คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
เคยอ่านเจอ ในดราม่า เด็กดี เกี่ยวกับหมอ ในเครือ มหิดล ที่เรียน แคล และฟิสิก เยอะน้องๆวิศวะ
เขาบอกว่า ที่นี่ ไม่ต้องการสร้างหมอ อย่างเดียว แต่ต้องการสร้างนักวิชาการด้วย
การจะเป็นนักวิชาการ จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว
รวมไปถึง พยาการถึงสิ่งต่างๆจากข้อมูลของแต่ละตัวแปรที่มีอยู่ เพื่อสรุปไห้เป็นศาสตร และองค์ความรู้ใหม่ๆ
และหนึ่งวิธีที่สามารถ พยากร สิ่งต่างๆ จากข้อมูลเหล่านั้นได้ดีที่สุดคือ "แคลคูลัส"
และวิธีที่จะคุ้นเคยกับการประยุคใช้แคลคูลัสในการพยากร ให้เข้าใจมากที่สุดคือ "ฟิสิก"
เขาบอกว่า ที่นี่ ไม่ต้องการสร้างหมอ อย่างเดียว แต่ต้องการสร้างนักวิชาการด้วย
การจะเป็นนักวิชาการ จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว
รวมไปถึง พยาการถึงสิ่งต่างๆจากข้อมูลของแต่ละตัวแปรที่มีอยู่ เพื่อสรุปไห้เป็นศาสตร และองค์ความรู้ใหม่ๆ
และหนึ่งวิธีที่สามารถ พยากร สิ่งต่างๆ จากข้อมูลเหล่านั้นได้ดีที่สุดคือ "แคลคูลัส"
และวิธีที่จะคุ้นเคยกับการประยุคใช้แคลคูลัสในการพยากร ให้เข้าใจมากที่สุดคือ "ฟิสิก"
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 21
....
หลายครั้งเคยอธิบายถึง ความแตกต่างระหว่าง คณิตศาสตร์ กับ ฟิสิกส์
วันนี้ขออธิบายความแตกต่างระหว่าง ฟิสิกส์ กับ วิศวกรรม นะครับ
ฟิสิกส์ ใช้คณิตศาสตร์เพื่อให้เข้าถึงความจริงทางธรรมชาติ และใช้คณิตศาสตร์เพื่อสรุปย่นย่อแทนคำพูดที่เยอะเกินไป
วิศวกรรม ใช้ทุกอย่างที่สำเร็จรูปแล้วจากนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์แล้วนำไปประยุกต์ใช้ต่อ
วิศวกรรม ใช้ตารางหาค่าสำเร็จ ใช้คอมพิวเตอร์คำนวนทั้งคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เพื่อทำให้งานลุล่วงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งพิสูจน์สูตร
ไม่ต้องมานั่งแยกตัวประกอบกำลัง 5 ดังนั้น นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ มีหน้าที่สร้างเครื่องมือให้วิศวกรนำไปใช้
สมัยที่เกาหลียังไม่เป็นประเทศพัฒนา ที่ญี่ปุ่นมีนักเรียนเกาหลีจำนวนมากมาเรียนสาขาวิศวกรรม ปัจจุบันลดจำนวนลงไปมากแทบไม่เคยเห็น
อีกเลย สังเกตได้จากจำนวนพนักงานเสริฟพาทไทม์ตามร้านอาหาร จะมีเพียงเด็กสาวเกาหลีเท่านั้นแต่ก็น้อยมากๆ
สมัยก่อน เวลานั่งคุยกับเด็กไทย เกาหลี ญี่ปุ่น ไตหวัน มาเลย์ ที่มาเรียนวิศวะที่ญี่ปุ่น เด็กไทยเก่งที่สุดครับ ไม่ว่าคำนวนหรือทฤษฏีต่างๆ
แม่นมาก เปิดตำรานั่งเถียงเขียนโน้นเขียนนี่โชว์ความสามารถสารพัด พวกเกาหลี ญี่ปุ่น ไตหวัน นั่งมองเฉยๆ แถมยังมานินทาให้ฟังอีกว่า พวกนั้น
มันไม่ได้เรียนเหมือนอย่างที่คนไทยเรียนเลยแล้วมันจะเป็นวิศวะได้อย่างไรฟ่ะ (ประมาณนี้) แต่การเรียนวิศวกรรมที่ญี่ปุ่นนั้น ลงมือทำจริงซะส่วนใหญ่
ครับ ถ้าเป็นเครื่องกลก็นั่งทดลอง PLC เป็นวันเป็นเดือน และนำมาใช้กับเครื่องจักรแก้ปัญหาที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของเครื่องจักร คือ คิด คิด
กับ คิด แต่ตามจริงมีคำตอบอยู่แล้วครับ เพราะเครื่องจักรนั้นพัฒนาไปไกลกว่าที่เรียน ที่อาจารย์สอนเพื่อให้รู้จักสร้างสิ่งที่ดีกว่าเท่านั้น ไอ้การที่
มานั่งเรียนแคลฯ แล้วไม่ได้ไปใช้อะไรนั่นคือเสียเวลาเปล่าๆครับ
ผมเคยเห็นที่ประเทศไทย ก็มีที่พระนครเหนือครับ ที่อาจารย์บรรเลง เวลาแกให้ปัญหาอะไรแกจะเอาอุปกรณ์มาวางที่โต๊ะแล้วก็ถาม
ใครมีไอเดียอย่างไร ก็ให้นั่งเขียนลงกระดาษส่งคำตอบ เป็นต้น แต่ที่อื่นส่วนใหญ่จะเป็น Chalk&Talk ทั้งหมด บางทีปากกาด้ามเดียวอธิบาย
แทนเครื่อง Gas Turbine ได้ทั้งเครื่อง เมื่อไม่เห็นของจริง ไม่เคยลงปฏิบัติจริง มันจินตนาการต่อไม่ได้หรอกครับ
นี่คือตัวอย่างความล้มเหลวของการศึกษาคณะวิศวะที่ประเทศไทยครับ (ผมคิดอย่างนั้น) เพราะเรียนไปแล้วไม่ได้ใช้อะไรเวลาทำงานจริง
เขามีแต่ประยุกต์ใช้ แต่คนไทยยังคิดว่า การพิสูจน์สูตร นั่นคือความรู้อันสุดยอด เจ๋ง กว่าคนทั้งโลก
edit ; พูดมากไปหน่อย เดี๋ยวจะมีบางท่านระคายเคือง หาว่าด่าประเทศไทยอีก ก็เลยขอลบออกไปครึ่งนึงครับ
หลายครั้งเคยอธิบายถึง ความแตกต่างระหว่าง คณิตศาสตร์ กับ ฟิสิกส์
วันนี้ขออธิบายความแตกต่างระหว่าง ฟิสิกส์ กับ วิศวกรรม นะครับ
ฟิสิกส์ ใช้คณิตศาสตร์เพื่อให้เข้าถึงความจริงทางธรรมชาติ และใช้คณิตศาสตร์เพื่อสรุปย่นย่อแทนคำพูดที่เยอะเกินไป
วิศวกรรม ใช้ทุกอย่างที่สำเร็จรูปแล้วจากนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์แล้วนำไปประยุกต์ใช้ต่อ
วิศวกรรม ใช้ตารางหาค่าสำเร็จ ใช้คอมพิวเตอร์คำนวนทั้งคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เพื่อทำให้งานลุล่วงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งพิสูจน์สูตร
ไม่ต้องมานั่งแยกตัวประกอบกำลัง 5 ดังนั้น นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ มีหน้าที่สร้างเครื่องมือให้วิศวกรนำไปใช้
สมัยที่เกาหลียังไม่เป็นประเทศพัฒนา ที่ญี่ปุ่นมีนักเรียนเกาหลีจำนวนมากมาเรียนสาขาวิศวกรรม ปัจจุบันลดจำนวนลงไปมากแทบไม่เคยเห็น
อีกเลย สังเกตได้จากจำนวนพนักงานเสริฟพาทไทม์ตามร้านอาหาร จะมีเพียงเด็กสาวเกาหลีเท่านั้นแต่ก็น้อยมากๆ
สมัยก่อน เวลานั่งคุยกับเด็กไทย เกาหลี ญี่ปุ่น ไตหวัน มาเลย์ ที่มาเรียนวิศวะที่ญี่ปุ่น เด็กไทยเก่งที่สุดครับ ไม่ว่าคำนวนหรือทฤษฏีต่างๆ
แม่นมาก เปิดตำรานั่งเถียงเขียนโน้นเขียนนี่โชว์ความสามารถสารพัด พวกเกาหลี ญี่ปุ่น ไตหวัน นั่งมองเฉยๆ แถมยังมานินทาให้ฟังอีกว่า พวกนั้น
มันไม่ได้เรียนเหมือนอย่างที่คนไทยเรียนเลยแล้วมันจะเป็นวิศวะได้อย่างไรฟ่ะ (ประมาณนี้) แต่การเรียนวิศวกรรมที่ญี่ปุ่นนั้น ลงมือทำจริงซะส่วนใหญ่
ครับ ถ้าเป็นเครื่องกลก็นั่งทดลอง PLC เป็นวันเป็นเดือน และนำมาใช้กับเครื่องจักรแก้ปัญหาที่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของเครื่องจักร คือ คิด คิด
กับ คิด แต่ตามจริงมีคำตอบอยู่แล้วครับ เพราะเครื่องจักรนั้นพัฒนาไปไกลกว่าที่เรียน ที่อาจารย์สอนเพื่อให้รู้จักสร้างสิ่งที่ดีกว่าเท่านั้น ไอ้การที่
มานั่งเรียนแคลฯ แล้วไม่ได้ไปใช้อะไรนั่นคือเสียเวลาเปล่าๆครับ
ผมเคยเห็นที่ประเทศไทย ก็มีที่พระนครเหนือครับ ที่อาจารย์บรรเลง เวลาแกให้ปัญหาอะไรแกจะเอาอุปกรณ์มาวางที่โต๊ะแล้วก็ถาม
ใครมีไอเดียอย่างไร ก็ให้นั่งเขียนลงกระดาษส่งคำตอบ เป็นต้น แต่ที่อื่นส่วนใหญ่จะเป็น Chalk&Talk ทั้งหมด บางทีปากกาด้ามเดียวอธิบาย
แทนเครื่อง Gas Turbine ได้ทั้งเครื่อง เมื่อไม่เห็นของจริง ไม่เคยลงปฏิบัติจริง มันจินตนาการต่อไม่ได้หรอกครับ
นี่คือตัวอย่างความล้มเหลวของการศึกษาคณะวิศวะที่ประเทศไทยครับ (ผมคิดอย่างนั้น) เพราะเรียนไปแล้วไม่ได้ใช้อะไรเวลาทำงานจริง
เขามีแต่ประยุกต์ใช้ แต่คนไทยยังคิดว่า การพิสูจน์สูตร นั่นคือความรู้อันสุดยอด เจ๋ง กว่าคนทั้งโลก
edit ; พูดมากไปหน่อย เดี๋ยวจะมีบางท่านระคายเคือง หาว่าด่าประเทศไทยอีก ก็เลยขอลบออกไปครึ่งนึงครับ
แสดงความคิดเห็น
เห็นด้วยมั้ยคะ ที่มักมีคนบอกว่า เรียนคำนวณ (แคลฯ ฟิสิกส์ ฯลฯ)ไปทำไม เรียนแล้วไม่ได้เอาไปใช้ในชีวิตจริงที!
ไอ้ที่เราสงสัยคือ ไม่ได้เอาไปใช้ หรือใช้ไม่เป็นกันแน่คะ อีกอย่าง(ที่ฉุน)คือ เขาเป็นครูและสอนวิทย์ ชี้นำเด็กแบบนี้ มันดีแล้วเหรอคะ
มีรายการวิทยาศาสตร์มากมายในทีวีที่สอนที่มาที่ไป ให้เราได้ขบคิด
แต่ อ มาพูดอย่างงี้ เด็กมันก็ต้องคล้อยตามอยู่แล้ว ก็คนสอนวิทย์มาพูดเองว่าไม่ใช้ประโยชน์อะไรเลยนี่นา
อ ไม่น่ามาเรียนและสอนวิทย์เลยนะ
ของบางอย่างที่มองว่าไม่มีประโยชน์ เป็นเพราะมันไร้ประโยชน์หรือเราใช้ไม่เป็นกันแน่?
ปล.ไม่แน่ใจว่าตั้งกระทู้ถูกกลุ่มมั้ยนะ ถ้าไม่ก็ขออภัยด้วยค่ะ