***********************************************************
สวัสดีวันอาทิตย์ครับ
วันนี้ เอาบทความที่ผมคิดว่าดี มีสาระ มาให้อ่านกันครับ
คิดอะไรได้เยอะแยะเลย
มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคน อยากได้เงินเดือนเยอะๆ โดยไม่สนใจมูลค่าที่แท้จริงของตัวเอง
บางคนอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง แต่คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม
ลองอ่านกันดูครับ


***********************************************************
กรอบของสนามเบสบอล
“มันไม่ใช่ธุรกิจแบบเดิมๆ อีกแล้ว”
“เราพยายามแก้ปัญหา”
“มันไม่ใช่เป็นแบบเดิมแล้ว พวกคุณไม่ได้ดูที่ปัญหาด้วยซ้ำ...”
“เรารู้ปัญหาของเราน่า”
“ดี งั้นบอกมาซิว่าปัญหาของเราคืออะไร?”
“ปัญหาคือเราต้องหาคนมาแทนสามคนที่ออกไป”
“นั่นไม่ใช่ปัญหา!”
บิลลี บีน เป็นผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland Athletics หลังจากทีมของเขาพ่ายแพ้ในปี 2001 นักกีฬาระดับแม่เหล็กในสังกัดสามคนถูกซื้อตัวไป เขากับที่ปรึกษาและแมวมองของทีมก็ประชุมเครียดหาทางแก้ปัญหา เป็นที่มาของบทสนทนาข้างต้น
เขาไม่มีทางเลือกต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนการแข่งขันในปีถัดไป แต่ทีมมีเงินทุนจำกัดมาก ไม่สามารถซื้อนักกีฬาแพงๆ
บิลลีรู้ว่าหากแก้ปัญหาแบบเดิม หาทางซื้อนักกีฬามาแทน ก็ยังจมในวังวนเดิม พวกเขามีเงินไม่พอที่จะซื้อทุกอย่าง
เขาบอกที่ประชุมว่า “ปัญหาคือมีทีมเยี่ยม ทีมแย่ และทีมที่ต่ำลงไปอีก เราอยู่ล่างลงไปกว่านั้นอีก... เราถูกชำแหละเป็นชิ้นๆ แล้วเรายังคิดแบบเดิมๆ เราต้องคิดต่างออกไป”
เขารู้แต่ว่าเขาต้องแก้ปัญหาในมุมต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไร?
นี่คือหนังเรื่อง Moneyball (2011) สร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงธุรกิจกีฬาเบสบอล
เบสบอลเป็นกีฬายอดนิยมในอเมริกามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มีขนบประเพณีของมันเอง ในวงการเบสบอลอาชีพ การทุ่มเงินซื้อตัวนักกีฬาระดับแม่เหล็กเป็นเรื่องปกติ
บิลลีเคยเป็นนักกีฬาเบสบอลอาชีพมาก่อน สมัยหนุ่มเขาได้รับเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้รับชวนไปเล่นเบสบอลอาชีพ เขาเลือกได้ทางเดียว เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยหรือเล่นเบสบอลอาชีพ
บิลลีเลือกทางหลัง กว่าจะรู้ว่าไม่ประสบความสำเร็จในวงการนี้ ก็ช้าเกินไปที่จะหวนกลับไปที่หนทางแรกแล้ว ในที่สุดเขาผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland Athletics
บิลลียังนึกไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร จนวันหนึ่งเขาบังเอิญพบกับนักเศรษฐศาสตร์หนุ่ม ชื่อ ปีเตอร์ แบรนด์* ผู้อธิบายให้เขาเห็นมูลค่าที่แท้จริงของนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์
ปีเตอร์บอกว่าตลาดเบสบอลจ่ายเงิน ‘เว่อร์’ เกินไป เช่นจ่ายค่าตัวนักกีฬาตามความดังหรือตามกระแสมากกว่าผลงาน ซึ่งเป็นวิธีทำธุรกิจกีฬาแทบทุกประเภท เซียนในวงการเบสบอลอาชีพมักอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว โชค และลูกฟลุคในการตัดสินเลือกนักเล่น และผลลัพธ์ก็ไม่แน่นอนเสมอไป
ปีเตอร์เสนอให้ดูที่ ‘ผลประกอบการ’ จริงๆ มากกว่าความดังของนักกีฬา นั่นคือดูที่ On-Base Percentage (OBP) กับ Slugging Percentage (การหวดลูก) เป็นดัชนีที่สำคัญกว่าในการเลือกคนและวางเกม และที่สำคัญ ต้นทุนต่ำกว่ามาก
นี่คือหลักที่เรียกว่า Moneyball ว่าตามข้อมูลและการวิเคราะห์สถิติมากกว่าประสบการณ์ของคนอย่างเดียว เพราะมันมีอคติได้
พูดสั้นๆ คือมันใช้หลักทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสร้าง ‘ดรีมทีม’
Moneyball ปฏิเสธวิธีคิดและประเพณีนิยมบางอย่างของธุรกิจกีฬาเบสบอลอาชีพ
บิลลีถามปีเตอร์เล่นๆ ว่า ถ้าปีเตอร์เป็นเจ้าของทีม จะใช้เขาไหม
ปีเตอร์ตอบตรงๆ ว่า บิลลีเป็นนักกีฬาเก่งมากคนหนึ่ง แต่น่าจะเลือกไปเรียนต่อที่สแตนฟอร์ดมากกว่า
บิลลีชอบความคิดที่แหวกแนวนี้ จึงจ้างปีเตอร์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
เมื่อดูที่ตัวเลข OBP ล้วนๆ พวกเขาก็มีทางเลือกมากขึ้น เพราะมีนักกีฬาระดับคุณภาพที่โลกลืม (และราคาถูก!) จำนวนมาก คนเหล่านี้ไม่ดังแล้ว และถูกตีตรา ‘หมดสภาพ’
ด้วยหลักการ Moneyball ทีม Oakland Athletics ก็ว่าจ้างนักกีฬาตามข้อมูลสถิติและการวิเคราะห์ ไม่สนใจความดังของนักกีฬา หรือสภาวะ ‘หมดสภาพ’ แต่หานักเล่นตามประวัติสถิติที่แต่ละคนเคยทำไว้ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยในการคัดกรองนักเล่น
ด้วยวิธีนี้นอกจากสามารถจ้างคนที่เหมาะกับงานในต้นทุนต่ำกว่า นักกีฬาที่วงการบอกว่าหมดสภาพแล้วก็สู้เต็มที่ เพราะได้รับโอกาสที่สอง
การตัดสินใจของบิลลีไม่เป็นที่สบใจของผู้บริหารและที่ปรึกษา ไม่มีใครชอบความคิดนี้เลย เพราะมันเปลี่ยนความเคยชิน วิธีการคิด และประเพณีเดิมหมดสิ้น
ในการเล่นฤดูกาลแรกของปี 2002 ทีมใหม่ทำผลงานได้ไม่ดี ทุกคนรอบตัวเขาก็สบประมาทที่เขาเชื่อหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าประสบการณ์จริง พยายามให้เขาหันกลับไปใช้วิธีการเดิม แต่บิลลีก็ยังคงเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงและเดินหน้าต่อไป แต่แล้วกระแสเกมเริ่มเปลี่ยนทิศ ผลงานของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ ชนะต่อเนื่องถึงยี่สิบครั้ง และทำลายสถิติใหม่
เมื่อนั้นเองคนในวงการเบสบอลจึงเลิกหัวเราะเยาะ และหันมาพิจารณาหลัก Moneyball ใหม่อย่างจริงจัง
แม้ทีม Oakland Athletics ไม่สามารถชนะในเกมสุดท้าย แต่การคิดแบบนอกกรอบนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเบสบอล จนในที่สุดทีมเบสบอลอื่นๆ ก็พากันหันมาศึกษาและใช้แนวคิดใหม่นี้ปรับปรุงทีม เช่น New York Mets, New York Yankees, Boston Red Sox, San Diego Padres, St. Louis Cardinals, Washington Nationals, Arizona Diamondbacks, Cleveland Indians, Toronto Blue Jays ล้วนว่าจ้างนักวิเคราะห์สถิติเบสบอล (sabermetric analyst) ประจำทีม
ปรากฏการณ์ Moneyball สอนเราสามข้อ :
ข้อที่หนึ่ง ในโลกธุรกิจไม่ว่าวงการใด คนทำงานไม่น้อยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ข้อเสียของเจ้าของธุรกิจคือลงทุนสูงกว่าที่จำเป็น ข้อเสียของคนทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนเกินจริงคือการไม่รู้มูลค่าที่แท้จริงของตัวเอง
คนฉลาดจึงควรวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ว่า ได้รับค่าตอบแทนสูงตามความสามารถจริงหรือไม่ และถ้ามูลค่าตัวสูงกว่ามูลค่างาน ก็คิดหาทางพัฒนาตัวเองให้ไปถึงจุดที่ ‘คุ้มค่าจ้าง’ หรือคุ้มค่าตัว เพราะช้าหรือเร็ว องค์กรก็จะรู้ว่าคนคนหนึ่งคุ้มหรือไม่คุ้ม และการเปลี่ยนแปลงก็จะมาเยือนกะทันหัน
คนขับแท็กซี่คนหนึ่งบอกผมเมื่อขับรถผ่านถนนนอกเมืองสายหนึ่ง ชี้ไปที่รถเข็นขายข้าวมันไก่คันหนึ่งว่า “เจ้านี้ขายข้าวมันไก่จานละสี่สิบ จานนิดเดียว อย่างนี้ขายผมได้ครั้งเดียว เพราะจะไม่กลับไปกินอีก”
ธุรกิจใดก็ตามที่ดูไม่คุ้มค่ามักอยู่ไม่ได้นาน
การทำงานโดยรู้ว่าตนเองมีคุณค่าเต็มเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือมันผลักดันเราไปสุดศักยภาพ
ข้อที่สอง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนจ้างคนที่เหมาะกับงาน หรือ Put the right man to the right job เอาคนมาใช้ผิดงานบ่อยๆ อาจทำให้ธุรกิจถอยหลังลงคลองได้
ข้อที่สาม การแก้ปัญหาหลายอย่างจำเป็นต้องมองต่างมุม ลืมเรื่องเดิม วิธีการเดิมที่เคยชินเสียก่อน
เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2006 มูฮัมมัด ยูนุส ผู้พลิกวิธีคิดเกี่ยวกับธนาคารอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยก่อตั้งธนาคารที่ใช้หลักการสินเชื่อจุลภาค กล่าวว่า “ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของข้าพเจ้าคือการเปลี่ยนกรอบคิด (mindset) ของคน กรอบคิดเล่นกลกับเรา ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ในทิศทางที่ความคิดเรากำหนดดวงตาให้เห็น”
พูดง่ายๆ คือ เปลี่ยนกรอบคิดแบบเดิมๆ ก่อน แล้วหาทางใหม่
ไอน์สไตน์บอกว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาของเราด้วยวิธีคิดแบบเดียวกับที่ใช้สร้างมัน”
บางครั้งเราต้องเปลี่ยนเครื่องมือ บางครั้งเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด บางครั้งเราต้องเปลี่ยนคน
ความจริงก็คือ ผู้ใดที่เปลี่ยนแปลงความเคยชิน วิธีคิดเดิมๆ ประเพณีเดิมๆ มักจะถูกด่าเสมอ แต่ความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยมักสูญพันธุ์ ดังที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขียนว่า “มันไม่ใช่สายพันธุ์แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดซึ่งอยู่รอด แต่คือสายพันธุ์ที่ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดต่างหาก”
นิทานเซนสอนว่า ถ้าถ้วยไม่ว่าง ก็รินน้ำชาใส่ถ้วยนั้นไม่ได้
ปล่อยใจให้เป็นอิสระก่อน ทลายกรอบที่ล้อมมันก่อน ลืมความเคยชินเดิมๆ ก่อน
กรอบของสนามเบสบอลไม่ได้มีขนาดแค่กว้างคูณยาวเท่าพื้นที่สนาม มันกว้างไกลได้เท่าแรงความคิดที่ไม่ยึดติด
เมื่อปลดปล่อยความคิดให้เป็นอิสระจากกรอบ ก็เปิดโอกาสให้พบทางเลือกใหม่และสร้างความแตกต่างที่ดีกว่าเดิมได้
วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
7 กันยายน 2556
เรื่องเล่าจากวินทร์ "กรอบของสนามเบสบอล" วันนี้คุณทำงานเหมาะสมกับมูลค่าของตัวเองแล้วหรือยัง??
สวัสดีวันอาทิตย์ครับ
วันนี้ เอาบทความที่ผมคิดว่าดี มีสาระ มาให้อ่านกันครับ
คิดอะไรได้เยอะแยะเลย
มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคน อยากได้เงินเดือนเยอะๆ โดยไม่สนใจมูลค่าที่แท้จริงของตัวเอง
บางคนอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง แต่คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม
ลองอ่านกันดูครับ
***********************************************************
กรอบของสนามเบสบอล
“มันไม่ใช่ธุรกิจแบบเดิมๆ อีกแล้ว”
“เราพยายามแก้ปัญหา”
“มันไม่ใช่เป็นแบบเดิมแล้ว พวกคุณไม่ได้ดูที่ปัญหาด้วยซ้ำ...”
“เรารู้ปัญหาของเราน่า”
“ดี งั้นบอกมาซิว่าปัญหาของเราคืออะไร?”
“ปัญหาคือเราต้องหาคนมาแทนสามคนที่ออกไป”
“นั่นไม่ใช่ปัญหา!”
บิลลี บีน เป็นผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland Athletics หลังจากทีมของเขาพ่ายแพ้ในปี 2001 นักกีฬาระดับแม่เหล็กในสังกัดสามคนถูกซื้อตัวไป เขากับที่ปรึกษาและแมวมองของทีมก็ประชุมเครียดหาทางแก้ปัญหา เป็นที่มาของบทสนทนาข้างต้น
เขาไม่มีทางเลือกต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนการแข่งขันในปีถัดไป แต่ทีมมีเงินทุนจำกัดมาก ไม่สามารถซื้อนักกีฬาแพงๆ
บิลลีรู้ว่าหากแก้ปัญหาแบบเดิม หาทางซื้อนักกีฬามาแทน ก็ยังจมในวังวนเดิม พวกเขามีเงินไม่พอที่จะซื้อทุกอย่าง
เขาบอกที่ประชุมว่า “ปัญหาคือมีทีมเยี่ยม ทีมแย่ และทีมที่ต่ำลงไปอีก เราอยู่ล่างลงไปกว่านั้นอีก... เราถูกชำแหละเป็นชิ้นๆ แล้วเรายังคิดแบบเดิมๆ เราต้องคิดต่างออกไป”
เขารู้แต่ว่าเขาต้องแก้ปัญหาในมุมต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไร?
นี่คือหนังเรื่อง Moneyball (2011) สร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงธุรกิจกีฬาเบสบอล
เบสบอลเป็นกีฬายอดนิยมในอเมริกามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มีขนบประเพณีของมันเอง ในวงการเบสบอลอาชีพ การทุ่มเงินซื้อตัวนักกีฬาระดับแม่เหล็กเป็นเรื่องปกติ
บิลลีเคยเป็นนักกีฬาเบสบอลอาชีพมาก่อน สมัยหนุ่มเขาได้รับเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้รับชวนไปเล่นเบสบอลอาชีพ เขาเลือกได้ทางเดียว เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยหรือเล่นเบสบอลอาชีพ
บิลลีเลือกทางหลัง กว่าจะรู้ว่าไม่ประสบความสำเร็จในวงการนี้ ก็ช้าเกินไปที่จะหวนกลับไปที่หนทางแรกแล้ว ในที่สุดเขาผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland Athletics
บิลลียังนึกไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร จนวันหนึ่งเขาบังเอิญพบกับนักเศรษฐศาสตร์หนุ่ม ชื่อ ปีเตอร์ แบรนด์* ผู้อธิบายให้เขาเห็นมูลค่าที่แท้จริงของนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์
ปีเตอร์บอกว่าตลาดเบสบอลจ่ายเงิน ‘เว่อร์’ เกินไป เช่นจ่ายค่าตัวนักกีฬาตามความดังหรือตามกระแสมากกว่าผลงาน ซึ่งเป็นวิธีทำธุรกิจกีฬาแทบทุกประเภท เซียนในวงการเบสบอลอาชีพมักอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว โชค และลูกฟลุคในการตัดสินเลือกนักเล่น และผลลัพธ์ก็ไม่แน่นอนเสมอไป
ปีเตอร์เสนอให้ดูที่ ‘ผลประกอบการ’ จริงๆ มากกว่าความดังของนักกีฬา นั่นคือดูที่ On-Base Percentage (OBP) กับ Slugging Percentage (การหวดลูก) เป็นดัชนีที่สำคัญกว่าในการเลือกคนและวางเกม และที่สำคัญ ต้นทุนต่ำกว่ามาก
นี่คือหลักที่เรียกว่า Moneyball ว่าตามข้อมูลและการวิเคราะห์สถิติมากกว่าประสบการณ์ของคนอย่างเดียว เพราะมันมีอคติได้
พูดสั้นๆ คือมันใช้หลักทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสร้าง ‘ดรีมทีม’
Moneyball ปฏิเสธวิธีคิดและประเพณีนิยมบางอย่างของธุรกิจกีฬาเบสบอลอาชีพ
บิลลีถามปีเตอร์เล่นๆ ว่า ถ้าปีเตอร์เป็นเจ้าของทีม จะใช้เขาไหม
ปีเตอร์ตอบตรงๆ ว่า บิลลีเป็นนักกีฬาเก่งมากคนหนึ่ง แต่น่าจะเลือกไปเรียนต่อที่สแตนฟอร์ดมากกว่า
บิลลีชอบความคิดที่แหวกแนวนี้ จึงจ้างปีเตอร์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
เมื่อดูที่ตัวเลข OBP ล้วนๆ พวกเขาก็มีทางเลือกมากขึ้น เพราะมีนักกีฬาระดับคุณภาพที่โลกลืม (และราคาถูก!) จำนวนมาก คนเหล่านี้ไม่ดังแล้ว และถูกตีตรา ‘หมดสภาพ’
ด้วยหลักการ Moneyball ทีม Oakland Athletics ก็ว่าจ้างนักกีฬาตามข้อมูลสถิติและการวิเคราะห์ ไม่สนใจความดังของนักกีฬา หรือสภาวะ ‘หมดสภาพ’ แต่หานักเล่นตามประวัติสถิติที่แต่ละคนเคยทำไว้ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยในการคัดกรองนักเล่น
ด้วยวิธีนี้นอกจากสามารถจ้างคนที่เหมาะกับงานในต้นทุนต่ำกว่า นักกีฬาที่วงการบอกว่าหมดสภาพแล้วก็สู้เต็มที่ เพราะได้รับโอกาสที่สอง
การตัดสินใจของบิลลีไม่เป็นที่สบใจของผู้บริหารและที่ปรึกษา ไม่มีใครชอบความคิดนี้เลย เพราะมันเปลี่ยนความเคยชิน วิธีการคิด และประเพณีเดิมหมดสิ้น
ในการเล่นฤดูกาลแรกของปี 2002 ทีมใหม่ทำผลงานได้ไม่ดี ทุกคนรอบตัวเขาก็สบประมาทที่เขาเชื่อหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าประสบการณ์จริง พยายามให้เขาหันกลับไปใช้วิธีการเดิม แต่บิลลีก็ยังคงเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงและเดินหน้าต่อไป แต่แล้วกระแสเกมเริ่มเปลี่ยนทิศ ผลงานของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ ชนะต่อเนื่องถึงยี่สิบครั้ง และทำลายสถิติใหม่
เมื่อนั้นเองคนในวงการเบสบอลจึงเลิกหัวเราะเยาะ และหันมาพิจารณาหลัก Moneyball ใหม่อย่างจริงจัง
แม้ทีม Oakland Athletics ไม่สามารถชนะในเกมสุดท้าย แต่การคิดแบบนอกกรอบนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเบสบอล จนในที่สุดทีมเบสบอลอื่นๆ ก็พากันหันมาศึกษาและใช้แนวคิดใหม่นี้ปรับปรุงทีม เช่น New York Mets, New York Yankees, Boston Red Sox, San Diego Padres, St. Louis Cardinals, Washington Nationals, Arizona Diamondbacks, Cleveland Indians, Toronto Blue Jays ล้วนว่าจ้างนักวิเคราะห์สถิติเบสบอล (sabermetric analyst) ประจำทีม
ปรากฏการณ์ Moneyball สอนเราสามข้อ :
ข้อที่หนึ่ง ในโลกธุรกิจไม่ว่าวงการใด คนทำงานไม่น้อยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ข้อเสียของเจ้าของธุรกิจคือลงทุนสูงกว่าที่จำเป็น ข้อเสียของคนทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนเกินจริงคือการไม่รู้มูลค่าที่แท้จริงของตัวเอง
คนฉลาดจึงควรวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ว่า ได้รับค่าตอบแทนสูงตามความสามารถจริงหรือไม่ และถ้ามูลค่าตัวสูงกว่ามูลค่างาน ก็คิดหาทางพัฒนาตัวเองให้ไปถึงจุดที่ ‘คุ้มค่าจ้าง’ หรือคุ้มค่าตัว เพราะช้าหรือเร็ว องค์กรก็จะรู้ว่าคนคนหนึ่งคุ้มหรือไม่คุ้ม และการเปลี่ยนแปลงก็จะมาเยือนกะทันหัน
คนขับแท็กซี่คนหนึ่งบอกผมเมื่อขับรถผ่านถนนนอกเมืองสายหนึ่ง ชี้ไปที่รถเข็นขายข้าวมันไก่คันหนึ่งว่า “เจ้านี้ขายข้าวมันไก่จานละสี่สิบ จานนิดเดียว อย่างนี้ขายผมได้ครั้งเดียว เพราะจะไม่กลับไปกินอีก”
ธุรกิจใดก็ตามที่ดูไม่คุ้มค่ามักอยู่ไม่ได้นาน
การทำงานโดยรู้ว่าตนเองมีคุณค่าเต็มเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือมันผลักดันเราไปสุดศักยภาพ
ข้อที่สอง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนจ้างคนที่เหมาะกับงาน หรือ Put the right man to the right job เอาคนมาใช้ผิดงานบ่อยๆ อาจทำให้ธุรกิจถอยหลังลงคลองได้
ข้อที่สาม การแก้ปัญหาหลายอย่างจำเป็นต้องมองต่างมุม ลืมเรื่องเดิม วิธีการเดิมที่เคยชินเสียก่อน
เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2006 มูฮัมมัด ยูนุส ผู้พลิกวิธีคิดเกี่ยวกับธนาคารอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยก่อตั้งธนาคารที่ใช้หลักการสินเชื่อจุลภาค กล่าวว่า “ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของข้าพเจ้าคือการเปลี่ยนกรอบคิด (mindset) ของคน กรอบคิดเล่นกลกับเรา ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ในทิศทางที่ความคิดเรากำหนดดวงตาให้เห็น”
พูดง่ายๆ คือ เปลี่ยนกรอบคิดแบบเดิมๆ ก่อน แล้วหาทางใหม่
ไอน์สไตน์บอกว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาของเราด้วยวิธีคิดแบบเดียวกับที่ใช้สร้างมัน”
บางครั้งเราต้องเปลี่ยนเครื่องมือ บางครั้งเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด บางครั้งเราต้องเปลี่ยนคน
ความจริงก็คือ ผู้ใดที่เปลี่ยนแปลงความเคยชิน วิธีคิดเดิมๆ ประเพณีเดิมๆ มักจะถูกด่าเสมอ แต่ความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยมักสูญพันธุ์ ดังที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขียนว่า “มันไม่ใช่สายพันธุ์แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดซึ่งอยู่รอด แต่คือสายพันธุ์ที่ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดต่างหาก”
นิทานเซนสอนว่า ถ้าถ้วยไม่ว่าง ก็รินน้ำชาใส่ถ้วยนั้นไม่ได้
ปล่อยใจให้เป็นอิสระก่อน ทลายกรอบที่ล้อมมันก่อน ลืมความเคยชินเดิมๆ ก่อน
กรอบของสนามเบสบอลไม่ได้มีขนาดแค่กว้างคูณยาวเท่าพื้นที่สนาม มันกว้างไกลได้เท่าแรงความคิดที่ไม่ยึดติด
เมื่อปลดปล่อยความคิดให้เป็นอิสระจากกรอบ ก็เปิดโอกาสให้พบทางเลือกใหม่และสร้างความแตกต่างที่ดีกว่าเดิมได้
วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
7 กันยายน 2556