(ที่มา:มติชนรายวัน 11 ก.ย.2556)
ไม่ว่าสภาพอันเกิดขึ้น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ว่าสภาพอันเกิดขึ้น
ดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการประชุมสภา
เหมือนกัน
เพียงแต่สภาพอันเกิดขึ้น ณ สนามบินสุวรณภูมิ คือ อุบัติเหตุอัน
เนื่องแต่เครื่องบินแอร์บัสไถลตกรันเวย์
เกิดไฟลุกไหม้เครื่องยนต์
ขณะที่สภาพอันเกิดขึ้น ณ ที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม เป็นต้นมา
เป็นเรื่องของ "คน"
ไม่ว่าเรื่องของ "เครื่องจักร" อย่างแอร์บัส ไม่ว่าเรื่องของ "คน"
อย่างที่เรียกว่าเป็นนักการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้
เพียงแต่ต่อเครื่องจักรอาจเป็น "อุบัติเหตุ"
ขณะที่กล่าวสำหรับการประชุมรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ไม่สามารถสรุปว่าเป็น "อุบัติเหตุ" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
เพราะตั้งใจ เพราะเจตนา
น่าสังเกตว่า นับแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารราชการแผ่นดิน
ได้ครบ 2 ปี และกำลังเหยียบบาทก้าวเข้าสู่ปีที่ 3
มีหลาย "ปรากฏการณ์" เกิดขึ้น
ปรากฏการณ์ 1 มาจากรัฐบาล ที่ดำเนินการหลายอย่างให้เป็นไปตาม
"นโยบาย" อันเคยแถลงไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2554
นั่นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นั่นก็คือ การปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง
นั่นก็คือ การนำเสนอกฎหมายกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนา
โครงสร้างด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ
เป็นการสร้างประเทศไทย "ใหม่"
นั่นก็คือ การแปรวิกฤตจากมหาอุทกภัยตอนปลายปี 2554 ให้เป็นโอกาส
ด้วยการใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3.4 แสนล้านบาทเพื่อบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย
ปรากฏการณ์ 1 มาจากฝ่ายค้าน
นั่นก็คือ การต้านทุกโครงการ การค้านทุกถ้อยคำ การไม่เห็นด้วย
ทุกนโยบายและทุกเม็ดเงิน เพื่อบ่อนเซาะ ดิสเครดิต และถึงกับ
ประกาศล้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้จงได้
แผนการ 8 ตุลาคม
จากการปะทะระหว่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ ขบวนการฝ่ายค้าน
อันนำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์
ร้อนแรงยิ่งในขวบปีที่ 3
เพราะหากรัฐบาลสามารถตีฝ่าคลื่นลมทางการเมืองผ่านไปได้เป็นปีที่ 3
พร้อมกับการแปร "นโยบาย" เป็นรูปธรรมทางการปฏิบัติที่เป็นจริง
นั่นหมายถึง ผลงาน ความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ผลงาน และความสำเร็จของรัฐบาล ในอีกด้านย่อมหมายถึง
โอกาสและอนาคตอันตีบตันเป็นลำดับของฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์
หมายถึงรัฐบาลผ่านวันที่ 8 ตุลาคมไปได้
หมายถึงความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2539 เป็นต้นมาของ
พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นการพ่ายแพ้อย่างสะสม ยาวนาน
นี่ย่อมเป็นอาการ "จนตรอก"
เป็นความจนตรอกที่ทำให้สภาพของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์
มีอาการเดียวกันกับเครื่องบินแอร์บัส เมื่อรันเวย์ลงจอด
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ คือ เบรกแตก หลุดออกจากวงจรและแนวทางเดิม
เกิดสภาพ "ไฟธาตุแตก" เสีย "สมาธิ"
ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่อยู่ในสภาพ "เสียศูนย์"
หากเป็นกันหมดทั้ง "ขบวน"
1 คือ ความโกรธกริ้ว ขาดสติ กรีดร้องโหยหวน และยกเก้าอี้ขึ้นทุ่ม 1 คือ
ใช้คำหยาบ ด่าทอ อีกฝ่ายอย่างไร้รสนิยม ไม่ว่าโดยการพูด ไม่ว่าโดย
การเขียน เป็นเหมือนกันหมด
หัวหงอก หัวดำ
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378884469&grpid=&catid=12&subcatid=1200
สังคมภายนอก กับ โลกไซเบอร์ ดูไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่
อ่านกระทู้ด่าทอ เสียดสี ถากถาง นายกฯ รัฐบาล รวมถึง คนชอบรัฐบาล
โดนกันถ้วนหน้า ....แล้วแบบนี้ เมื่อไหร่ ถึงจะเป็นเสียงข้างมากซะที
เสียศูนย์ การเมือง อารมณ์แปร ไฟธาตุแตก หลุดจาก′รันเวย์′ วิเคราะห์ มติชนออนไลน์
ไม่ว่าสภาพอันเกิดขึ้น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ว่าสภาพอันเกิดขึ้น
ดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการประชุมสภา
เหมือนกัน
เพียงแต่สภาพอันเกิดขึ้น ณ สนามบินสุวรณภูมิ คือ อุบัติเหตุอัน
เนื่องแต่เครื่องบินแอร์บัสไถลตกรันเวย์
เกิดไฟลุกไหม้เครื่องยนต์
ขณะที่สภาพอันเกิดขึ้น ณ ที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม เป็นต้นมา
เป็นเรื่องของ "คน"
ไม่ว่าเรื่องของ "เครื่องจักร" อย่างแอร์บัส ไม่ว่าเรื่องของ "คน"
อย่างที่เรียกว่าเป็นนักการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้
เพียงแต่ต่อเครื่องจักรอาจเป็น "อุบัติเหตุ"
ขณะที่กล่าวสำหรับการประชุมรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ไม่สามารถสรุปว่าเป็น "อุบัติเหตุ" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
เพราะตั้งใจ เพราะเจตนา
น่าสังเกตว่า นับแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารราชการแผ่นดิน
ได้ครบ 2 ปี และกำลังเหยียบบาทก้าวเข้าสู่ปีที่ 3
มีหลาย "ปรากฏการณ์" เกิดขึ้น
ปรากฏการณ์ 1 มาจากรัฐบาล ที่ดำเนินการหลายอย่างให้เป็นไปตาม
"นโยบาย" อันเคยแถลงไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2554
นั่นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นั่นก็คือ การปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง
นั่นก็คือ การนำเสนอกฎหมายกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนา
โครงสร้างด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ
เป็นการสร้างประเทศไทย "ใหม่"
นั่นก็คือ การแปรวิกฤตจากมหาอุทกภัยตอนปลายปี 2554 ให้เป็นโอกาส
ด้วยการใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3.4 แสนล้านบาทเพื่อบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย
ปรากฏการณ์ 1 มาจากฝ่ายค้าน
นั่นก็คือ การต้านทุกโครงการ การค้านทุกถ้อยคำ การไม่เห็นด้วย
ทุกนโยบายและทุกเม็ดเงิน เพื่อบ่อนเซาะ ดิสเครดิต และถึงกับ
ประกาศล้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้จงได้
แผนการ 8 ตุลาคม
จากการปะทะระหว่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ ขบวนการฝ่ายค้าน
อันนำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์
ร้อนแรงยิ่งในขวบปีที่ 3
เพราะหากรัฐบาลสามารถตีฝ่าคลื่นลมทางการเมืองผ่านไปได้เป็นปีที่ 3
พร้อมกับการแปร "นโยบาย" เป็นรูปธรรมทางการปฏิบัติที่เป็นจริง
นั่นหมายถึง ผลงาน ความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ผลงาน และความสำเร็จของรัฐบาล ในอีกด้านย่อมหมายถึง
โอกาสและอนาคตอันตีบตันเป็นลำดับของฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์
หมายถึงรัฐบาลผ่านวันที่ 8 ตุลาคมไปได้
หมายถึงความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2539 เป็นต้นมาของ
พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นการพ่ายแพ้อย่างสะสม ยาวนาน
นี่ย่อมเป็นอาการ "จนตรอก"
เป็นความจนตรอกที่ทำให้สภาพของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์
มีอาการเดียวกันกับเครื่องบินแอร์บัส เมื่อรันเวย์ลงจอด
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ คือ เบรกแตก หลุดออกจากวงจรและแนวทางเดิม
เกิดสภาพ "ไฟธาตุแตก" เสีย "สมาธิ"
ไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่อยู่ในสภาพ "เสียศูนย์"
หากเป็นกันหมดทั้ง "ขบวน"
1 คือ ความโกรธกริ้ว ขาดสติ กรีดร้องโหยหวน และยกเก้าอี้ขึ้นทุ่ม 1 คือ
ใช้คำหยาบ ด่าทอ อีกฝ่ายอย่างไร้รสนิยม ไม่ว่าโดยการพูด ไม่ว่าโดย
การเขียน เป็นเหมือนกันหมด
หัวหงอก หัวดำ
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1378884469&grpid=&catid=12&subcatid=1200
สังคมภายนอก กับ โลกไซเบอร์ ดูไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่
อ่านกระทู้ด่าทอ เสียดสี ถากถาง นายกฯ รัฐบาล รวมถึง คนชอบรัฐบาล
โดนกันถ้วนหน้า ....แล้วแบบนี้ เมื่อไหร่ ถึงจะเป็นเสียงข้างมากซะที