อันดับแรกผมอยากแนะนำตัวเองก่อนว่าเมื่อก่อนผมก็พุทโธเลี่ยนคนหนึ่ง ศึกษาอ่านคัมภีร์เยอะ ปฏิบัติธรรมก็เคยจนหลงมาแล้วหลายรอบ ใครไม่เห็นด้วยกับพระไตรปิฎกผมก็ออกมาเถียง แต่วันนี้ผมเป็นอิสระจากความเชื่อทางพุทธหมดสิ้น ไม่ใช่เห็นว่าพุทธไม่ดี แต่มันเกิดจากการตอบคำถามของตัวเองว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีศาสนาพุทธอยู่ เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร แค่คำถามนี้คำถามเดียวก็ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปสิ้นเชิง สิ่งที่ผมค้นพบคือ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะมีจริงหรือไม่ ชีวิตผมก็ยังดำเนินต่อไปเองอยู่ดี จะทุกข์จะสุขมันก็เป็นตัวผมนี่แหละที่ฝ่าฟันไปเอง ใครที่ไหนก็ช่วยทำให้ไม่ได้ กระบวนการนี้ไม่ได้เปลี่ยนแบบฉับพลันข้ามวันข้ามคืน แต่ใช้เวลาค่อนปี มันค่อยๆ ผันเปลี่ยนตามวันและคืนที่ฝึกตั้งคำถาม ยิ่งถามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเสียดแทงตัวเองมากขึ้นเท่านั้น จากที่เคยถามอะไรไกลตัวก็ตีวงแคบเข้ามาหาตัวเองมากขึ้นๆ จนที่สุดก็ยอมรับตัวเองว่าสุดท้ายแล้วเรามันก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง เป็นแค่เศษซากธุลีจักรวาลเท่านั้นเอง
ผมใช้คำถามนี้กำกับตัวเองทุกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือความคิดตัวเองเปลี่ยนไปทุกวัน บางสิ่งที่เคยเชื่อเมื่อวาน พอเช้าวันใหม่ก็ไม่เห็นด้วยกับมันเสียแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมยึดถือจึงไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นคำถาม ชีวิตผมวันนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ สิ่งที่ผมชื่นชอบในห้วงเวลาอย่างนี้คือเฝ้ามองผลลัพธ์แล้วเรียนรู้ไปกับมัน
นี่เป็นเหตุเป็นผลว่าทำไมผมถึงชอบวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มันผิดได้ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่พระเจ้า วิทยาศาสตร์คือการศึกษาทุกสิ่งเท่าที่ขอบเขตของมนุษย์จะไปได้ ผมชอบวิทยาศาสตร์เพราะยิ่งศึกษาเท่าไหร่ ขอบเขตทางความคิดก็ยิ่งกว้างขึ้น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็ทุกครั้งที่เราค้นพบว่าเราคิดผิด เราจะยอมรับมันและค่อยๆ คลำหาทางไปต่อไปให้ได้(ซึ่งอาจจะผิดอีกก็ได้) อาหารประสบการณ์ของมนุษย์ส่วนใหญ่มาจากความผิดพลาด ไม่ใช่ความถูกต้อง
สิ่งที่ผมไม่เคยเรียนรุ้จากศาสนาคือการยอมรับว่า "เรา" ผิด "เรา" ในที่นี้หมายถึง ideal เลยล่ะ สิ่งที่พุทธยอมรับไม่ได้คือ "พระพุทธเจ้าคิดผิด" แต่วิทยาศาสตร์นั้นผิดได้ การที่วิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดทั้งนั้น ผมไม่เคยได้ยินว่ามีนักวิจัยที่ไหนทดลองสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือ แต่สิ่งอัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ก็คือยิ่งผิดยิ่งต้องดิ้นรนหาทางไปต่อให้ได้ ความดิ้นรนตรงนี้เองเป็นที่มาของคำว่ามนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ
ทุกวันนี้ผมก็ยังเชื่อในคำถาม แต่ขณะเดียวกันก็สามารถละทิ้งมันได้ในวันรุ่งขึ้น คำถามผมเปลี่ยนไปทุกวัน ไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้ผมจะลุกขึ้นมาค้านแนวคิดนี้ของตัวเองอีกทีก็เป็นได้ แล้วคุณล่ะ ถ้าสิ่งที่คุณยึดถือในวันนี้มันผิด คุณจะทำอย่างไร ยอมรับได้ไหม
ถ้าสิ่งที่คุณเชื่อมันล่มจมลงไป ชีวิตคุณวันนี้จะเป็นอย่างไร
ผมใช้คำถามนี้กำกับตัวเองทุกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือความคิดตัวเองเปลี่ยนไปทุกวัน บางสิ่งที่เคยเชื่อเมื่อวาน พอเช้าวันใหม่ก็ไม่เห็นด้วยกับมันเสียแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมยึดถือจึงไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นคำถาม ชีวิตผมวันนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ สิ่งที่ผมชื่นชอบในห้วงเวลาอย่างนี้คือเฝ้ามองผลลัพธ์แล้วเรียนรู้ไปกับมัน
นี่เป็นเหตุเป็นผลว่าทำไมผมถึงชอบวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มันผิดได้ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่พระเจ้า วิทยาศาสตร์คือการศึกษาทุกสิ่งเท่าที่ขอบเขตของมนุษย์จะไปได้ ผมชอบวิทยาศาสตร์เพราะยิ่งศึกษาเท่าไหร่ ขอบเขตทางความคิดก็ยิ่งกว้างขึ้น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็ทุกครั้งที่เราค้นพบว่าเราคิดผิด เราจะยอมรับมันและค่อยๆ คลำหาทางไปต่อไปให้ได้(ซึ่งอาจจะผิดอีกก็ได้) อาหารประสบการณ์ของมนุษย์ส่วนใหญ่มาจากความผิดพลาด ไม่ใช่ความถูกต้อง
สิ่งที่ผมไม่เคยเรียนรุ้จากศาสนาคือการยอมรับว่า "เรา" ผิด "เรา" ในที่นี้หมายถึง ideal เลยล่ะ สิ่งที่พุทธยอมรับไม่ได้คือ "พระพุทธเจ้าคิดผิด" แต่วิทยาศาสตร์นั้นผิดได้ การที่วิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดทั้งนั้น ผมไม่เคยได้ยินว่ามีนักวิจัยที่ไหนทดลองสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือ แต่สิ่งอัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ก็คือยิ่งผิดยิ่งต้องดิ้นรนหาทางไปต่อให้ได้ ความดิ้นรนตรงนี้เองเป็นที่มาของคำว่ามนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ
ทุกวันนี้ผมก็ยังเชื่อในคำถาม แต่ขณะเดียวกันก็สามารถละทิ้งมันได้ในวันรุ่งขึ้น คำถามผมเปลี่ยนไปทุกวัน ไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้ผมจะลุกขึ้นมาค้านแนวคิดนี้ของตัวเองอีกทีก็เป็นได้ แล้วคุณล่ะ ถ้าสิ่งที่คุณยึดถือในวันนี้มันผิด คุณจะทำอย่างไร ยอมรับได้ไหม