ขออนุญาตเล่าที่มาที่ไป และพื้นฐานของตัวเองก่อนนะคะ อาจจะยาวหน่อยนะคะ พยายามจะใส่รายละเอียดให้มากที่สุด เพื่อจะได้วิเคราะห์ได้ถูกนะคะ
ดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดค่ะ แต่มาทำงานและอาศัยอยู่กับครอบครัวสามีที่กรุงเทพฯสิบกว่าปีแล้วค่ะ มีลูก 1 คนอายุ 6 ขวบ
ดิฉันเป็นคนขี้เหงา และมีโลกส่วนตัวตั้งแต่เด็กๆ ความสัมพันธ์กับครอบครัวคือรักและห่วงใยกันแต่ไม่สนิท ไม่มีการสัมผัสหรือ พูดคุยปรึกษาอะไรกันในครอบครัว ทุกคนในครอบครัวมีปัญหาทางจิตต้องพบจิตแพทย์เป็นประจำ ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยมาก แต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย จะเป็นแบบมึนตึงเย็นชาใส่กัน เรารู้สึกแย่และเครียดทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ และที่แย่กว่านั้นคือดิฉันไม่มีใครให้พูดคุยปรึกษาเลย ความทุกข์จึงค่อยๆสะสมมาทีละน้อยๆ ส่งผลให้ดิฉันเป็นคนเก็บกด อมทุกข์ ดูภายนอกเหมือนคนเรียบร้อย( หลายคนที่เพิ่งรู้จักกันจะบอกแบบนี้) แต่ดิฉันว่ามันไม่ใช่ มันเป็นการเก็บกด ความไม่มั่นใจมากกว่า ดิฉันจึงรู้สึกว้าเหว่ ว่างเปล่ามาตั้งแต่เด็ก พอโตมาก็โหยหาความรักมาตลอดแต่ก็ไม่เคยสมหวัง ไม่เคยมีแฟนจนจบมัธยม ไม่ใช่ไม่สนใจใคร หรือไม่มีใครสนใจ แต่มันเหมือนยังไม่ใช่ๆๆๆ ซักที ( ณ ตอนนั้นก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องการอะไร)
พอเข้ามหาวิทยาลัยต้องย้ายมาเรียนอีกจังหวัดหนึ่ง ต้องอยู่หอเอง ยิ่งเหงาเข้าไปใหญ่ ช่วงนั้น เริ่มมีรุ่นพี่มาคุยด้วย พี่คนนี้ท่าทางเป็นคนดี สุภาพ น่ารัก ดูอบอุ่น (ดิฉันอยู่ปี 1 แต่พี่อยู่ ปี 4 ) ความรักครั้งนี้เหมือนให้คำตอบว่าที่ผ่านมาฉันต้องการอะไร ฉันต้องการใครสักคนที่เข้าใจ ห่วงใย จริงใจ และทำให้ฉันรู้สึกมั่นคงในจิตใจได้ จำได้ว่าช่วงนั้นฉันเปลี่ยนไปมาก ดูสดใสมีชีวิต ชีวา มีความหวังในชีวิต คิดไปไกลนู่นว่าคนนี้แหละที่จะฝากชีวิตไว้ ทุ่มไปหมดใจ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพราะหลังจากเรียนจบเขาก็ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพ แรกก็ยังติดต่อกันบ้าง ฉันก็มีมาเยี่ยมเขาที่กรุงเทพบ้าง เขาก็ดีกับฉันทุกอย่างให้เกียรติฉัน ไม่เคยล่วงเกินฉันแม้จะมีโอกาส ยิ่งทำให้ฉันมโนไปเองว่านี่แหละคนที่ใช่ ชีวิตฉันจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว
ผ่านไปไม่นานกรุงเทพก็ทำให้เขาเปลี่ยนไป เริ่มขาดการติดต่อ และหายไป.....สุดท้ายฉันก็ได้รู้ว่าเขามีคนอื่น ตอนนั้นฉันรู้สึกว่ามันหนักหนาสาหัสมาก ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่รู้สึกอยากทำอะไร หรืออยากคุยกับใคร เก็บตัว เหม่อลอย หมดอาลัยตายอยาก อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ จากคนที่ความจำดี กลายเป็นหลงๆลืม เรียนเสร็จฉันก็หมกตัวอยู่ที่หอพัก นอนๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วก็กินแบบที่ไม่เคยกินมาก่อน ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกแย่ ฉันจะกินๆๆๆๆๆๆๆๆ กินจนร่างกายรับไม่ไหวต้องอาเจียนออกมา เป็นแบบนี้อยู่หลายปีจนเพื่อนทนไม่ไหว พาไปพบจิตแพทย์ คุณหมอก็วินิจฉัยว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้า ก็ให้ยามากิน ช่วงที่ได้รับยาฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตมีความสุข มีบางช่วงที่หยุดกินยาไปเฉยๆ อาการทรุดหนักอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
จากพฤติกรรมการกินและนอนที่เปลี่ยนไปทำให้ดิฉันน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม สูง 172 หนัก ประมาณ 52-53 กก. คนอื่นมักจะบอกว่าฉันโชคดีที่เกิดมามีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ หลังจากเครียดๆ กินๆนอนๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 กก. สิวก็พากันเบ่งบานบนในหน้าฉัน กลับไปเยี่ยมบ้าน อีกที มีคนจำไม่ได้ เพราะโทรมมาก ฉันก็ยิ่งจิตตกไปใหญ่ รู้สึกแย่กับตัวเองยิ่งขึ้น จากนั้นก็หมกมุ่นอยู่กับการลดความอ้วน เหมือนคนบ้า แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ นอกจากจะไม่กลับมาผอมแล้ว ร่างกายก็ย่ำแย่ รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง หายใจไม่เต็มปอด อ่อนเพลียตลอดเวลา อยากนอนอย่างเดียว แต่ก็กัดฟันลุกไปเรียน กัดฟันอ่านหนังสือสอบ (ต้องอ่านหลายรอบ เพราะความจำไม่ดีแล้ว) ในที่สุดฉันก็จบมาได้ด้วยคะแนนเกียรตินิยม
หลังจากเรียนจบ ดิฉันก็มาทำงานกรุงเทพฯ ช่วงแรกๆ ยังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อาการเหมือนจะดีขึ้น น้ำหนักลดไปเองโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้พยายามลดด้วย กลับมาผอมเพรียวเหมือนเดิม เป็นน้องใหม่ที่สดใส ก็มีรุ่นพี่ที่ทำงานแวะเวียนมาคุยด้วย ส่วนงานที่ทำเป็นงาน customer service รับcomplain จากลูกค้า แรกๆก็สนุกดี แต่พอนานเข้าๆ ต้องมานั่งฟังเรื่องไม่ดีทั้งวัน เริ่มเครียด กอปรกับช่วงนั้นดิฉันย้ายมากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้กลับไปพบจิตแพทย์ ยาก็เลยไม่ได้ทาน รวมถึงต้องอยู่หอคนเดียว ชีวิตเริ่มติดลบอีกครั้ง เหงามาก กลางคืนต้องนอนร้องไห้จนหลับไปทุกคืน เพื่อนก็พาไปพบจิตแพทย์ที่กทม. ก็ได้ยามาทานอีกเช่นเดิม
ช่วงนั้นก็เริ่มมีรุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่งมาคุยด้วย เราก็ไม่ได้รู้สึกปิ๊งอะไร แต่ก็ไปกินข้าว ดูหนังด้วย เพราะเราเหงามาก ก็คบกันเรื่อยมา เค้าก็สม่ำเสมอ ดูแลเอาใจใส่เราดี จนผ่านไป7 ปี ทางบ้านพี่เค้าก็เห็นว่าสมควรแต่งงานกันได้แล้ว ก็แต่งงานกัน บอกตามตรงเราไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น ยินดีอะไรเลย รู้สึกเฉยมากๆ ลึกๆมันก็ยังรู้สึกอ้างว้างอยู่ หลังแต่งงานก็อยู่กับครอบครัวสามี ทั้งดิฉันและสามีก็ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แต่รายได้ต่างกันลิบลับ เพราะดิฉันเปลี่ยนงานบ่อยมาก เรียกว่าเปลี่ยนอาชีพน่าจะเหมาะกว่า ทำมาหลายอาชีพแล้วทั้ง Customer service, เลขาฯ ผู้บริหาร, มาร์เก็ตติ้ง, ฝ่ายต้อนรับที่ โรงแรม, แอร์โฮสเตส, ครูอนุบาล รวมถึงลาออกจากงานมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ทุกงานแรกๆ จะรู้สึกดี แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ก็เริ่มเบื่อ เริ่มไม่มีความสุข เริ่มทนไม่ไหว ทรมาน และ ลาออก เป็นวงจรอุบาทว์วนเวียนกันแบบนี้มาหลายครั้งหลายครา
ดิฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและ ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย แต่ช่วงเวลาที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มันทรมานมาก ยกตัวอย่าง ตอนเป็นแอร์แค่ตื่นมาใส่ชุดฟอร์มเตรียมไปทำงานก็รู้สึกอยากอาเจียนแล้ว ทำงานอยู่บนเครื่องก็วิ่งไปอาเจียรเป็นระยะ ต้องกินยาแก้เมาทุกเที่ยวบิน ย้ำว่าทุกเที่ยวบินจริงๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายปี จนต้องลาออก ไปพบจิตแพทย์ ก็พบว่านอกจากซึมเศร้าแล้ว ยังมีแถมสมาธิสั้นมาอีก ก็ทานยามาจนทุกวันนี้ ทุกครั้งที่ลาออกก็ต้องมาเริ่มต้นกับอาชีพใหม่ทุกครั้ง เงินเดือนก็เลยไม่ไปไหน ส่วนสามีทำ field เดิมมาตลอดเงินเดือนก็มากกว่าดิฉันหลายเท่า
หลังจากแต่งงานไม่นานเลยสามีก็เปลี่ยนไป ไม่ค่อยใส่ใจดิฉันเหมือนเดิม จนมีลูก ความสัมพันธ์ก็เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ เขาไม่ได้ทำร้ายตบตีแต่อย่างใด แต่เฉยเมยมาก แทบจะไม่ได้คุยอะไรกัน นอนเตียงเดียวกันก็หันหลังให้ แทบจะไม่มีอะไรกันหลังจากมีลูก พอดิฉันท้วงว่ามันแปลกไปแล้วนะ ก็ทำๆไปให้เสร็จๆ ไม่ได้สนใจว่าดิฉันเป็นยังไง ตัวเองเสร็จแล้วก็ลุกไปเลย ส่วนตอนไปทำงาน ถ้าไม่มีธุระก็ไม่เคยโทรหา ดิฉันถามหลายครั้งมาก เค้าก็บอกว่ามีลูกแล้วจะให้มันเหมือนตอนที่เป็นแฟนได้ยังไง คือดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเอาอกเอาใจเหมือนตอนเป็นแฟน แม้จะแต่งงาน มีลูก เราก็ควรใส่ใจความรู้สึกคู่ของเราไม่ใช่เหรอคะ
หลายครั้งที่ดิฉันรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว บอกเค้าว่าถ้าไม่รักกันแล้ว อยู่กับฉันแล้วไม่มีความสุขก็ปล่อยฉันไปเถอะ สำหรับลูกเราช่วยกันรับผิดชอบได้ ฉันต้องการคู่ชีวิตที่สามารถพูดคุยกันได้ทั้งเรื่องมีสาระและไร้สาระ มีความเอื้ออาทร ใส่ใจกัน ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้เค้าก็จะบอกว่าขอโอกาสเค้าเถอะ เค้ายังรักดิฉัน แล้วเค้าก็จะทำได้ไม่เกิน 3 วัน แล้วกลับไปเหมือนเดิม หรือ เลวร้ายลงด้วยซ้ำ เพราะ หลังๆมานี้ วันธรรมดาไม่เคยกลับมาทานข้าวเย็น เมื่อก่อนวันไหนไม่ทานข้าว จะโทรบอก แต่เดี๋ยวนี้ไม่โทรเลย บอกว่าไปทานกับเพื่อน บางครั้งก็กลับดึกๆ บอกไปคาราโอเกะกับเพื่อน งานมันเครียด อยู่กับเพื่อนแล้วหายเครียด กลับมาบ้านก็เล่นเกมส์ ดูทีวี ถ้าดิฉันเข้าไปนั่งใกล้ๆ ก็จะย้ายไปดูเครื่องอื่น หรือไปทำอย่างอื่น
ฉันก็พยายามเอาใจเค้ามากขึ้น ไม่โทรจิก ส่ง SMS ซึ้งๆไปให้บ่อยๆ กลับมาบ้านก็เข้าไปกอด แต่เค้าก็เฉยๆ ไม่นานมานี้ฉันก็ได้พบว่า SMS ซึ้งๆ ที่ฉันส่งไปให้ เค้าลบทิ้งหมด ถามเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวไฟล์มันเยอะเกินต้องลบๆทิ้ง แต่ไอ้พวกข้อความโฆษณาบ้าบอ พี่แกไม่ลบอ่ะ ส่วนการบ้านเมื่อก่อนถ้าชวนก็ยังทำๆบ้างแม้ดูจะไม่เต็มใจ แต่ช่วงหลังคุณพี่ปฏิเสธเลยค่ะ บอกไม่มีmood วันไหนก็ไม่มี mood เป็นเดือนๆ ปีๆ จะว่า เสื่อมสมรรถภาพ? พี่เพิ่งอายุ 40 ส่วนดิฉัน 35 และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่พี่อายุ 33-34 ปี เสื่อมเร็วไปมั๊ยคะ
ไม่ใช่ว่าดิฉันเป็นสาวไฟแรงสูง ต้องการแต่เรื่องพวกนี้ มันไม่ใช่ค่ะ ต่อให้เค้าเสื่อมจริงๆ ไม่สามารถทำได้จริงๆ แต่ถ้าเค้าเอาใจใส่ ดูแลห่วงใยดิฉัน ดิฉันจะไม่ว่าอะไรเลยค่ะ ประเด็นคือมันทำให้ฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ฉันสภาพแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เอาแบบเข้าข้างตัวเองหน่อย ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ ก็ยังแต่งหน้า แต่งตัว ยังมีคนชมอยู่นะ อายุ 35 ลูกหนึ่งแล้ว อาจจะมีห้อยๆยานๆ ไปบ้าง ลูไลต์นิดๆหน่อยๆ แต่เค้าก็ไม่ได้อ้วนเผละนะ
หลายคนต้องคิดว่าเค้ามีผู้หญิงอื่นใช่มั๊ยคะ แต่ดิฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเค้าไม่มีผู้หญิงอื่น แต่ผู้ชายอื่นนี่ไม่มั่นใจค่ะ เพราะเพื่อนที่เค้าไปด้วยก็มีแต่ผู้ชาย จะว่าเป็นเกย์ก็ไม่แน่ใจ มีเกย์ซกมกมั๊ยคะ ที่เคยเห็นคนเป็นเกย์เค้าจะดูแลตัวเอง แต่นี่ไม่เลยค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถามก็บอกว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร
สถานการณ์ที่บ้านทุกวันนี้ยิ่งไปกันใหญ่ พี่สาวหย่ากับพี่เขย แม่แทบจะรับไม่ได้ ถ้าเราหย่ากับลูกชายคุณแม่อีก คงแย่แน่ๆ เพราะเหตุนี้ด้วยแหละสามีเราถึงไม่ยอมหย่ากับเรา กลัวแม่เค้าเสียใจ ก็อยู่กันไปแบบแยกกันนอน ( เราเอาผ้ามาปูกับพื้นนอน) ให้เค้านอนเตียงกับลูก เช้าก็ต่างคนต่างมาทำงาน ระหว่างวันไม่เคยโทรหากัน เราถึงบ้านก็ดูลูกจนเข้านอน ส่วนเค้าก็ทานข้าวนอกบ้านทุกวัน ไม่เคยโทรมาบอกที่บ้าน วันไหนกลับไม่ดึกก็เล่นเกมส์ ดูทีวี ไม่สนใจเรา เราชวนคุยก็อือ ๆ ออๆ แล้วก็เดินหนีไปทำอย่างอื่น เสาร์ อาทิตย์ ก็ต่างคนต่างอยู่ แทบจะไม่ไปเที่ยวไหนด้วยกัน ก็มีไปทานข้าวนอกบ้าน แต่ดูเค้าไม่มีความสุขเลย รีบกิน รีบกลับ กลับมาก็ดูทีวี เล่นเกมส์ ดิฉันรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยวมาก วันก่อนบอกเค้าไปว่าเราเหงาจัง เค้าก็อือๆ ออๆ แล้วก็เดินหนีไปห้องอื่น
ดิฉันพยายามหากิจกรรมอื่นๆ ทำ หรืออยู่กับลูก ก็พอช่วยได้บ้าง แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าเราอยู่กับครอบครัวสามี และลูกเราเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน ก็มีคนช่วยดู บางครั้งก็ออกไปนู่น ไปนี่กับญาติ ไม่ได้อยู่กับเราตลอด
นอกจากทำงานนอกบ้านแล้ว วันหยุดเราก็ต้องทำความสะอาดห้องเอง คนใช้มี แต่ต้องไปทำให้คนอื่น บางครั้งดิฉันก็รู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เพื่อนๆก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว ก็วุ่นวายกับลูกกับสามีจนไม่มีใครว่างสำหรับเรา ลูกก็ยังเล็กเกินไปที่จะคุยกันได้ทุกเรื่อง พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยสบาย เป็นโรควิตกกังวล เครียดง่ายด้วย ฉันไม่สามารถให้ท่านรับรู้ปัญหาของฉันได้ ทุกครั้งที่โทรไปต้องพยายามบอกว่ามีความสุขดี สบายดี ฉันต้องแบกทุกอย่างไว้เอง รวมถึงค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ ที่มีเราเป็นเสาหลัก นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องทนอยู่ เพราะลำพังเงินเดือนเรา ที่ต้องส่งให้ทางบ้าน เหลือไม่มาก แล้วถ้าเราจะออกมาอยู่เอง มันไม่สามารถค่ะ
***มีต่อค่ะ***
อยากพ้นทุกข์ กรุณาชี้แนะด้วยค่ะ (ยาวหน่อยนะคะ)
ดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดค่ะ แต่มาทำงานและอาศัยอยู่กับครอบครัวสามีที่กรุงเทพฯสิบกว่าปีแล้วค่ะ มีลูก 1 คนอายุ 6 ขวบ
ดิฉันเป็นคนขี้เหงา และมีโลกส่วนตัวตั้งแต่เด็กๆ ความสัมพันธ์กับครอบครัวคือรักและห่วงใยกันแต่ไม่สนิท ไม่มีการสัมผัสหรือ พูดคุยปรึกษาอะไรกันในครอบครัว ทุกคนในครอบครัวมีปัญหาทางจิตต้องพบจิตแพทย์เป็นประจำ ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยมาก แต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย จะเป็นแบบมึนตึงเย็นชาใส่กัน เรารู้สึกแย่และเครียดทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ และที่แย่กว่านั้นคือดิฉันไม่มีใครให้พูดคุยปรึกษาเลย ความทุกข์จึงค่อยๆสะสมมาทีละน้อยๆ ส่งผลให้ดิฉันเป็นคนเก็บกด อมทุกข์ ดูภายนอกเหมือนคนเรียบร้อย( หลายคนที่เพิ่งรู้จักกันจะบอกแบบนี้) แต่ดิฉันว่ามันไม่ใช่ มันเป็นการเก็บกด ความไม่มั่นใจมากกว่า ดิฉันจึงรู้สึกว้าเหว่ ว่างเปล่ามาตั้งแต่เด็ก พอโตมาก็โหยหาความรักมาตลอดแต่ก็ไม่เคยสมหวัง ไม่เคยมีแฟนจนจบมัธยม ไม่ใช่ไม่สนใจใคร หรือไม่มีใครสนใจ แต่มันเหมือนยังไม่ใช่ๆๆๆ ซักที ( ณ ตอนนั้นก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องการอะไร)
พอเข้ามหาวิทยาลัยต้องย้ายมาเรียนอีกจังหวัดหนึ่ง ต้องอยู่หอเอง ยิ่งเหงาเข้าไปใหญ่ ช่วงนั้น เริ่มมีรุ่นพี่มาคุยด้วย พี่คนนี้ท่าทางเป็นคนดี สุภาพ น่ารัก ดูอบอุ่น (ดิฉันอยู่ปี 1 แต่พี่อยู่ ปี 4 ) ความรักครั้งนี้เหมือนให้คำตอบว่าที่ผ่านมาฉันต้องการอะไร ฉันต้องการใครสักคนที่เข้าใจ ห่วงใย จริงใจ และทำให้ฉันรู้สึกมั่นคงในจิตใจได้ จำได้ว่าช่วงนั้นฉันเปลี่ยนไปมาก ดูสดใสมีชีวิต ชีวา มีความหวังในชีวิต คิดไปไกลนู่นว่าคนนี้แหละที่จะฝากชีวิตไว้ ทุ่มไปหมดใจ แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพราะหลังจากเรียนจบเขาก็ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพ แรกก็ยังติดต่อกันบ้าง ฉันก็มีมาเยี่ยมเขาที่กรุงเทพบ้าง เขาก็ดีกับฉันทุกอย่างให้เกียรติฉัน ไม่เคยล่วงเกินฉันแม้จะมีโอกาส ยิ่งทำให้ฉันมโนไปเองว่านี่แหละคนที่ใช่ ชีวิตฉันจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว
ผ่านไปไม่นานกรุงเทพก็ทำให้เขาเปลี่ยนไป เริ่มขาดการติดต่อ และหายไป.....สุดท้ายฉันก็ได้รู้ว่าเขามีคนอื่น ตอนนั้นฉันรู้สึกว่ามันหนักหนาสาหัสมาก ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่รู้สึกอยากทำอะไร หรืออยากคุยกับใคร เก็บตัว เหม่อลอย หมดอาลัยตายอยาก อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ จากคนที่ความจำดี กลายเป็นหลงๆลืม เรียนเสร็จฉันก็หมกตัวอยู่ที่หอพัก นอนๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วก็กินแบบที่ไม่เคยกินมาก่อน ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกแย่ ฉันจะกินๆๆๆๆๆๆๆๆ กินจนร่างกายรับไม่ไหวต้องอาเจียนออกมา เป็นแบบนี้อยู่หลายปีจนเพื่อนทนไม่ไหว พาไปพบจิตแพทย์ คุณหมอก็วินิจฉัยว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้า ก็ให้ยามากิน ช่วงที่ได้รับยาฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตมีความสุข มีบางช่วงที่หยุดกินยาไปเฉยๆ อาการทรุดหนักอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
จากพฤติกรรมการกินและนอนที่เปลี่ยนไปทำให้ดิฉันน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม สูง 172 หนัก ประมาณ 52-53 กก. คนอื่นมักจะบอกว่าฉันโชคดีที่เกิดมามีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ หลังจากเครียดๆ กินๆนอนๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 กก. สิวก็พากันเบ่งบานบนในหน้าฉัน กลับไปเยี่ยมบ้าน อีกที มีคนจำไม่ได้ เพราะโทรมมาก ฉันก็ยิ่งจิตตกไปใหญ่ รู้สึกแย่กับตัวเองยิ่งขึ้น จากนั้นก็หมกมุ่นอยู่กับการลดความอ้วน เหมือนคนบ้า แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ นอกจากจะไม่กลับมาผอมแล้ว ร่างกายก็ย่ำแย่ รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง หายใจไม่เต็มปอด อ่อนเพลียตลอดเวลา อยากนอนอย่างเดียว แต่ก็กัดฟันลุกไปเรียน กัดฟันอ่านหนังสือสอบ (ต้องอ่านหลายรอบ เพราะความจำไม่ดีแล้ว) ในที่สุดฉันก็จบมาได้ด้วยคะแนนเกียรตินิยม
หลังจากเรียนจบ ดิฉันก็มาทำงานกรุงเทพฯ ช่วงแรกๆ ยังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อาการเหมือนจะดีขึ้น น้ำหนักลดไปเองโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้พยายามลดด้วย กลับมาผอมเพรียวเหมือนเดิม เป็นน้องใหม่ที่สดใส ก็มีรุ่นพี่ที่ทำงานแวะเวียนมาคุยด้วย ส่วนงานที่ทำเป็นงาน customer service รับcomplain จากลูกค้า แรกๆก็สนุกดี แต่พอนานเข้าๆ ต้องมานั่งฟังเรื่องไม่ดีทั้งวัน เริ่มเครียด กอปรกับช่วงนั้นดิฉันย้ายมากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้กลับไปพบจิตแพทย์ ยาก็เลยไม่ได้ทาน รวมถึงต้องอยู่หอคนเดียว ชีวิตเริ่มติดลบอีกครั้ง เหงามาก กลางคืนต้องนอนร้องไห้จนหลับไปทุกคืน เพื่อนก็พาไปพบจิตแพทย์ที่กทม. ก็ได้ยามาทานอีกเช่นเดิม
ช่วงนั้นก็เริ่มมีรุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่งมาคุยด้วย เราก็ไม่ได้รู้สึกปิ๊งอะไร แต่ก็ไปกินข้าว ดูหนังด้วย เพราะเราเหงามาก ก็คบกันเรื่อยมา เค้าก็สม่ำเสมอ ดูแลเอาใจใส่เราดี จนผ่านไป7 ปี ทางบ้านพี่เค้าก็เห็นว่าสมควรแต่งงานกันได้แล้ว ก็แต่งงานกัน บอกตามตรงเราไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น ยินดีอะไรเลย รู้สึกเฉยมากๆ ลึกๆมันก็ยังรู้สึกอ้างว้างอยู่ หลังแต่งงานก็อยู่กับครอบครัวสามี ทั้งดิฉันและสามีก็ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แต่รายได้ต่างกันลิบลับ เพราะดิฉันเปลี่ยนงานบ่อยมาก เรียกว่าเปลี่ยนอาชีพน่าจะเหมาะกว่า ทำมาหลายอาชีพแล้วทั้ง Customer service, เลขาฯ ผู้บริหาร, มาร์เก็ตติ้ง, ฝ่ายต้อนรับที่ โรงแรม, แอร์โฮสเตส, ครูอนุบาล รวมถึงลาออกจากงานมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ทุกงานแรกๆ จะรู้สึกดี แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ก็เริ่มเบื่อ เริ่มไม่มีความสุข เริ่มทนไม่ไหว ทรมาน และ ลาออก เป็นวงจรอุบาทว์วนเวียนกันแบบนี้มาหลายครั้งหลายครา
ดิฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและ ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย แต่ช่วงเวลาที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มันทรมานมาก ยกตัวอย่าง ตอนเป็นแอร์แค่ตื่นมาใส่ชุดฟอร์มเตรียมไปทำงานก็รู้สึกอยากอาเจียนแล้ว ทำงานอยู่บนเครื่องก็วิ่งไปอาเจียรเป็นระยะ ต้องกินยาแก้เมาทุกเที่ยวบิน ย้ำว่าทุกเที่ยวบินจริงๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายปี จนต้องลาออก ไปพบจิตแพทย์ ก็พบว่านอกจากซึมเศร้าแล้ว ยังมีแถมสมาธิสั้นมาอีก ก็ทานยามาจนทุกวันนี้ ทุกครั้งที่ลาออกก็ต้องมาเริ่มต้นกับอาชีพใหม่ทุกครั้ง เงินเดือนก็เลยไม่ไปไหน ส่วนสามีทำ field เดิมมาตลอดเงินเดือนก็มากกว่าดิฉันหลายเท่า
หลังจากแต่งงานไม่นานเลยสามีก็เปลี่ยนไป ไม่ค่อยใส่ใจดิฉันเหมือนเดิม จนมีลูก ความสัมพันธ์ก็เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ เขาไม่ได้ทำร้ายตบตีแต่อย่างใด แต่เฉยเมยมาก แทบจะไม่ได้คุยอะไรกัน นอนเตียงเดียวกันก็หันหลังให้ แทบจะไม่มีอะไรกันหลังจากมีลูก พอดิฉันท้วงว่ามันแปลกไปแล้วนะ ก็ทำๆไปให้เสร็จๆ ไม่ได้สนใจว่าดิฉันเป็นยังไง ตัวเองเสร็จแล้วก็ลุกไปเลย ส่วนตอนไปทำงาน ถ้าไม่มีธุระก็ไม่เคยโทรหา ดิฉันถามหลายครั้งมาก เค้าก็บอกว่ามีลูกแล้วจะให้มันเหมือนตอนที่เป็นแฟนได้ยังไง คือดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเอาอกเอาใจเหมือนตอนเป็นแฟน แม้จะแต่งงาน มีลูก เราก็ควรใส่ใจความรู้สึกคู่ของเราไม่ใช่เหรอคะ
หลายครั้งที่ดิฉันรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว บอกเค้าว่าถ้าไม่รักกันแล้ว อยู่กับฉันแล้วไม่มีความสุขก็ปล่อยฉันไปเถอะ สำหรับลูกเราช่วยกันรับผิดชอบได้ ฉันต้องการคู่ชีวิตที่สามารถพูดคุยกันได้ทั้งเรื่องมีสาระและไร้สาระ มีความเอื้ออาทร ใส่ใจกัน ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้เค้าก็จะบอกว่าขอโอกาสเค้าเถอะ เค้ายังรักดิฉัน แล้วเค้าก็จะทำได้ไม่เกิน 3 วัน แล้วกลับไปเหมือนเดิม หรือ เลวร้ายลงด้วยซ้ำ เพราะ หลังๆมานี้ วันธรรมดาไม่เคยกลับมาทานข้าวเย็น เมื่อก่อนวันไหนไม่ทานข้าว จะโทรบอก แต่เดี๋ยวนี้ไม่โทรเลย บอกว่าไปทานกับเพื่อน บางครั้งก็กลับดึกๆ บอกไปคาราโอเกะกับเพื่อน งานมันเครียด อยู่กับเพื่อนแล้วหายเครียด กลับมาบ้านก็เล่นเกมส์ ดูทีวี ถ้าดิฉันเข้าไปนั่งใกล้ๆ ก็จะย้ายไปดูเครื่องอื่น หรือไปทำอย่างอื่น
ฉันก็พยายามเอาใจเค้ามากขึ้น ไม่โทรจิก ส่ง SMS ซึ้งๆไปให้บ่อยๆ กลับมาบ้านก็เข้าไปกอด แต่เค้าก็เฉยๆ ไม่นานมานี้ฉันก็ได้พบว่า SMS ซึ้งๆ ที่ฉันส่งไปให้ เค้าลบทิ้งหมด ถามเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวไฟล์มันเยอะเกินต้องลบๆทิ้ง แต่ไอ้พวกข้อความโฆษณาบ้าบอ พี่แกไม่ลบอ่ะ ส่วนการบ้านเมื่อก่อนถ้าชวนก็ยังทำๆบ้างแม้ดูจะไม่เต็มใจ แต่ช่วงหลังคุณพี่ปฏิเสธเลยค่ะ บอกไม่มีmood วันไหนก็ไม่มี mood เป็นเดือนๆ ปีๆ จะว่า เสื่อมสมรรถภาพ? พี่เพิ่งอายุ 40 ส่วนดิฉัน 35 และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่พี่อายุ 33-34 ปี เสื่อมเร็วไปมั๊ยคะ
ไม่ใช่ว่าดิฉันเป็นสาวไฟแรงสูง ต้องการแต่เรื่องพวกนี้ มันไม่ใช่ค่ะ ต่อให้เค้าเสื่อมจริงๆ ไม่สามารถทำได้จริงๆ แต่ถ้าเค้าเอาใจใส่ ดูแลห่วงใยดิฉัน ดิฉันจะไม่ว่าอะไรเลยค่ะ ประเด็นคือมันทำให้ฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ฉันสภาพแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เอาแบบเข้าข้างตัวเองหน่อย ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ ก็ยังแต่งหน้า แต่งตัว ยังมีคนชมอยู่นะ อายุ 35 ลูกหนึ่งแล้ว อาจจะมีห้อยๆยานๆ ไปบ้าง ลูไลต์นิดๆหน่อยๆ แต่เค้าก็ไม่ได้อ้วนเผละนะ
หลายคนต้องคิดว่าเค้ามีผู้หญิงอื่นใช่มั๊ยคะ แต่ดิฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเค้าไม่มีผู้หญิงอื่น แต่ผู้ชายอื่นนี่ไม่มั่นใจค่ะ เพราะเพื่อนที่เค้าไปด้วยก็มีแต่ผู้ชาย จะว่าเป็นเกย์ก็ไม่แน่ใจ มีเกย์ซกมกมั๊ยคะ ที่เคยเห็นคนเป็นเกย์เค้าจะดูแลตัวเอง แต่นี่ไม่เลยค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถามก็บอกว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร
สถานการณ์ที่บ้านทุกวันนี้ยิ่งไปกันใหญ่ พี่สาวหย่ากับพี่เขย แม่แทบจะรับไม่ได้ ถ้าเราหย่ากับลูกชายคุณแม่อีก คงแย่แน่ๆ เพราะเหตุนี้ด้วยแหละสามีเราถึงไม่ยอมหย่ากับเรา กลัวแม่เค้าเสียใจ ก็อยู่กันไปแบบแยกกันนอน ( เราเอาผ้ามาปูกับพื้นนอน) ให้เค้านอนเตียงกับลูก เช้าก็ต่างคนต่างมาทำงาน ระหว่างวันไม่เคยโทรหากัน เราถึงบ้านก็ดูลูกจนเข้านอน ส่วนเค้าก็ทานข้าวนอกบ้านทุกวัน ไม่เคยโทรมาบอกที่บ้าน วันไหนกลับไม่ดึกก็เล่นเกมส์ ดูทีวี ไม่สนใจเรา เราชวนคุยก็อือ ๆ ออๆ แล้วก็เดินหนีไปทำอย่างอื่น เสาร์ อาทิตย์ ก็ต่างคนต่างอยู่ แทบจะไม่ไปเที่ยวไหนด้วยกัน ก็มีไปทานข้าวนอกบ้าน แต่ดูเค้าไม่มีความสุขเลย รีบกิน รีบกลับ กลับมาก็ดูทีวี เล่นเกมส์ ดิฉันรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยวมาก วันก่อนบอกเค้าไปว่าเราเหงาจัง เค้าก็อือๆ ออๆ แล้วก็เดินหนีไปห้องอื่น
ดิฉันพยายามหากิจกรรมอื่นๆ ทำ หรืออยู่กับลูก ก็พอช่วยได้บ้าง แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าเราอยู่กับครอบครัวสามี และลูกเราเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน ก็มีคนช่วยดู บางครั้งก็ออกไปนู่น ไปนี่กับญาติ ไม่ได้อยู่กับเราตลอด
นอกจากทำงานนอกบ้านแล้ว วันหยุดเราก็ต้องทำความสะอาดห้องเอง คนใช้มี แต่ต้องไปทำให้คนอื่น บางครั้งดิฉันก็รู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เพื่อนๆก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว ก็วุ่นวายกับลูกกับสามีจนไม่มีใครว่างสำหรับเรา ลูกก็ยังเล็กเกินไปที่จะคุยกันได้ทุกเรื่อง พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดก็ไม่ค่อยสบาย เป็นโรควิตกกังวล เครียดง่ายด้วย ฉันไม่สามารถให้ท่านรับรู้ปัญหาของฉันได้ ทุกครั้งที่โทรไปต้องพยายามบอกว่ามีความสุขดี สบายดี ฉันต้องแบกทุกอย่างไว้เอง รวมถึงค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ ที่มีเราเป็นเสาหลัก นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องทนอยู่ เพราะลำพังเงินเดือนเรา ที่ต้องส่งให้ทางบ้าน เหลือไม่มาก แล้วถ้าเราจะออกมาอยู่เอง มันไม่สามารถค่ะ
***มีต่อค่ะ***