกว้างก่อนงับท่อนแขนของชายหนุ่มในทันทีที่ถึงตัวเขา
“โอ๊ย! ไปให้พ้น! ออกไปให้พ้น!” ต้นตะโกนลั่น
ต่อมองภาพพี่ชายสลัดแขนไล่กะโหลกผีแล้วถึงกับถอยกรูดหลังชนฝาด้วยความหวาดกลัว และเขาต้องอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างเมื่อกะโหลกนั้นกระเด็นมาอยู่แทบเท้าของเขา
“ตาย...พวกมึ-ต้องตาย” เสียงบอกความตายดังขึ้นอีกครั้งข้างหูต่อ จนเขาต้องเหลียวมองด้านข้างเพราะพรั่นพรึงว่าใครบางคนหรืออะไรบางอย่างอาจมายืนกระซิบข้างหูเขา แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร
“ต่อระวัง!” เสียงต้นร้องเตือน
ต่อหันหน้ากลับมาก็พบว่าหัวกะโหลกขาวกำลังลอยขึ้นจากพื้น ชั่วพริบตาเดียวมันงับเข้าที่น่องโดยเขาไม่ทันตั้งตัว
“เวรแล้ว! อย่ามายุ่งกับกรู!” ต่อร้องเสียงดัง ลนลานเตะขาไปในอากาศจนเสียหลักล้มลง จึงไม่ทันได้สังเกตความรู้สึกตัวเองว่า จุดที่ถูกฟันจากหัวกะโหลกงับนั้นหามีความเจ็บปวดแต่อย่างใด
----------------------------------
กัญญาเดินเข้าไปหามารดาซึ่งกำลังนั่งสนทนากับบิดาของหล่อนอยู่บนม้าหินอ่อนหน้าบ้าน ภายใต้ซุ้มการเวกสร้างจากไม้ระแนงนิ้วตีไว้ห่างราวหนึ่งฝ่ามือ หล่อนบอกเล่าความตั้งใจของเมธาวัฒน์ที่ได้ชักชวนไปวัดทำบุญ
“เมษให้ชวนแม่ไปด้วยค่ะ แม่จะไปด้วยมั้ยคะ”
“ไปสิลูก” นางยุพินรีบตอบรับ “ว่าแต่จะไปทำบุญอะไรล่ะ”
“กัญอยากถวายสังฆทาน บอกให้เมธแวะซื้อถังสังฆทานมาด้วยแล้วค่ะ” หล่อนบอกความตั้งใจแล้วหันไปพูดกับบิดา “พ่อไปด้วยกันนะคะ”
“ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวพอขออยู่เฝ้าบ้านดีกว่า ไม่มีเจ้าแต้มอยู่ก็คงต้องระแวดระวังกันมากขึ้น” นายกันต์พลพูดเรียบ ๆ แต่มีผลทำให้กัญญาต้องลดสายตาลงต่ำ
หญิงสาวรู้ว่าบิดามิได้ตั้งใจใช้คำพูดกระทบจิตใจหรือความรู้สึกของหล่อน ตัวของหล่อนเองต่างหากที่ยังรู้สึกผิดในใจโทษฐาน ‘คนบาป’ ผู้ทำการปลิดชีวิตของเจ้าแต้ม
นางยุพินมองดูบุตรสาวแล้วพูดทำลายความเงียบ
“มีถังสังฆทานแล้วเราก็ทำกับข้าวเสริมไปถวายพระด้วยดีมั้ยลูก รีบทำกับข้าวสักอย่างสองอย่างคงทันกว่าพ่อเมธาเขาจะมาถึง” ว่าพลางนางก็ลุกขึ้นจากม้านั่ง
กัญญาติดตามนางยุพินเข้าครัวช่วยกันประกอบอาหารปรุงไม่ยุ่งยากอันได้แก่ปลาหมึกทอดและต้มยำไก่ จัดเตรียมใส่ปิ่นโตเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างแยกย้ายกันแต่งตัวรอการมาถึงของเมธาวัฒน์ ไม่นานเสียงแตรรถของชายหนุ่มก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว
หญิงสาวหิ้วปิ่นโตออกไปหน้ามุขพบว่านายกันต์พลจัดการเปิดประตูให้รถเก๋งสีดำแล่นเข้ามาในบริเวณบ้านเรียบร้อยแล้ว หล่อนเห็นเมธาวัฒน์ดับเครื่องยนต์เปิดประตูลงจากรถมายกมือทำความเคารพบุพการีทั้งสองของหล่อน ยังความอบอุ่นแผ่นซ่านในดวงใจ
ฐานะครอบครัวของเมธาวัฒน์เหนือกว่ากัญญามาก แต่ครอบครัวเขามิได้กีดกันการคบหาระหว่างเขากับหล่อน อาจเป็นเพราะเมธาวัฒน์เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้านที่บรรดาพี่ชายสองคนต่างประสบความสำเร็จในชีวิตจนพ่อแม่เลิกเป็นกังวลกับเส้นทางชีวิตของลูก ๆ ถึงอย่างนั้นบ้านของหล่อนก็มิได้ตื่นเต้นอะไรมากมายกับฐานะของฝ่ายชาย นายกันต์พลกลับพูดให้ข้อคิดว่าการครองคู่มิใช่มีปัจจัยเรื่องฐานะเพียงอย่างเดียว
“ผมซื้อดอกไม้ ซื้อพวงมาลัยมาพร้อม เผื่อได้ไปไหว้พระด้วยเลยนะครับ” เมธาวัฒน์พูดกับผู้สูงวัย
“ช่างรู้ใจคนแก่นะพ่อคุณ” นางยุพินยิ้มละไม “เสียดายลุงเขาไม่ได้ไปด้วย”
“อ้าว ทำไมหรือครับ”
“เจ้าแต้มไม่อยู่ก็เลยเกิดนึกเป็นห่วงบ้านขึ้นมา”
“โธ่ ฟังคุณพูดเหมือนตอนมีเจ้าแต้มอยู่นี่ผมไม่เคยห่วงบ้านเลย” นายกันต์พลพูดยิ้ม ๆ
“ให้ลุงอยู่บ้านนี่แหละ แล้วค่อยหาโอกาสไปพร้อมหน้ากันวันหลัง วันนี้เขายังมีห่วงเลยไปไม่ถึงวัด” นายยุพินหันกลับไปบอกชายหนุ่มพลางกวักมือเรียกบุตรสาว “ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวจะไม่ทันเพล”
หญิงสาวต่างวัยทั้งสองคนเข้าไปนั่งตอนหลังรถเรียบร้อยดีแล้วเมธาวัฒน์จึงกล่าวลานายกันต์พล
“ผมไปก่อนนะครับคุณลุง”
“ลุงอนุโมทนาบุญด้วยนะพ่อหนุ่ม” ผู้สูงวัยบอกสีหน้าแช่มชื่น
พอเคลื่อนรถออกจากบ้านฝ่ายหญิงเมธาวัฒน์ก็ถามขึ้นว่า “เราจะไปวัดไหนกันดีครับ”
“ไปวัดศรีมงคลกันเถอะ” นางยุพินพูด “พ่อหนุ่มคงไม่คุ้นชื่อละมัง ยายกัญบอกทางให้ด้วยนะลูก”
“ถึงปากทางแล้วเลี้ยวขวาตรงไปเรื่อย ๆ จนถึงตลาดก่อนค่ะเมธ” กัญญาบอกเส้นทางแล้วหันไปถามมารดา “ทำไมไม่ไปวัดไทรทองคะแม่”
วัดไทรทองเป็นวัดประจำชุมชนในเขตพื้นที่บ้านของหล่อน แต่วัดศรีมงคลเป็นวัดประจำชุมชนของเขตพื้นที่ใกล้เคียงอีกชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนเขตติดต่อของสองชุมชนพอดี
“ไปเถอะลูก ถึงแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”
กัญญาฟังแล้วนิ่งคิดว่าแม่ของหล่อนต้องมีจุดหมายอะไรบางอย่างจึงได้เลือกไปวัดศรีมงคล ด้วยปกติบ้านหล่อนเข้าวัดทำบุญที่วัดไทรทองเป็นหลัก
“ผ่านตลาดแล้วเลี้ยวขวา ไปตามถนนเรื่อย ๆ เมธจะเห็นกำแพงวัดยาวเลยค่ะ”
รถเก๋งสีดำเป็นประกายสะท้อนแดดยามสายแล่นช้า ๆ ไปตามถนนคอนกรีต ผ่านบ้านเรือนและร้านค้าสองข้างทางเพียงไม่นานฝั่งหนึ่งก็กลายเป็นกำแพงสีขาวยาวเป็นเส้นตรงขนานไปตามแนวถนน
“สุดกำแพงแล้วเลี้ยวซ้ายค่ะเมธ เข้าไปอีกไม่ไกลจะเห็นประตูทางเข้า” กัญญาชี้ทาง
สิ่งแรกที่มองเห็นเด่นชัดเมื่อรถแล่นผ่านซุ้มประตูสูงใหญ่เข้าไปในเขตวัดคือ มณฑปหลังคากระเบื้องดินเผาสีแดงตั้งอยู่บนฐานบันไดเก้าขั้นสามด้านอันได้แก่ด้านซ้ายขวาและด้านหน้า ตัวมณฑปเป็นแบบเปิดโล่งทั้งสามด้านตามทิศของบันได มีเพียงด้านหลังปิดทึบเป็นฉากทาสีแดงเขียนลายไทยสีทองเสริมความเด่นขององค์พระพุทธรูปปางสมาธิซึ่งประดิษฐานอยู่กลางมณฑป
“เมษขับเข้าไปทางขวาจะเป็นลานจอดรถค่ะ เข้าไปจอดได้เลย”
คณะของกัญญาลงจากรถจัดเตรียมข้าวของเสร็จก็เป็นเวลาสิบนาฬิกาเศษ
“ไปหาพระรูปไหนคะแม่” หล่อนถามมารดา
“ไม่ได้เฉพาะเจาะจงหรอกลูก สังฆทานเราถวายให้กับหมู่คณะของสงฆ์”
กัญญาพอมีความรู้ในเรื่องเจตนาของการทำสังฆทานอยู่บ้าง แต่หล่อนถามนางยุพินเพราะไม่แน่ใจในความประสงค์ของมารดา
“ไปทางนั้นก็ได้ครับ ผมเห็นมีพระรูปหนึ่ง” เมธาวัฒน์พูด
หญิงสาวหันมองทิศทางที่ชายหนุ่มบอกเห็นภิกษุนุ่งสบงสวมอังสะยืนหันหลังถือไม้กวาดกวาดใบไม้อยู่ใต้ร่มต้นหูกวาง และเมื่อพากันเดินเข้าไปถึงนางยุพินก็เป็นผู้ประนมมือบอกความประสงค์การทำบุญ
“ขอนิมนต์ท่านรับสังฆทานเจ้าค่ะ”
ครั้นภิกษุร่างสูงหันกลับมากัญญาก็รู้สึกคุ้นหน้า และนึกขึ้นได้ว่าเคยพบท่านมาก่อนเมื่อไปใส่บาตรที่ตลาด ใบหน้าท่านแม้มิได้ยิ้มแต่ดูอิ่มเอิบผ่องใสราวกับผู้มีอายุเพียงสี่สิบปีเศษ
“เข้าไปนั่งพักร้อนที่หน้ากุฏิกันก่อนเถอะโยม” ท่านกล่าวเนิบ ๆ
กุฏิของท่านอยู่ไม่ห่างจากต้นหูกวางนั้นเอง เป็นอาคารสองชั้น ครึ่งบนเป็นไม้ครึ่งล่างเป็นปูนติดกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่เป็นประตูทางเข้า พื้นที่ภายในหนึ่งในสามเป็นห้องมิดชิด ส่วนที่เหลือเป็นส่วนโล่งตั้งโต๊ะหมู่บูชาไว้ตรงมุมหนึ่งมีอาสนะวางด้านข้าง ปูพรมผืนใหญ่ลายเถาวัลย์ซับซ้อนสีครีมเว้นระยะห่างออกมาจากอาสนะพระ
ฆราวาสทั้งสามนั่งลงบนพรมแล้วพากันกราบพระพุทธรูปหน้าโต๊ะหมู่บูชา โดยฝ่ายภิกษุเดินหายเข้าไปในห้องด้านซ้ายมือ
“วัดนี้ดูร่มรื่นดีนะครับ กัญ” เมธาวัฒน์เอ่ยขึ้น
กัญญาเองก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นตั้งแต่ก้าวแรกตอนลงจากรถ วัดนี้ร่มรื่นด้วยสีเขียวของไม้ใหญ่หลายต้น และยังมีเสียงระฆังลมดังกรุ๋งกริ๋งอยู่เนือง ๆ
“ที่หลังวัดมีสระบัวด้วยนะคะ ทางวัดปลูกบัวไว้เต็มเลยค่ะ สวย ๆ ทั้งนั้น” หล่อนบอกชายหนุ่มข้างกาย
“เดี๋ยวไหว้พระเสร็จแล้วกัญต้องพาผมไปดูนะครับ”
“สวยจริง ๆ นะลูก ป้าเห็นแล้วยังนึกอยากเลี้ยงบัวขึ้นมาบ้างเลย” นางยุพินพูดเสริม
บานประตูของห้องเดียวในที่นั้นเปิดออก ภิกษุร่างสูงกลับออกมาด้วยการนุ่งห่มจีวรสีกรักแบบเฉวียงบ่า ท่านเดินมานั่งลงบนอาสนะข้างโต๊ะหมู่เรียบร้อยดีแล้วฆราวาสทั้งสามพนมมือก้มลงกราบพระสงฆ์
“เจริญพร วันนี้มาทำอะไรกันล่ะโยม”
“ลูกสาวจะมาถวายสังฆทานค่ะท่าน ย่างยี่สิบห้าสงสัยดวงจะไม่ค่อยดี” นางยุพินพูด
“โยมผู้ชายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“ผมยี่สิบหกแล้วครับ” เมธาวัฒน์ตอบ
“แล้วตอนยี่สิบห้ามีอะไรไม่ดีบ้างมั้ย” ภิกษุถามต่อ
ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบคำถาม
“ก็ไม่มีนะครับ ปกติดีครับ”
ภิกษุหนุ่มใหญ่ยิ้มในหน้าพลางกล่าวสืบไป “คนเราต้องอยู่เหนือดวงนะโยม ดำรงชีวิตด้วยสติและปัญญา”
“สาธุเจ้าค่ะ” นางยุพินยกมือขึ้นประนม “แต่ว่า...มีเรื่องผี ๆ สาง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสิเจ้าคะ เกรงว่าจะมาขอส่วนบุญ”
“อย่างนั้นหรือโยม” ท่านหันไปถามกัญญา
“เจ้าค่ะ” หล่อนตอบรับสั้น ๆ มิได้เล่าขยายความในเหตุการณ์ที่ประสบให้พระฟัง กลัวท่านจะเห็นเป็นเรื่องเหลือเชื่อไร้สาระ
“ก็ได้แต่ทำบุญไปให้เขา ส่วนจะถึงหรือไม่ถึง แล้วเขาจะรับหรือไม่รับก็เป็นส่วนของเขา อย่างน้อยโยมก็ได้ในส่วนของโยมละนะ” ภิกษุเงยหน้ามองนาฬิกาทรงกลมเรือนใหญ่บนผนังครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “ตั้งใจกันให้พร้อมแล้วก็ถวายของเถอะโยม”
กัญญาเปิดกระเป๋าถือหยิบซองสีขาวออกมายกขึ้นพนมระดับอก หล่อนใส่ธนบัตรไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่อยู่บ้าน ตั้งใจถวายเป็นค่าน้ำและค่ากระแสไฟของวัดโดยได้เขียนระบุไว้ชัดเจนที่หน้าซอง
หญิงสาวอธิษฐานขอให้เหตุร้ายทั้งปวงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แล้วหล่อนก็ยื่นซองให้มารดากับเมธาวัฒน์ร่วมบุญ จากนั้นทั้งคณะจึงช่วยกันประเคนของและภัตตาหารที่เตรียมมาถวายแด่พระสงฆ์ จนเสร็จสิ้นลงด้วยการร่วมกันกรวดน้ำรับพรจากพระ
“ใกล้เพลแล้วเดี๋ยวท่านต้องฉันเพล เราออกไปไหว้พระกันก่อนจะได้ไม่เป็นการรบกวนท่าน” นางยุพินบอกผู้ร่วมคณะ