:: ฉันอยากบ่นกับชีวิต ::

กระทู้สนทนา
ช่วงเดือน พค. ปี 2555 ช่วงนี้ ถ้าจำไม่ผิด ก็เริ่มเซ็งๆ กับหลายๆเรื่องล่ะ
ปีชง ปีดวงตก หรืออะไรก็จะไปโทษอะไร โทษปีชง แต่ไม่ใช่สันดาน
เลยช่างแมร่ง ปล่อยๆมันไป

พอมา 21 กย. 2555 มาเกิดระเบิดหน้าบ้าน เออ ช่วงนี้แหละที่สติแตกไปเลย
ช๊อค เอ๋อแดรก ไปสามวันเต็มๆ รู้ตัวเลยว่า สติหลุดออกจากร่างนี่มันมีอาการยังไงบ้าง
ความกลัว ความฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวล ปัญหาที่ต้องแก้ไข มีสารพัด
นู่นก็มา นี่ก็มา โอ๊ยยหลายเรื่องมาก บางทีก็น้ำตาตกนะ
เฮ๊ย ชีวิตตรู มันจะเจออะไรแบบนี้อีกมั๊ยฟระ แค่นี้ก็จะตายห่านแล้วนะ

พอท้อแท้มากๆ คำหนึ่งที่เพื่อนสนิทคนหนึ่ง เคยปลอบใจเมื่อมีปัญหาชีวิตรอบแรก
เพื่อนคนนั้นก็ปลอบใจไปตามเรื่อง แต่มีคำหนึ่งจำแม่นมาก
เพื่อนมันบอกประมาณนี้

"เอาวะ จะทุกข์ จะอะไรก็ชั่ง เข้ามาเลย กรูพร้อมจะสู้กับมัน จะอยู่จะตายก็วัดดวงกันไปเลย"

ถ้อยคำพวกนี้เองครับ ที่ช่วยให้ชีวิตอดทนได้จนถึงที่สุด
ช่วงนั้นจำได้แม่นมากว่า ช๊อคอยู่สามวันเต็มๆ  ร้องไห้ไปเยอะเชียว
ปกติไม่ใช่คนมานั่งร้องไห้พร่ำเพ้ออะไร ใครโทรมาปลอบใจ ร้องไห้กับเขาไปหมด

เออ ยอมรับว่า ช่วงนั้นมันไม่ไหวจริงว่ะ พอผ่านไปสามวันนับจากเกิดเรื่อง ก็พอเหอะ
ไร้สาระมาพอแล้ว มีอะไรต้องทำอีกตั้งเยอะ อย่างไหนทำได้ก็ทำไปก่อน
ก็ค่อยๆทำไป สู้ไป โชคดีที่มีครอบครัวพื้นฐานดีหน่อย รักและเข้าใจไม่ทอดทิ้งกัน
เพื่อนก็สำคัญมาก หลากหลายกำลังใจจริงๆ เลยผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้

แต่โดยนิสัย หากจิตใจตนเองไม่พร้อมจริงๆ ยังไม่อยู่ตัว ก็ขอเก็บตัวเงียบๆก่อนนะ
ขอรักษาแผลให้หายดีก่อน ขืนมาเล่นกับใครในช่วงที่อารมณ์ยังไม่พร้อม
ต้องเผลอไปเหวี่ยงใส่ใครแน่นอน ขอสะสางปัญหารอบตัวให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า
เสร็จธุระแล้วค่อยว่ากันใหม่

นั่นคือ คำตอบที่หลายคนมักชอบถาม ว่าทำไมเลิกเล่น FB ล่ะ เข้าใจดีว่าเพื่อนห่วง เพื่อนคิดถึง
เห้นไอ้นี่ มันเงียบหายไปนาน แหมมม รักเพื่อยพวกนี้ที่สุด
แต่ก็นะ คันปากว่ะ โทรศัพท์ก็มี คิดถึงก็โทรมาหาเส่ะ โทรมาคุยกัน
นี่อะไร จะก้มหน้าก้มตาคุยกันผ่านตัวอักษรเท่านั้นหรือ
บางคนมีธุระที่ต้องคุยกันยาวๆนะ ก็ไม่เข้าใจว่า เอ๊ะ..เมิงจะพิมพ์ผ่าน line ไมเนี่ย
คุยกันสะดวกกว่ามั๊ย กรูรำคาญเว๊ยเฮ๊ยย พอเราทนไม่ได้ ก็ต้องโทรไปแทน
เฮ้อ!! เทคโนโลยี มันไปเร็วเกิน หรือเราเอามันไม่อยู่หว่า

เพื่อนบางคนนัดกินข้าวกัน พอคุยกัน เจ้านี่ก็ เอาแต่ อือ อาา เออ ไม่มีสบตาล่ะ
เผลอแว๊บดูโทรศัพท์ ยังกะพวกเพิ่งมีเทคโนโลยี เออใช่ว่ากรู ไม่เข้าใจ เข้าใจดีนะนั่น
พอทนไม่ไหวก็บอกไปว่า เฮ๊ย เสียมารยาทว่ะ นานๆเจอกันที
คุยกันบ้างเหอะ ว่างๆค่อยไปเล่น ขอนะไม่กี่ชม.เอง

เออ แนะ งอนอีกล่ะ หาว่าไม่เข้าใจ
โถ ไอ้บ้า คบกันมาตั้งแต่ประถม อายุสี่สิบแล้วนี่นะ ทำไมจะไม่รู้จักสันดานพวกเมิง
หน๊อยย หาว่าเรา ปากหมา สันดานเสีย ชอบพูดตรงๆเรื่อย เข้าใจมั่งมั๊ยว่าเพื่อนเจ็บเป็น
เออ..แน๊ ไอ้พวกนี้มันก็แถ เข้าข้างตัวเองอีกเว๊ยเฮ๊ย
ถ้าเปนคนอื่นพ่อตบคว่ำ คาจานข้าวล่ะ แต่ก็นะเพื่อนกัน แซวกันแรงๆขำๆ แต่ก็ยังรักกัน

แต่จริงๆนะ เริ่มรู้สึกมากขึ้นทุกทีว่า พอคนเริ่มสนใจเทคโนโลยีกันมากขึ้น
คนเริ่มเห้นแต่ตนเอง เอาตัวเองเปนศูนย์กลางจักรวาลมากขึ้นทุกที
มองแต่ตัวเอง สนใจแต่เรื่องราวของตนเอง โพสไปเหอะ ไปกินที่ไหน อะไรยังไง บอกมันทุกอย่าง
เอ๊ะ ทำไมไม่มากดไลค์ให้ฉัน
พอทีแบบนี้ยังมีหน้ามาบ่นอีกนะ ป่วยหนักเข้า ก็โทษสังคม หาว่าไม่มีคนรัก ไม่มีใครสนใจ
เฮ้อๆๆ ถอนหายใจอีกหลายๆเฮือก

หรือเราแก่ไปแล้วจริงๆ ต้องไปศึกษาธรรมมะขัดเกลาจิตใจ
จริงๆมันก็คือ ธรรมดาของโลก หาจุดสมดุลย์ให้เจอก็พอ
ใครเจอก่อน ก็โชคดีไป

วันก่อนเพื่อนสนิท ส่งลิงก์นี้มาให้อ่าน บอกว่า เราสองคนนี่ คิดไปไกลแล้ว
ผมก็บอกว่า เออใช่ซิ คิดไปไกลกว่าคนอื่น แรกๆก็เซ๊งนะ เวลาใครมาพูดให้เข้าหูว่า
เฮ๊ยพูดอะไรเป็นคนแก่ ไม่รู้เรื่อง ไร้สาระ เสียเวลา
แล้วไงล่ะ ทีพวกเมิงทุกข์ นะ แมร่งโทรมาปรึกษากรูทีเป็นชม.
กรูน่ะกำความลับชาวบ้านล้นสมองแล้วเว๊ยย
แถมบางที แมร่งบอกประหยัดค่าโทร เฮ๊ย โทรหากรูหน่อยซิ
เออ ดีนะ ปัญหาชีวิตเมิง ค่าโทรศัพท์กรู

ลิงก์นี้ครับ ดีเชียวล่ะ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=426690307441490&set=a.344989285611593.73023.100003015729369&type=1&ref=nf

แหมมม แต่ละคนนะ ให้ตายซิ!!
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่