ผีล่ากรรม ( บทที่ ๔ )

กระทู้สนทนา
บทที่  ๑     http://pantip.com/topic/30905106       บทที่  ๒    http://pantip.com/topic/30936995    

บทที่  ๓     http://pantip.com/topic/30977636




(ขอบคุณทุกเสียง  ทุกความรู้สึก  ของผู้เข้าร่วมชมรม 'คนมีสัมผัส' ในบทที่ผ่าน ๆ มา)  ^ _ ^




บทที่  ๔





           เงาดำนั้นยังมิได้เลือนหาย  แต่ไม่ปรากฏรูปร่างชัดเจน  สิ่งเดียวที่ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมาคือจุดสีแดงสว่างโพลงตรงส่วนหัวซึ่งดูคล้ายดวงตา

           “ต่อเปิดไฟ!” ต้นรีบบอกน้องชาย  

          เสียงเข้มของเขาทำให้ต่อหายตกตะลึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งไปกดสวิตซ์ไฟข้างประตู  

          แสงไฟนีออนสว่างจ้าขึ้นในเวลาไม่นาน  สองหนุ่มพี่น้องต่างจ้องมองไปยังใต้บันไดเป็นตาเดียวกัน  เงาดำเลื่อนไหลไปรวมกันที่ส่วนหัว  ขึ้นรูปกลายเป็นหัวกะโหลกสีขาวขุ่นขยับขากรรไกรขึ้นลง

         “ตาย...ต้องตาย”

         ต่อได้ยินเสียงพูดถึงความตายดังขึ้น  เกิดความรู้สึกเย็นเยือกสันหลังแล่นลามไปถึงต้นคอของเขาทันที

         กะโหลกตาแดงหล่นวูบลงบนพื้นและเคลื่อนตัวเข้าหาต้นซึ่งยังนั่งกองอยู่บนพื้นหน้าฐานบันได   มันขยับขากรรไกรกว้างก่อนงับท่อนแขนของชายหนุ่มในทันทีที่ถึงตัวเขา

        “โอ๊ย! ไปให้พ้น!  ออกไปให้พ้น!”  ต้นตะโกนลั่น

        ต่อมองภาพพี่ชายสลัดแขนไล่กะโหลกผีแล้วถึงกับถอยกรูดหลังชนฝาด้วยความหวาดกลัว  และเขาต้องอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างเมื่อกะโหลกนั้นกระเด็นมาอยู่แทบเท้าของเขา

         “ตาย...พวกมึ-ต้องตาย”  เสียงบอกความตายดังขึ้นอีกครั้งข้างหูต่อ  จนเขาต้องเหลียวมองด้านข้างเพราะพรั่นพรึงว่าใครบางคนหรืออะไรบางอย่างอาจมายืนกระซิบข้างหูเขา  แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร  

         “ต่อระวัง!”  เสียงต้นร้องเตือน  

         ต่อหันหน้ากลับมาก็พบว่าหัวกะโหลกขาวกำลังลอยขึ้นจากพื้น   ชั่วพริบตาเดียวมันงับเข้าที่น่องโดยเขาไม่ทันตั้งตัว

         “เวรแล้ว!  อย่ามายุ่งกับกรู!”  ต่อร้องเสียงดัง  ลนลานเตะขาไปในอากาศจนเสียหลักล้มลง  จึงไม่ทันได้สังเกตความรู้สึกตัวเองว่า  จุดที่ถูกฟันจากหัวกะโหลกงับนั้นหามีความเจ็บปวดแต่อย่างใด


           ----------------------------------


           กัญญาเดินเข้าไปหามารดาซึ่งกำลังนั่งสนทนากับบิดาของหล่อนอยู่บนม้าหินอ่อนหน้าบ้าน  ภายใต้ซุ้มการเวกสร้างจากไม้ระแนงนิ้วตีไว้ห่างราวหนึ่งฝ่ามือ  หล่อนบอกเล่าความตั้งใจของเมธาวัฒน์ที่ได้ชักชวนไปวัดทำบุญ

          “เมษให้ชวนแม่ไปด้วยค่ะ  แม่จะไปด้วยมั้ยคะ”

          “ไปสิลูก” นางยุพินรีบตอบรับ “ว่าแต่จะไปทำบุญอะไรล่ะ”

          “กัญอยากถวายสังฆทาน  บอกให้เมธแวะซื้อถังสังฆทานมาด้วยแล้วค่ะ”  หล่อนบอกความตั้งใจแล้วหันไปพูดกับบิดา  “พ่อไปด้วยกันนะคะ”

           “ไปกันเถอะลูก  เดี๋ยวพอขออยู่เฝ้าบ้านดีกว่า  ไม่มีเจ้าแต้มอยู่ก็คงต้องระแวดระวังกันมากขึ้น”  นายกันต์พลพูดเรียบ ๆ แต่มีผลทำให้กัญญาต้องลดสายตาลงต่ำ
  
          หญิงสาวรู้ว่าบิดามิได้ตั้งใจใช้คำพูดกระทบจิตใจหรือความรู้สึกของหล่อน  ตัวของหล่อนเองต่างหากที่ยังรู้สึกผิดในใจโทษฐาน ‘คนบาป’ ผู้ทำการปลิดชีวิตของเจ้าแต้ม

          นางยุพินมองดูบุตรสาวแล้วพูดทำลายความเงียบ

         “มีถังสังฆทานแล้วเราก็ทำกับข้าวเสริมไปถวายพระด้วยดีมั้ยลูก  รีบทำกับข้าวสักอย่างสองอย่างคงทันกว่าพ่อเมธาเขาจะมาถึง”  ว่าพลางนางก็ลุกขึ้นจากม้านั่ง

          กัญญาติดตามนางยุพินเข้าครัวช่วยกันประกอบอาหารปรุงไม่ยุ่งยากอันได้แก่ปลาหมึกทอดและต้มยำไก่  จัดเตรียมใส่ปิ่นโตเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างแยกย้ายกันแต่งตัวรอการมาถึงของเมธาวัฒน์  ไม่นานเสียงแตรรถของชายหนุ่มก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว

          หญิงสาวหิ้วปิ่นโตออกไปหน้ามุขพบว่านายกันต์พลจัดการเปิดประตูให้รถเก๋งสีดำแล่นเข้ามาในบริเวณบ้านเรียบร้อยแล้ว  หล่อนเห็นเมธาวัฒน์ดับเครื่องยนต์เปิดประตูลงจากรถมายกมือทำความเคารพบุพการีทั้งสองของหล่อน ยังความอบอุ่นแผ่นซ่านในดวงใจ

           ฐานะครอบครัวของเมธาวัฒน์เหนือกว่ากัญญามาก  แต่ครอบครัวเขามิได้กีดกันการคบหาระหว่างเขากับหล่อน  อาจเป็นเพราะเมธาวัฒน์เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้านที่บรรดาพี่ชายสองคนต่างประสบความสำเร็จในชีวิตจนพ่อแม่เลิกเป็นกังวลกับเส้นทางชีวิตของลูก ๆ   ถึงอย่างนั้นบ้านของหล่อนก็มิได้ตื่นเต้นอะไรมากมายกับฐานะของฝ่ายชาย   นายกันต์พลกลับพูดให้ข้อคิดว่าการครองคู่มิใช่มีปัจจัยเรื่องฐานะเพียงอย่างเดียว  

         “ผมซื้อดอกไม้  ซื้อพวงมาลัยมาพร้อม  เผื่อได้ไปไหว้พระด้วยเลยนะครับ”  เมธาวัฒน์พูดกับผู้สูงวัย

         “ช่างรู้ใจคนแก่นะพ่อคุณ”  นางยุพินยิ้มละไม “เสียดายลุงเขาไม่ได้ไปด้วย”

         “อ้าว ทำไมหรือครับ”

          “เจ้าแต้มไม่อยู่ก็เลยเกิดนึกเป็นห่วงบ้านขึ้นมา”

         “โธ่  ฟังคุณพูดเหมือนตอนมีเจ้าแต้มอยู่นี่ผมไม่เคยห่วงบ้านเลย”  นายกันต์พลพูดยิ้ม ๆ

         “ให้ลุงอยู่บ้านนี่แหละ  แล้วค่อยหาโอกาสไปพร้อมหน้ากันวันหลัง  วันนี้เขายังมีห่วงเลยไปไม่ถึงวัด”  นายยุพินหันกลับไปบอกชายหนุ่มพลางกวักมือเรียกบุตรสาว  “ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวจะไม่ทันเพล”

          หญิงสาวต่างวัยทั้งสองคนเข้าไปนั่งตอนหลังรถเรียบร้อยดีแล้วเมธาวัฒน์จึงกล่าวลานายกันต์พล

          “ผมไปก่อนนะครับคุณลุง”

          “ลุงอนุโมทนาบุญด้วยนะพ่อหนุ่ม”  ผู้สูงวัยบอกสีหน้าแช่มชื่น

           พอเคลื่อนรถออกจากบ้านฝ่ายหญิงเมธาวัฒน์ก็ถามขึ้นว่า  “เราจะไปวัดไหนกันดีครับ”

          “ไปวัดศรีมงคลกันเถอะ”  นางยุพินพูด “พ่อหนุ่มคงไม่คุ้นชื่อละมัง  ยายกัญบอกทางให้ด้วยนะลูก”

          “ถึงปากทางแล้วเลี้ยวขวาตรงไปเรื่อย ๆ จนถึงตลาดก่อนค่ะเมธ”  กัญญาบอกเส้นทางแล้วหันไปถามมารดา  “ทำไมไม่ไปวัดไทรทองคะแม่”

         วัดไทรทองเป็นวัดประจำชุมชนในเขตพื้นที่บ้านของหล่อน  แต่วัดศรีมงคลเป็นวัดประจำชุมชนของเขตพื้นที่ใกล้เคียงอีกชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนเขตติดต่อของสองชุมชนพอดี

        “ไปเถอะลูก  ถึงแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”

         กัญญาฟังแล้วนิ่งคิดว่าแม่ของหล่อนต้องมีจุดหมายอะไรบางอย่างจึงได้เลือกไปวัดศรีมงคล  ด้วยปกติบ้านหล่อนเข้าวัดทำบุญที่วัดไทรทองเป็นหลัก

          “ผ่านตลาดแล้วเลี้ยวขวา  ไปตามถนนเรื่อย ๆ เมธจะเห็นกำแพงวัดยาวเลยค่ะ”

          รถเก๋งสีดำเป็นประกายสะท้อนแดดยามสายแล่นช้า ๆ ไปตามถนนคอนกรีต  ผ่านบ้านเรือนและร้านค้าสองข้างทางเพียงไม่นานฝั่งหนึ่งก็กลายเป็นกำแพงสีขาวยาวเป็นเส้นตรงขนานไปตามแนวถนน

          “สุดกำแพงแล้วเลี้ยวซ้ายค่ะเมธ  เข้าไปอีกไม่ไกลจะเห็นประตูทางเข้า”  กัญญาชี้ทาง

          สิ่งแรกที่มองเห็นเด่นชัดเมื่อรถแล่นผ่านซุ้มประตูสูงใหญ่เข้าไปในเขตวัดคือ มณฑปหลังคากระเบื้องดินเผาสีแดงตั้งอยู่บนฐานบันไดเก้าขั้นสามด้านอันได้แก่ด้านซ้ายขวาและด้านหน้า  ตัวมณฑปเป็นแบบเปิดโล่งทั้งสามด้านตามทิศของบันได  มีเพียงด้านหลังปิดทึบเป็นฉากทาสีแดงเขียนลายไทยสีทองเสริมความเด่นขององค์พระพุทธรูปปางสมาธิซึ่งประดิษฐานอยู่กลางมณฑป

           “เมษขับเข้าไปทางขวาจะเป็นลานจอดรถค่ะ  เข้าไปจอดได้เลย”

           คณะของกัญญาลงจากรถจัดเตรียมข้าวของเสร็จก็เป็นเวลาสิบนาฬิกาเศษ

          “ไปหาพระรูปไหนคะแม่”  หล่อนถามมารดา

          “ไม่ได้เฉพาะเจาะจงหรอกลูก  สังฆทานเราถวายให้กับหมู่คณะของสงฆ์”

          กัญญาพอมีความรู้ในเรื่องเจตนาของการทำสังฆทานอยู่บ้าง  แต่หล่อนถามนางยุพินเพราะไม่แน่ใจในความประสงค์ของมารดา

          “ไปทางนั้นก็ได้ครับ  ผมเห็นมีพระรูปหนึ่ง”  เมธาวัฒน์พูด

           หญิงสาวหันมองทิศทางที่ชายหนุ่มบอกเห็นภิกษุนุ่งสบงสวมอังสะยืนหันหลังถือไม้กวาดกวาดใบไม้อยู่ใต้ร่มต้นหูกวาง   และเมื่อพากันเดินเข้าไปถึงนางยุพินก็เป็นผู้ประนมมือบอกความประสงค์การทำบุญ

          “ขอนิมนต์ท่านรับสังฆทานเจ้าค่ะ”

          ครั้นภิกษุร่างสูงหันกลับมากัญญาก็รู้สึกคุ้นหน้า  และนึกขึ้นได้ว่าเคยพบท่านมาก่อนเมื่อไปใส่บาตรที่ตลาด  ใบหน้าท่านแม้มิได้ยิ้มแต่ดูอิ่มเอิบผ่องใสราวกับผู้มีอายุเพียงสี่สิบปีเศษ

          “เข้าไปนั่งพักร้อนที่หน้ากุฏิกันก่อนเถอะโยม” ท่านกล่าวเนิบ ๆ

          กุฏิของท่านอยู่ไม่ห่างจากต้นหูกวางนั้นเอง  เป็นอาคารสองชั้น  ครึ่งบนเป็นไม้ครึ่งล่างเป็นปูนติดกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่เป็นประตูทางเข้า  พื้นที่ภายในหนึ่งในสามเป็นห้องมิดชิด  ส่วนที่เหลือเป็นส่วนโล่งตั้งโต๊ะหมู่บูชาไว้ตรงมุมหนึ่งมีอาสนะวางด้านข้าง  ปูพรมผืนใหญ่ลายเถาวัลย์ซับซ้อนสีครีมเว้นระยะห่างออกมาจากอาสนะพระ

           ฆราวาสทั้งสามนั่งลงบนพรมแล้วพากันกราบพระพุทธรูปหน้าโต๊ะหมู่บูชา  โดยฝ่ายภิกษุเดินหายเข้าไปในห้องด้านซ้ายมือ  

           “วัดนี้ดูร่มรื่นดีนะครับ กัญ”  เมธาวัฒน์เอ่ยขึ้น

           กัญญาเองก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นตั้งแต่ก้าวแรกตอนลงจากรถ  วัดนี้ร่มรื่นด้วยสีเขียวของไม้ใหญ่หลายต้น  และยังมีเสียงระฆังลมดังกรุ๋งกริ๋งอยู่เนือง ๆ

           “ที่หลังวัดมีสระบัวด้วยนะคะ   ทางวัดปลูกบัวไว้เต็มเลยค่ะ  สวย ๆ ทั้งนั้น”  หล่อนบอกชายหนุ่มข้างกาย

           “เดี๋ยวไหว้พระเสร็จแล้วกัญต้องพาผมไปดูนะครับ”  

          “สวยจริง ๆ นะลูก  ป้าเห็นแล้วยังนึกอยากเลี้ยงบัวขึ้นมาบ้างเลย”  นางยุพินพูดเสริม

          บานประตูของห้องเดียวในที่นั้นเปิดออก  ภิกษุร่างสูงกลับออกมาด้วยการนุ่งห่มจีวรสีกรักแบบเฉวียงบ่า  ท่านเดินมานั่งลงบนอาสนะข้างโต๊ะหมู่เรียบร้อยดีแล้วฆราวาสทั้งสามพนมมือก้มลงกราบพระสงฆ์

         “เจริญพร  วันนี้มาทำอะไรกันล่ะโยม”

          “ลูกสาวจะมาถวายสังฆทานค่ะท่าน  ย่างยี่สิบห้าสงสัยดวงจะไม่ค่อยดี”  นางยุพินพูด

          “โยมผู้ชายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”  

          “ผมยี่สิบหกแล้วครับ”  เมธาวัฒน์ตอบ

          “แล้วตอนยี่สิบห้ามีอะไรไม่ดีบ้างมั้ย”  ภิกษุถามต่อ

           ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบคำถาม

           “ก็ไม่มีนะครับ  ปกติดีครับ”

           ภิกษุหนุ่มใหญ่ยิ้มในหน้าพลางกล่าวสืบไป  “คนเราต้องอยู่เหนือดวงนะโยม  ดำรงชีวิตด้วยสติและปัญญา”  

          “สาธุเจ้าค่ะ”  นางยุพินยกมือขึ้นประนม  “แต่ว่า...มีเรื่องผี ๆ สาง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสิเจ้าคะ  เกรงว่าจะมาขอส่วนบุญ”

           “อย่างนั้นหรือโยม”  ท่านหันไปถามกัญญา

           “เจ้าค่ะ”  หล่อนตอบรับสั้น ๆ  มิได้เล่าขยายความในเหตุการณ์ที่ประสบให้พระฟัง   กลัวท่านจะเห็นเป็นเรื่องเหลือเชื่อไร้สาระ

           “ก็ได้แต่ทำบุญไปให้เขา  ส่วนจะถึงหรือไม่ถึง  แล้วเขาจะรับหรือไม่รับก็เป็นส่วนของเขา  อย่างน้อยโยมก็ได้ในส่วนของโยมละนะ”  ภิกษุเงยหน้ามองนาฬิกาทรงกลมเรือนใหญ่บนผนังครู่หนึ่งจึงพูดต่อ  “ตั้งใจกันให้พร้อมแล้วก็ถวายของเถอะโยม”

           กัญญาเปิดกระเป๋าถือหยิบซองสีขาวออกมายกขึ้นพนมระดับอก   หล่อนใส่ธนบัตรไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่อยู่บ้าน  ตั้งใจถวายเป็นค่าน้ำและค่ากระแสไฟของวัดโดยได้เขียนระบุไว้ชัดเจนที่หน้าซอง

           หญิงสาวอธิษฐานขอให้เหตุร้ายทั้งปวงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี   แล้วหล่อนก็ยื่นซองให้มารดากับเมธาวัฒน์ร่วมบุญ  จากนั้นทั้งคณะจึงช่วยกันประเคนของและภัตตาหารที่เตรียมมาถวายแด่พระสงฆ์  จนเสร็จสิ้นลงด้วยการร่วมกันกรวดน้ำรับพรจากพระ

           “ใกล้เพลแล้วเดี๋ยวท่านต้องฉันเพล  เราออกไปไหว้พระกันก่อนจะได้ไม่เป็นการรบกวนท่าน”  นางยุพินบอกผู้ร่วมคณะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  แต่งนิยาย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่