ที่มา: หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556
หลังจากภาวะเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงชะลอตัวลง เนื่องจากการอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ล้วนชะลอตัวลง รัฐบาลจึงหวังพึ่งรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ที่ผ่านมาจึงมีมาตรการกระตุ้นภาคบริการและการท่องเที่ยว ทั้งการให้นำค่าใช้จ่าย ค่าห้องพัก ค่าจัดสัมมนาในประเทศ มาหักภาษีได้ 2 เท่าในปีภาษี 2556-2557 รวมไปถึงการเร่งรัดให้ส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาไม่น้อยกว่า 50% และให้นำค่าใช้จ่ายที่ลงทุนซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มาหักค่าเสื่อมได้ 50% ในปีแรก แต่ภาคเอกชนก็ยังมองว่า มาตรการดังกล่าวไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เท่าที่ควร
ล่าสุดกระทรวงการคลังมีไอเดียจะลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยบางรายการ เพื่อหวังให้ไทยสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกงได้ ในฐานะของการเป็น "ช็อปปิ้งพาราไดซ์" แห่งใหม่ แต่พอมีกระแสข่าวออกไป ก็ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เกรงว่าสินค้าในประเทศจะได้รับผลกระทบ แต่นักวิชาการ ห้างร้าน และ ททท. ต่างยกมือสนับสนุน เพราะมองว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวได้ เรื่องนี้จึงต้องวัดใจรัฐบาลว่าจะเลือกผลดีต่อการท่องเที่ยว หรือฟังเสียงสะท้อนของภาคเอกชนในประเทศมากกว่า
คลังหวังไทยเป็นช็อปปิ้งพาราไดซ์
สำหรับแนวคิดในการปรับลดสินค้าฟุ่มเฟือยให้แก่สินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมเพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอยนั้น เริ่มมาจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่มองว่า น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวได้ทันที จึงสั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของการปรับลดภาษีลง รวมทั้งให้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อฟังเสียงสะท้อนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
จนกระทั่งล่าสุด นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมารับลูกว่า สินค้าที่เข้าข่าย เช่น น้ำหอม นาฬิกา เครื่องสำอาง และสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่กรมศุลกากรจัดเก็บภาษีปัจจุบัน 30% โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลงมาเหลือ 5% เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายสินค้า หรือช็อปปิ้งพาราไดซ์ แข่งขันกับประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง พร้อมทั้งระบุว่า น่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้ทันฤดูกาลท่องเที่ยวนช่วงปลายปีนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้คนไทยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะคนที่มีกำลังซื้อสินค้าดังกล่าวจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว
นอกจากนั้นมองว่า การลดภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้เพียงหลักพันล้านบาท แต่มีผลดีในการกระตุ้นยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อหัวได้มากขึ้น จากอยู่ที่ 4,393 บาทต่อคนต่อวันในปี 2555 โดยปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวก็เข้ามาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 26 ล้านคน จากปีก่อนที่มีจำนวน 22 ล้านคน หากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ ทดแทนภาคการส่งออกของประเทศที่ชะลอตัวลงได้
เร่งกล่อมเอกชนลดสินค้าไม่กระทบ
ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังคงไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยได้ทุกรายการสินค้า แต่จะพิจารณาปรับลดในบางรายการสินค้าที่ไม่มีผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ เช่น แว่นตา นาฬิกา กล้องถ่ายภาพ เป็นต้น
ขณะที่แหล่งข่าวในกระทรวงการคลังระบุว่า ในหลักการของการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยนั้น คงจะใช้วิธีการนำร่องลดภาษีในรายการสินค้าที่ผู้ประกอบการในประเทศได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ เช่น น้ำหอม และนาฬิกา เป็นต้น เนื่องจากการหารือของ สศค. กับเอกชนนั้น ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายนี้
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ระหว่างนี้กระทรวงการคลังก็จะหารือกับผู้ประกอบการที่ยังไม่เห็นด้วยเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน โดยยืนยันว่าจะลดภาษีสินค้าที่ภาคเอกชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และหากลดภาษีแล้วก็ต้องมุ่งหวังให้เกิดผลดีในการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้จริง
"หากลดภาษีรายการสินค้าใดแล้วก็ต้องได้ผลจริง เช่น บางรายการอาจปรับลดลงเหลือ 0% เพื่อให้แข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกงได้ แต่คงมีเพียงไม่กี่รายการ โดยยืนยันว่าไม่ใช่สินค้ากลุ่มเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่มีการผลิตในประเทศจำนวนมากอย่างแน่นอน" นายสมชัยกล่าว
สรรพากรแจงคืนแวตทะลุล้านคน
ด้านนางจิตรมณี สุวรรณพูล โฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย อย่างนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทยสูงขึ้นมาก
ทั้งนี้ จากตัวเลขการขอคืนล่าสุด 8 เดือนของปีงบประมาณ 2556 พบว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเข้ามาแล้วจำนวน 1.04 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 44% คิดเป็นเม็ดเงินภาษี 1,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 24,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26%
หากดูตัวเลขย้อนหลังไปปีงบประมาณ 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยวขอคืนภาษี 7.96 แสนราย เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 ที่มี 5.86 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 35.92% เม็ดเงินภาษี 1,386 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 1,064 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 21,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 16,270 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30%
"จากยอดขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 8 เดือนของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่จำนวนราย เม็ดเงิน และมูลค่าสินค้า สะท้อนว่านักท่องเที่ยวนิยมมาซื้อสินค้าในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตหากยิ่งลดภาษีนำเข้าก็ทำให้สินค้ายิ่งถูกลง กระตุ้นการใช้จ่ายในไทยได้มากขึ้น" นางจิตรมณีกล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลตัวเลขการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2556 มีมูลค่ากว่า 1,677 ล้านดอลลาร์ หรือ 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 24% โดย 3% อันดับแรกคือ น้ำหอม รองลงมาคือ เครื่องสำอาง นาฬิกา และอุปกรณ์
ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง
===========================================================================
เสียงแตกดัมพ์ราคาแบรนด์เนม เอกชนค้าน นักวิชาการ-ททท. หนุน
นายสุรพล ศรีตระกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เต็มแพค ทัวร์ อดีตนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวถึงแนวคิดในการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวว่า ส่วนตัวยังไม่แน่ใจว่าหากลดภาษีแล้วจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง เพราะนักท่องเที่ยวสามารถซื้อที่ประเทศอื่นได้อยู่แล้ว ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งมีราคาถูกกว่าในไทย ที่คลุกคลีกับนักท่องเที่ยวจีนจะนิยมมาซื้อสินค้าแปลกๆ ที่ผลิตในไทย หรือสินค้าโอท็อปมากกว่า หากรัฐบาลส่งเสริมสินค้าไทยให้มีการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งให้น่าซื้อน่าจะช่วยเพิ่มยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้มากกว่า อีกทั้งส่วนใหญ่ที่เข้ามาเมืองไทยก็ไม่ใช่มาเพื่อช็อปปิ้ง แต่ต้องการมาท่องเที่ยวสถานที่ตามธรรมชาติมากกว่า
ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า กกร. ประเมินแล้วว่า การลดภาษีดังกล่าจะส่งผลให้สินค้าต่างประเทศเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ และจะกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น เช่น เครื่องหนัง รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องนี้ต่อ ควรขยายร้านค้าปลอดภาษี หรือดิวตี้ฟรี แทนการลดภาษีนำเข้ามากกว่า
ขณะที่นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี ให้การสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเต็มตัว อีกทั้งยังเกิดประโยชน์เชื่อมโยงไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม แท็กซี่ ร้านนวด ซึ่งไทยถือว่ามีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ขาดเพียงมาตรการทางด้านภาษีที่จะเป็นแรงส่งเสริมองค์ประกอบต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเท่านั้น
วัดใจรัฐบาลลดภาษีแบรนด์เนม กระตุ้นใช้จ่าย หนุนท่องเที่ยว พยุง ศก.
หลังจากภาวะเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงชะลอตัวลง เนื่องจากการอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ล้วนชะลอตัวลง รัฐบาลจึงหวังพึ่งรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ที่ผ่านมาจึงมีมาตรการกระตุ้นภาคบริการและการท่องเที่ยว ทั้งการให้นำค่าใช้จ่าย ค่าห้องพัก ค่าจัดสัมมนาในประเทศ มาหักภาษีได้ 2 เท่าในปีภาษี 2556-2557 รวมไปถึงการเร่งรัดให้ส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาไม่น้อยกว่า 50% และให้นำค่าใช้จ่ายที่ลงทุนซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มาหักค่าเสื่อมได้ 50% ในปีแรก แต่ภาคเอกชนก็ยังมองว่า มาตรการดังกล่าวไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เท่าที่ควร
ล่าสุดกระทรวงการคลังมีไอเดียจะลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยบางรายการ เพื่อหวังให้ไทยสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกงได้ ในฐานะของการเป็น "ช็อปปิ้งพาราไดซ์" แห่งใหม่ แต่พอมีกระแสข่าวออกไป ก็ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เกรงว่าสินค้าในประเทศจะได้รับผลกระทบ แต่นักวิชาการ ห้างร้าน และ ททท. ต่างยกมือสนับสนุน เพราะมองว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวได้ เรื่องนี้จึงต้องวัดใจรัฐบาลว่าจะเลือกผลดีต่อการท่องเที่ยว หรือฟังเสียงสะท้อนของภาคเอกชนในประเทศมากกว่า
คลังหวังไทยเป็นช็อปปิ้งพาราไดซ์
สำหรับแนวคิดในการปรับลดสินค้าฟุ่มเฟือยให้แก่สินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมเพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอยนั้น เริ่มมาจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่มองว่า น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวได้ทันที จึงสั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของการปรับลดภาษีลง รวมทั้งให้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อฟังเสียงสะท้อนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
จนกระทั่งล่าสุด นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมารับลูกว่า สินค้าที่เข้าข่าย เช่น น้ำหอม นาฬิกา เครื่องสำอาง และสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่กรมศุลกากรจัดเก็บภาษีปัจจุบัน 30% โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลงมาเหลือ 5% เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายสินค้า หรือช็อปปิ้งพาราไดซ์ แข่งขันกับประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง พร้อมทั้งระบุว่า น่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้ทันฤดูกาลท่องเที่ยวนช่วงปลายปีนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้คนไทยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะคนที่มีกำลังซื้อสินค้าดังกล่าวจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว
นอกจากนั้นมองว่า การลดภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้เพียงหลักพันล้านบาท แต่มีผลดีในการกระตุ้นยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อหัวได้มากขึ้น จากอยู่ที่ 4,393 บาทต่อคนต่อวันในปี 2555 โดยปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวก็เข้ามาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 26 ล้านคน จากปีก่อนที่มีจำนวน 22 ล้านคน หากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ ทดแทนภาคการส่งออกของประเทศที่ชะลอตัวลงได้
เร่งกล่อมเอกชนลดสินค้าไม่กระทบ
ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังคงไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยได้ทุกรายการสินค้า แต่จะพิจารณาปรับลดในบางรายการสินค้าที่ไม่มีผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ เช่น แว่นตา นาฬิกา กล้องถ่ายภาพ เป็นต้น
ขณะที่แหล่งข่าวในกระทรวงการคลังระบุว่า ในหลักการของการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยนั้น คงจะใช้วิธีการนำร่องลดภาษีในรายการสินค้าที่ผู้ประกอบการในประเทศได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ เช่น น้ำหอม และนาฬิกา เป็นต้น เนื่องจากการหารือของ สศค. กับเอกชนนั้น ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายนี้
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ระหว่างนี้กระทรวงการคลังก็จะหารือกับผู้ประกอบการที่ยังไม่เห็นด้วยเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน โดยยืนยันว่าจะลดภาษีสินค้าที่ภาคเอกชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และหากลดภาษีแล้วก็ต้องมุ่งหวังให้เกิดผลดีในการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้จริง
"หากลดภาษีรายการสินค้าใดแล้วก็ต้องได้ผลจริง เช่น บางรายการอาจปรับลดลงเหลือ 0% เพื่อให้แข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกงได้ แต่คงมีเพียงไม่กี่รายการ โดยยืนยันว่าไม่ใช่สินค้ากลุ่มเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่มีการผลิตในประเทศจำนวนมากอย่างแน่นอน" นายสมชัยกล่าว
สรรพากรแจงคืนแวตทะลุล้านคน
ด้านนางจิตรมณี สุวรรณพูล โฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย อย่างนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทยสูงขึ้นมาก
ทั้งนี้ จากตัวเลขการขอคืนล่าสุด 8 เดือนของปีงบประมาณ 2556 พบว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเข้ามาแล้วจำนวน 1.04 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 44% คิดเป็นเม็ดเงินภาษี 1,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 24,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26%
หากดูตัวเลขย้อนหลังไปปีงบประมาณ 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยวขอคืนภาษี 7.96 แสนราย เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 ที่มี 5.86 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 35.92% เม็ดเงินภาษี 1,386 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 1,064 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 21,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 16,270 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30%
"จากยอดขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 8 เดือนของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่จำนวนราย เม็ดเงิน และมูลค่าสินค้า สะท้อนว่านักท่องเที่ยวนิยมมาซื้อสินค้าในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตหากยิ่งลดภาษีนำเข้าก็ทำให้สินค้ายิ่งถูกลง กระตุ้นการใช้จ่ายในไทยได้มากขึ้น" นางจิตรมณีกล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลตัวเลขการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2556 มีมูลค่ากว่า 1,677 ล้านดอลลาร์ หรือ 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 24% โดย 3% อันดับแรกคือ น้ำหอม รองลงมาคือ เครื่องสำอาง นาฬิกา และอุปกรณ์
ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง
===========================================================================
เสียงแตกดัมพ์ราคาแบรนด์เนม เอกชนค้าน นักวิชาการ-ททท. หนุน
นายสุรพล ศรีตระกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เต็มแพค ทัวร์ อดีตนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวถึงแนวคิดในการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวว่า ส่วนตัวยังไม่แน่ใจว่าหากลดภาษีแล้วจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง เพราะนักท่องเที่ยวสามารถซื้อที่ประเทศอื่นได้อยู่แล้ว ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งมีราคาถูกกว่าในไทย ที่คลุกคลีกับนักท่องเที่ยวจีนจะนิยมมาซื้อสินค้าแปลกๆ ที่ผลิตในไทย หรือสินค้าโอท็อปมากกว่า หากรัฐบาลส่งเสริมสินค้าไทยให้มีการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งให้น่าซื้อน่าจะช่วยเพิ่มยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้มากกว่า อีกทั้งส่วนใหญ่ที่เข้ามาเมืองไทยก็ไม่ใช่มาเพื่อช็อปปิ้ง แต่ต้องการมาท่องเที่ยวสถานที่ตามธรรมชาติมากกว่า
ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า กกร. ประเมินแล้วว่า การลดภาษีดังกล่าจะส่งผลให้สินค้าต่างประเทศเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ และจะกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น เช่น เครื่องหนัง รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องนี้ต่อ ควรขยายร้านค้าปลอดภาษี หรือดิวตี้ฟรี แทนการลดภาษีนำเข้ามากกว่า
ขณะที่นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี ให้การสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเต็มตัว อีกทั้งยังเกิดประโยชน์เชื่อมโยงไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม แท็กซี่ ร้านนวด ซึ่งไทยถือว่ามีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ขาดเพียงมาตรการทางด้านภาษีที่จะเป็นแรงส่งเสริมองค์ประกอบต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเท่านั้น