ถ้าผมไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป บางทีประเทศไทยอาจมาถูกทางแล้ว

กระทู้สนทนา
เนื่องจากเป็นคนในวงการการศึกษา และได้ยินข่าวคราวทางด้านการศึกษามากมาย ทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี
แต่สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคือ
ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยสนใจข่าวทางด้านการศึกษามากขึ้น สังคมยอมรับการวิพากษ์ทางการศึกษามากขึ้น  
สิ่งนี้ก็หมายถึงคนไทยทั้งประเทศเริ่มที่จะมีบทบาทในการจัดการศึกษาไม่จากทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งจากผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ
ผ่านการวิพากษ์ทางการศึกษา ซึ่งถึงแม้จะรุนแรงไปบ้างแต่มันก็เป็นปรากฏการณ์ที่จำต้องเกิดขึ้น สื่อจะทำข่าวที่คนในประเทศสนใจเสมอ หากข่าวการศึกษาน้อยกว่านี้ บางทีมันอาจจะหมายถึงเรื่องแย่ๆ ที่แย่กว่านี้ก็เป็นได้

    ผมมองไม่เห็นความสำคัญในการศึกษาดูงานทางด้านการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยดูจากบริบทในปัจจุบัน เพราะเหตุการณ์ที่ประเทศนั้นๆ พัฒนาเป็นผลพวกจากเหตุการณ์ในอดีต หาใช่เป็นเหตุการณ์ในปัจจุบันไม่
การเกิดขึ้นของมหาอำนาจล้วนเกิดจากการทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายที่มากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างบ้าคลั่งและเมื่อลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าประเทศตนเองอยู่ล้ำหน้าประเทศอื่นๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พฤษภาคม พ.ศ. 2540 หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งแล้วนายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ครั้งแรกเขาได้บอกถึงนโยบาย 3 นโยบายแรกที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือ การศึกษา การศึกษาและการศึกษา สิ่งนี้เป็นผลจากอดีตที่พบว่าการจัดการเรียนศึกษาของอังกฤษนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทฤษฎีทางด้านการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย แต่ใช้ไม่ได้จริงสักอย่างหนึ่งในนั้นคือ Comprehensive learning และพบว่าคะแนนนักเรียนตกจนรัฐบาลแทบจะรับไม่ได้ จนต้องอิงนโยบายพื้นฐาน “BACK to BASIC” (เหตุการณ์ Chlid Center ถูกหยิบขึ้นมาพูดก่อนที่จะเข้าสู่ Back to Basic) ประเทศญี่ปุ่น 2542 ได้ดำเนินนโยบายการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม แบบเดียวกันกับ Comprehensive learning ของอังกฤษ และเช่นเดียวกัน คะแนนนักเรียนทั้งประเทศตก และทำให้แนวคิดการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่ฟังแล้วดูดีต้องยกเลิกไป แนวคิดนั้นคือ การศึกษาไม่จำเป็นต้องลงในรายละเอียด แต่ควรจะรู้กว้าง ก็เพียงพอแล้วที่จะนำไปสร้างโปรเจ็คใหม่ๆ ผลที่ได้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เด็กจะสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้อย่างไร ถ้ายังเรียนเรื่องนั้นๆ ไม่ลึกพอ

    บทความที่ผมจะนำมาให้ท่านได้อ่านเป็นบทความแปลของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผม save เก็บไว้เมื่อนานมาแล้ว เป็นบทความอายุประมาณ 10 ปีที่แล้ว   ซึ่งประโคมข่าวการลดลงของอันดับความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ลดลงจากอันดับ 2 ของโลกมาเป็น อันดับ 6 ของโลก เป็นบทความที่คนญี่ปุ่นกล่าวถึงประเทศตัวเอง และมองไปยังประเทศอังกฤษ ในยุคนั้น ลองดูนะครับว่า 20 ปีที่แล้ว จนถึง ณ เวลานี้ ประเทศไทยได้เข้าใกล้คำว่า “เจริญ” แล้วหรือยัง
“...ญี่ปุ่นเป็นประเทศการศึกษาพัฒนาแล้ว
การศึกษา คือ หน้าที่ที่สังคมหนึ่งถ่ายทอดคุณค่าที่สำคัญไปยังรุ่นถัดๆไป ความหมายกว้างๆ สามารถกล่าวได้ว่า การศึกษาคือการที่สภาพแวดล้อมของสังคมทั้งระบบส่งผลให้เกิดการพัฒนาและเจริญเติบโตของทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่รวมทุกๆคน แต่ความหมายแคบก็คือ หน้าที่ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมอันมีคุณค่าให้แก่สังคมยุคถัดไป

ถ้างั้น ตอนนี้สังคมญี่ปุ่นกำลังคิดว่า สิ่งที่เป็นคุณค่านั่นน่ะเป็นอะไรกัน? ปรัชญาการศึกษาของญี่ปุ่นโดยทั่วไปแล้วคืออะไรกัน?

พูดง่ายๆได้ว่า สิ่งนั้นมันก็คือประชาธิปไตยและมนุษยนิยม ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Humanism นั่นเอง ก็คงเป็นเพราะช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้รับประสบการณ์จากระบอบเผด็จการทหารแบบเบ็ดเสร็จมาก่อน การปกป้องสันติภาพ อย่างสากลนิยมที่เข้ามาฝั่งในชีวิตจากสิ่งนี้จึงเป็นปรัชญาที่เราเสาะแสวงหา ไม่ใช่อย่างอื่นเป็นแน่

รูปร่างหน้าตาของการศึกษาของญี่ปุ่นมันเป็นอย่างไร ทั้งข้อดีข้อเสียทั้งสองด้านนั้นเป็นอย่างไรในตอนนี้อยากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อเวลากล่าวถึงมนุษยนิยมหรือ Humanism ความคิดของคนญี่ปุ่นคือ ไม่ใช่การที่คนโดดเดี่ยวอิสระนั้นยึดมั่นถือมานะตัวตนเป็นหลัก แต่เป็นสังคม, เป็นกลุ่มก้อนอันประกอบด้วยคนที่สนิทแนบแน่น"เข้ากันได้ดี" ดั่งการสร้างท่วงฮาร์โมนี่ขึ้นมา เรามักจะคิดออกมาแนวนั้น นั่นเป็นทั้งการกระทำที่ดีงามของคนญี่ปุ่นแต่ทว่าจุดอ่อนของมันก็มี ณ ประเด็นการศึกษานั่นเอง แทนที่จะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ในตัวตนของมนุษย์กลับกลายเป็นว่า ทำให้ทุกคนต้องเหมือนกัน นั่นถึงจะเรียกว่า "เด็กดี" หลุดนอกกรอบหรือผิดแผกออกไปทำไม่ได้ ผลของมันก็คือ การศึกษากลายเป็นลัทธิแห่งความเสมอเหมือนเท่ากันทั้งประเทศอันเป็นความน่าสะพรึ่งกลัว ที่จริงนั้นแต่ละคนๆต้องเป็นตัวของตัวเอง ควรที่จะพยายามทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (สมกับเป็นมนุษย์) ถ้าไม่แล้วนั้น แก่นแท้ของประชาธิปไตยก็คงไม่สามารถสร้างได้ ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น

หยิบยกด้านที่เป็นระบบการศึกษาแบบที่เป็นรูปธรรมมาดูกันเถอะ
พวกเด็กๆโดยส่วนใหญ่แล้วจะผ่านประสบการณ์ที่โรงเรียนอนุบาลไม่ 2 ก็ 3 ปี หลังจากนั้นเมื่ออายุ 6 ขวบ ต้องเข้าศึกษาในชั้นประถมศึกษา 9 ปีกับการศึกษาภาคบังคับนี้ หลังจากนั้นแล้วจะเข้าศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับอีกแล้วก็ตาม แต่ 90%ของนักเรียนรุ่นเดียวกันอายุเท่ากันนั้นจะเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมปลาย หลังจากนั้นแล้ว แต่ละรุ่นๆ มากกว่า 40%จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเรียนตั้งแต่ 2 ถึง 9 ปี

ทั่วทั้งประเทศนั้นมีอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย และวิทยาลัย) มากกว่า 800 แห่ง ในนั้นสถาบันการศึกษาของเอกชนมีจำนวนมากกว่าของรัฐบาลอย่างมาก คือกินส่วนแบ่งถึง 72% ระดับประถมศึกษาโรงเรียนของรัฐเป็นหลักและโรงเรียนเอกชนมีจำนวนน้อยถือเป็นเรื่องปรกติ ในขณะที่มัธยมปลายเอกชนมี 20% และอุดมศึกษามี 72% ดังที่กล่าวไปนั้น กล่าวได้ว่าองค์กรทางการศึกษาของรัฐและเอกชนขณะที่แข่งขันกันก็มีการอยู่ร่วมกัน ร่วมมือกันไปด้วยในตัว นี่ถือเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอีกประการหนึ่ง อาจยกตัวอย่างได้เหมือนดั่งภาพเขียนอันเป็นขนบประเพณีของญี่ปุ่นกับภาพเขียนของตะวันตก, เพลงพื้นเมืองของญี่ปุ่นกับเพลงของตะวันตกก็สามารถผสมผสานกันได้ ในประเด็นการศึกษานั้นเนื้อหารายวิชากับหลักสูตรของทั้งรัฐและเอกชนมีความแตกต่างกันน้อยมาก กล่าวคือ สถานศึกษาของรัฐห้ามสอนศาสนาใดๆ แต่ในขณะที่สถานศึกษาของเอกชนยังคงทำได้ ต่างเพียงแค่นี้จริงๆ

การร่วมมือกันของโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน มีพื้นฐานทางประวัติขนบธรรมเนียมมานาน
อย่างที่ทราบกันแล้วว่าญี่ปุ่นปิดประเทศ ตอนช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 17 ถึงกลางคริสตศตวรรษที่ 19 ในช่วงนั้นเอง ยกเว้นแต่เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแล้วนอกนั้นวัฒนธรรมและการศึกษาของญี่ปุ่นอยู่ในระดับมาตรฐานที่สูง เวลานั้นอัตราการเล่าเรียนของญี่ปุ่นเป็น 45% ยุคที่ขนาดประเทศปฎิวัติอุตสาหกรรมที่พัฒนาอย่างอังกฤษยังมีระดับการเล่าเรียนเพียง 25%

เวลาเดียวกันนั้นเองญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 30 ล้านคน แบ่งเขตปกครองเป็นแคว้นศักดินา(藩) 264 แคว้น ในทุกๆ แคว้นจะมีสถานศึกษาตั้งแต่ 1 ถึง 2-3 ที่ หรือกล่าวว่านั่นเป็นวิทยาลัยของรัฐ ภายในนั้นจะมีโรงเรียนนานาประเภทเรียกว่าโรงเรียนท้องถิ่น(郷校) อันเป็นโรงเรียนของลูกหลานของซามุไร(ขุนนาง) ตามระบบการจัดการแบบชนชั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งสำหรับประชาชนสามัญแล้วนั้น ไม่ว่าจะในเมืองหรือหมู่บ้านเกษตรกรจะมีวัดพุทธและโรงเรียนพิเศษของบุคคล เหล่านั้นมีถึง 2,400 แห่ง หรือกล่าวได้ว่าเป็นองค์กรการศึกษาของเอกชน พวกเด็กๆ สามัญชน พวกเขาจะได้เรียนการอ่าน การเขียน และลูกคิด (การคำนวณ)

ปี ค.ศ.1868 ญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายนโยบายปิดประเทศอันเป็นเวลากว่า 250 ปีในที่สุดก็เข้าร่วมกับสังคมนานาชาติ ณ เวลาที่เริ่มต้นย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยุคสมัยใหม่นั้นอัตราการรู้หนังสือของคนญี่ปุ่นสูงมากเหลือเกิน และนั่นเองจึงทำให้สามารถเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อการปฏิวัติทางสังคม, ความก้าวหน้า, การพัฒนาเหล่านั้น สิ่งแรกที่ควรที่จะต้องทำก็คือการศึกษา ถ้าขาดซึ่งพื้นฐานทางการศึกษาแล้วนั้นมันก็ว่างเปล่าเท่านั้นเอง

จากปัจจุบันย้อนกลับไปร้อยยี่สิบปีรัฐบาลเมจิที่มีขึ้นสมัยนั้น ครอบคลุมระยะเวลากว่าสี่สิบปี รัฐบาลที่ยากจนข้นแค้นเรื่องการเงิน ยังได้แบ่งเงินถึง 1 ใน 3 เพื่อเป็นงบประมาณด้านการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยทั้งระบบอย่างสมบูรณ์ ได้เชิญอาจารย์จากต่างชาติจำนวนมากเข้ามาสอน รัฐมนตรีระดับสูง หรือเรียกว่านายกรัฐมนตรีในยุคนั้นมีเงินเดือนเพียง 800 เยน ในขณะที่อาจารย์ชาวต่างชาติที่เข้าเวียนเข้ามาสอน นับเป็นรายหัวแล้ว หลายพันคนในเดือนหนึ่งได้เงินเดือนถึง 1,000 - 2,000 เยน นอกจากนั้นแล้วยังส่งนักเรียนญี่ปุ่นหลายพันคนออกไปศึกษาต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นเป็นภาระที่ญี่ปุ่นรับผิดชอบเองทั้งหมด ไม่รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศซักแดงเดียว อาจเพราะทุนการศึกษาระหว่างประเทศยังไม่มีก็ตามแต่ วัฒนธรรมและการศึกษานั้นเป็น"ภาระของตนเอง" สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือตนเองควรจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ขึ้นมา นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าอย่างนั้นนะ

เอาละ, ต่อไปจุดที่โดดเด่นของการศึกษาของญี่ปุ่นก็คือ ค่าเล่าเรียน แม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐค่าเล่าเรียนที่ค่อนข้างมากก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น จะสาอะไรกับเอกชน แม้การศึกษาภาคบังคับไม่เสียค่าเล่าเรียนก็ตาม แต่โรงเรียนประถม, โรงเรียนมัธยมต้นของเอกชนค่าเล่าเรียนเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไม่ใช่ถูกๆ เลย แต่พ่อแม่ก็ต้องกัดฟันอดทนแบกรับภาระหน้าที่นั้น

เหตผลข้อแรกก็คือ ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า วัฒนธรรมและการศึกษานั้นควรจะเป็นความมุ่งมันพยายามของปัจเจกชนอันเป็นความคิดตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม

ประการที่สองคือ การศึกษาของลูกหลานนั้นถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่โดยปรกติวิสัยตามหลักคิดของขงจื้อ

ประการที่สามคือ ค่านิยมของสังคมที่ "ให้ความสำคัญกับประวัติการศึกษา" ปัจจุบันนี้การศึกษาจึงถือเป็นการลงทุนสิ่งที่ได้ผล

ประการที่สี่ ภาษีมรดกที่สูงเหลือเกินของญี่ปุ่นนี้ ไม่ว่าจะมีทรัพย์สมบัติขนาดไหนก็ตามเพียงแค่สามชั่วอายุคนก็แทบจะไม่เหลือแล้ว ฉนั้นสมบัติที่ส่งทอดให้แก่ลูกหลานโดยที่ภาษีไม่สามารถเอาไปได้มีเพียงการศึกษาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงนั้น ประเทศไหนๆก็เฉกกัน มันเป็นประโยชน์อยากมหาศาลสำหรับการทำงานในอนาคต ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยที่รู้กันว่ามีชื่อเสียงผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาจึงยื้อแย้งกรูกันเข้าไป ข้อสอบสอบเข้าจึงดุเดือดอย่างสุดขั้ว ประมาณว่ามีคำศัพท์เรียกว่า ไอ้การสอบนรก เลยทีเดียว ทว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากแม้จะต้องเครียดมากมายก็ตาม ความจริงแล้วมันแสนจะเริงรื่นแจ่มใส่มาก ราวกับว่าพวกเขาก้าวผ่านมันไปได้ดั่งแข่งขันกีฬา อาจเป็นเพราะวัยรุ่นของญี่ปุ่นไม่ต้องมีความรับผิดชอบทางด้านทหารกระมัง

ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะสู้อุตส่าห์ลำบากลำบนแล้วก็ตาม ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนโดยทั่วไปแล้วเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของบุตรหลานรวมถึงค่าใช้จ่ายในการศึกษาตลอดชีวิต ขึ้นไปสูงถึงประมาณ 20% ภาระความรับผิดชอบค่าการศึกษาของตนเองนั้นมันมากเกินไป

เดือนพฤษภาคม ปีพศ 2522 นางมาร์กาเรต แทตเชอร์หลังจากที่เธอได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงแห่งอังกฤษเธอได้ผลักดันการปฏิวัติอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconsevatism) อย่างกล้าหาญและกระตือรือร้น กิจการที่บริหารงานโดยรัฐฯค่อยๆทะยอยเปลี่ยนเป็นของเอกชน จากการที่ระเบียบข้อบังคับแต่ละอย่างได้ยกเลิกลง ทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษชะลอตัวลงจนถึงกับถูกเรียกว่า "โรคอังกฤษ" แต่เมื่อการปฏิวัตินั้นสัมฤทธิ์ผล กลับทำให้เกิดสภาพมีชีวิตชีวาคึกคักอย่างแท้จริง ทว่ามันเหมือนดังยา ผลของการปฏิวัติยังไม่เกิด ก็ต้องให้ยาเพิ่ม, แต่ด้านบวกและด้านลบย่อมมี ผลทางลบของแทตเชอร์ลิซึม หรือเรียกว่า ผลข้างเคียงของยาจึงเกิด หลักๆ มี 2 ประการคือ อย่างแรก ความแตกต่างทางรายได้ขยายวงกว้าง อย่างที่สองคือ เกิดความเสื่อมลงของการแพทย์และการศึกษาของมวลชน จะแยแสผลข้างเคียงหรือจะไม่แยแสล่ะ อังกฤษจึงจัดให้มีการเ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่