อยากถามคุณ fortuneteller ครับว่า ทำไมคุณถึงใช้ชีวิตได้ผิดแปลกไปจากคนทั่วๆไปอ่ะครับ

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าไม่ได้มาหาเรื่อง หรือมาอคติอะไรนะครับ คือพอดีสนใจเรื่อง ภาษาอังกฤษน่ะครับ แล้วเห็นคุณ FT เนี่ย มาตอบคำถาม

บ่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นคนที่เก่งมากทีเดียว อันนี้ต้องยอมรับ แต่มันก็มีอีกหลายๆกระทู้ที่คุณ ft ตอบคำถามแบบว่าใช้ชีวิตแปลกๆ เช่น

1. ทำไมต้องฝึกวิทยายุทธ์จากจีนอะไรนั่นด้วยครับ แล้วมันช่วยให้ไม่แก่ได้จริงๆเหรอครับ แล้วถ้าคุณ ft มีอายุ 200 ปีได้ แล้วมันดียังไงเหรอครับ โลกมนุษย์มีแต่ค.วุ่นวาย อยู่นานมากกกกกไป ใช่ว่าจะดีนะครับ  แล้ววิชาจากจีนไรนั่น ถ้าเทียบกับคนออกกำลังทั่วๆๆๆไป มันต่างกันยังไงครับ

2. ทำไมไม่อาบน้ำทุกวันเหมือนคนทั่วไปครับ

3. คุณ ft นี่ ณ ปัจจุบัน เข้าสังคมกับคนได้ปกติป่ะครับ (ขออภัยที่ถามแบบนี้ ไม่ใช่ไม่สุภาพ แต่สงสัยจริงๆๆๆครับ)

4. ผมเข้าใจว่าการเรรยน eng นั่น ในประเทศที่เรียน eng เป็นภาษษที่ 2 อย่างประเทศไทยเนี่ย มันมี การเรียนแบ่งเป็นหลักๆ 2 แบบ คือ
       1. แบบธรรมชาติ  ซึ่งก็คือ วิธีธรรมชาติไม่ต้องสน grammar ให้ grammar มันซึมซับเอง จากการ ฟัง พูด แต่ผมมองว่าวิธีนี้มันใช้เวลานานอ่ะครับ
       2. แบบ grammar ที่มีติวทั่วๆไป ผมว่ามันก็เป็นอีกางเลือกนึงนะครับ

        ขอบคุณที่ชี้แนะนะครับ

ปล.คำถามไหนไม่อยากตอบก็ไม่ว่ากันครับ ข้ามไปได้เลย
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
1. คำสอนเต๋าและคำสอนพุทธ (แบบมหายาน) ช่วยให้คงไว้ซึ่งความอ่อนวัยได้จริงๆ อย่างเช่น Zhang Sanfeng (ผู้ก่อตั้งสำนัก Wudang (คนไทยออกเสียงแบบแต้จิ๋วว่า "บู๊ตึง") ฝึกเต๋าก็ยังสุขภาพดีมีวรยุทธ์แก่กล้าเมื่ออายุเกิน 100 ปี และ Bodhidharma หรือที่คนไทยเรียก "ตั๊กม๊อ" (ผู้ก่อตั้งสำนัก Shaolin) ฝึกพุทธแบบมหายานก็ยังสุขภาพดีมีวรยุทธ์แก่กล้าเมื่ออายุ 180 ปี วัตถุประสงค์ของการฝึกศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพื่ออยู่ค้ำฟ้า แต่เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพดีไปจนถึงวันตาย (จะได้ไม่ทรมานเหมือนคนแก่ทั่วๆไป) คือเมื่อฝึกสำเร็จแล้วก็จะดึงวิญญาณออกจากร่าง (ละสังขาร) ไปเป็นเซียน (เซียนของเต๋าเทียบเท่าพระโพธิสัตว์ของพุทธ) แต่ถ้าฝึกไม่สำเร็จถึงปานนั้น อย่างน้อยๆก็ผ่านกระบวนการ evolution ไประดับหนึ่ง เกิดใหม่ชาติหน้าน่าจะมีความสามารถพิเศษเหนือกว่าตอนที่เกิดมาชาตินี้  

^
ส่วนเรื่องมันจะคงไว้ซึ่งความอ่อนวัยได้จริงหรือไม่นั้น ตอนฝึกใหม่ๆเราก็สงสัยว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่นิยาย แต่พอฝึกไปเรื่อยๆเราเริ่มตระหนักว่า

"มันเป็นไปได้จริงๆ"
^
เพราะอยู่ดีๆรอยเหี่ยวย่นหายไปจากหน้าและจากผิวกายเราหมดเกลี้ยงเลยและขาเราที่เคยเดินกระเผลกเกือบๆจะเหมือนคนแก่แต่มันกลับกลายเป็นหายดีเป็นปกติจนเดินเหินได้คล่องแคล่วว่องไว อีกทั้งสมองเรายิ่งอายุมากขึ้นกลายเป็นยิ่งเรียนรู้อะไรไวมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเพียรพยายามของเราที่ต้องการฝึกวรยุทธ์ให้ถึงขั้นกลับไปเป็นเด็กวัยรุ่น (เหมือนในนิยายกำลังภายใน) นั้น เราอาจทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ แต่เท่าที่ฝึกได้ในขณะนี้นะ ผลของมันก็คือแค่ทำให้ผู้คนแปลกใจได้บ้าง อย่างเช่นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เราต้องไปติดต่อหน่วยงานราชการและแฟนเราไปเซ็นเอกสารเป็นพยาน เจ้าหน้าที่สาวสวยซึ่งช่วยเดินเรื่องเอกสารให้เราเห็นบ้ตรประชาชนของแฟนเราและของเรา แล้วแอบชมเราลับหลังแฟนเราว่า

"น่าประหลาดใจที่แฟนพี่ที่หน้าเด็กมากๆและเธอก็อายุน้อยกว่าพี่ตั้ง 24 ปี แต่เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันดูเหมือนว่าทั้ง 2 คนเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน"

สาเหตุที่เราฝึกศาสตร์เร้นลับพวกนี้ก็เพราะว่าตอนเด็กๆเรา iq ต่ำเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องจนเรียนไม่จบ ม.ปลาย (จบแค่ ม.ต้น) สมองเราเกือบจะแย่เท่ากับเด็กพิเศษ เราเลยอ่านหนังสือ howtos ภาษาอังกฤษที่สอนวิธีเพิ่ม iq เยอะมากๆ แล้วพบว่าตำราบางเล่มผู้เขียนเก็บวิธีฝึกสมองจากคำสอนโบราณของ Greek และ Roman  และเก็บจากคำสอนโบราณของอินเดียเป็นภาษา Sanskrit  ซึ่งกระบวนการฝึกตนเองให้กลายเป็น super genius ได้นั้น มันมีความยากซับซ้อนมากๆ
^
กว่าจะฝึกสำเร็จจนเป็น super genius ได้เราก็คงแก่งั่งไปซะแล้ว ถึงฉลาดขึ้นมาได้ก็เดินแทบไม่ไหวมันจะมีประโยชน์อันใด...!!???...เราก็เลยต้องเดินหน้าฝึกศาสตร์เร้นลับเพื่อคงไว้ซึ่งความอ่อนวัยตลอดกาลให้สำเร็จซะก่อน เผอิญโชคช่วยด้วยที่เรากินอาหาร macrobiotic มาหลายปี การไม่กิน refined sugar ทำให้ cells ในร่างกายและสมองเราไม่เสื่อมสภาพได้ง่ายๆนัก  นอกจากนี้แล้วเรายังค้นพบความลับอีกด้วยว่า

"การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสามารถเปลี่ยนระดับสติปัญญาได้ด้วย"
^
นั่นก็คือถ้าเอาเด็กพิเศษมาให้เราเลี้ยงด้วยอาหาร macrobiotic มันเป็นไปได้ที่เราจะทำให้พวกเขากลายเป็นเด็กที่ฉลาดขึ้นมาได้

^
ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่องศาสตร์เร้นลับว่าด้วยการคงไว้ซึ่งความอ่อนวัยตลอดกาลก็ต้องนัดเจอตัวจริงเราเพื่อพิสูจน์

2. คุณคงไปเจอเราตอบกระทู้ตลกๆในห้องสยาม จริงๆแล้วเราอาบน้ำ แต่เราแกล้งตอบตลกๆเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่แน่นะบางวันถ้าเราต้องการฝึกวิชาที่ต้อง generate heat มากๆจนไอตัวแผ่กระจายออกไปทั่ว (เหมือนในหนังกำลังภายใน) เราก็อาจไม่อาบน้ำบ้างเป็นบางครั้ง...555+++...

3. เราทำงานเป็นนักแปลอิสระในบ้านมาหลายปีแล้ว ไม่ได้ไปเข้าสังคมออกงานเลี้ยงที่ไหน และเราก็ไม่ชอบเข้าสถานที่เริงรมย์ ส่วนใหญ่เราใช้เวลาไปกับการฝีกโยคะฝึกวรยุทธ์จีนและทดสอบ computer software ในบ้าน หรือถ้าออกนอกบ้านเราก็สนุกกับการเอา netbook ออกไปเล่นนอกบ้าน แต่หลังจากนั้นเราพยายราลดน้ำหนักที่แบกโดยการเอา windows 8 tablet ออกไปเล่นนอกบ้านแทน เราเอามันไปดูหนังกำลังภายในกับดื่มสุราจีนในห้างสรรพสินค้าหรือถ่ายรูปถ่าย videos ผู้คนและสถานที่ต่างๆมาดูเล่น...แต่ตอนนี้เราเริ่มเปลี่ยนเป็นใช้ smartphone แล้ว...เพราะมันเบากว่าอีกทั้งเราเริ่มเรียนรู้วิธีใช้ smartphone มากขึ้นเรื่อยๆ คือเราเกือบจะซื้อ smartphone ที่ใช้ระะบบปฎิบัติการ Windows Phone 8 มาแล้ว แต่ไม่ชอบข้อด้อยของมันที่ไม่มี HID profile (ทำให้ต่อ bluetooth keyboard ตัวเล็กๆไม่ได้) และติดตั้ง applications อันหลากหลายไม่ได้ แต่ต้องใช้ applications น้อยๆตัวที่จำกัดที่ต้องเอาจาก shop ของเขา (ซึ่งเป็นข้อด้อยอันเดียวกันกับ Windows RT) และเมื่อก่อนเราก็เคยใช้ระบบปฏิบัติการ Android แล้วเซ็งกับมันมากๆ เพราะเราเก่งแต่ Windows แต่ตอนนี้เหตุการณ์พลิกผันเราซื้อ smartphone ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มาและทดสอบ applications หลายๆตัวจนเรานำ Android applications หลายๆอย่างมาใช้ทดแทน Windows applications ได้สำเร็จอย่างงดงาม (อาจเป็นเพราะมีการพัฒนา Android applications ใหม่ๆดีๆเร็วมากๆในยุคนี้)  

ก็เลยตอนนี้เวลาเราไปไหนมาไหน นั่งพิมพ์งาน (เขียนหนังสือ เขียนบทเรียน) จด notes และทำ database (เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง) อีกทั้ง ดูหนังฟังเพลง เล่นเน็ต กับถ่ายรูป ถ่าย videos คุณภาพดีๆ (เพื่อความบันเทิง) เราใช้แค่ Android smartphone ตัวเดียวเบาๆทำได้ทุกอย่างสบายๆชิวๆ  (แถมยังพิมพ์บน smartphone ได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องต่อ bluetooth keyboard อันเล็กๆเลยหละ)

เพื่อนที่เรามีส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าที่จ้างเราแปลงานกับนักเรียนที่มาเรียนภาษาอังกฤษกับเรา และเราก็มีมิตรรักแฟนเพลงตั้งมากมายในหมู่บ้านเรา และในสถานที่ซึ่งเราไปนั่งเล่น (ไปเที่ยวบ่อยๆ) โดยไปรู้จักกับคนแถวๆนั้นไปเรื่อยๆ เพียงแต่เราไม่ชอบไปกินเลี้ยงสังสรรค์วางมาดในงานสังคมที่ไหนเท่านั้นเอง

4. คุณคงไปอ่าน คคห 6 กระทู้นี้ที่เราตอบ
http://pantip.com/topic/30922989/comment6
^
คุณเข้าใจอะไรผิดๆในเรื่องวิธีการสอน grammar ของเรา
^
เราไม่ได้สอน grammar แบบเพ้อฝันแบบที่ใครๆเรียกว่า "เรียนโดยวิธีธรรมชาติ (โดยหวังว่าฟังๆไปแล้วพูดมั่วๆไปมันจะเก่งได้)" แต่เราศึกษากลไกการทำงานของ grammar แล้วรู้ว่าภาษาอังกฤษมันผันกลับไปกลับมาทั้งคำศัพท์ และโครงสร้างประโยค เราจึงคิดคำนวณจำนวน permutations ที่มันจะพลิกผันกลับไปกลับมาได้ (apply วิธีคิดแบบนักหมากรุกฝรั่ง เพราะเราเรียนรู้ทั้งภาษาอังกฤษและ computer applications โดยอาศัยวิธีคิดแบบหมากรุกฝรั่งเนื่องจากตอนวัยรุ่นเราไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน วันๆได้แต่เล่นหมากรุกฝรั่ง ก็เลยต้องเรียนรู้แบบนี้)  แล้วหาประโยคที่ฝรั่งพูดซึ่งมี patterns ต่างๆที่สาธิตกลไกการทำงานของ grammar มาให้นักเรียนฟังแล้วหัดพูดตามในหลายๆ patterns พลิกกลับไปกลับไปกลับมา พอตัวอย่างประโยคที่ฝรั่งพูดมันหมดแล้วเราก็สร้างประโยคขึ้นมาเพิ่มแล้วพูดด้วยเสียงเราเองให้นักเรียนพูดเลียนแบบ แต่พลิกผันรูปร่างหน้าตาของคำศัพท์และรูปประโยคไปเรื่อยๆ และเราสอนให้นักเรียนหัดใช้ text-to-speech software แปลงข้อความที่เราคิดให้หรือที่นักเรียนคิดขึ้นมาเอง ซึ่งพิมพ์อยู่ใน computer ให้กลายเป็นเสียงคนพูด (ซึ่ง software มันพูดเหมือนคนมากๆ) นักเรียนจะได้มีเสียงเหมือนเสียงฝรั่งคอยหัดฟังหัดพูด เมื่อกลับบ้านไปแล้วและไม่มีเราคอยแก้ pronunciation ให้  

^
นี่เป็นสอน grammar ด้วยวิธีการที่เรียกว่า improvisation นั่นก็คือ

"เราไม่บรรยายกฎ grammar เป็นภาษาไทย และไม่ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด grammar โดยการตอบโจทย์ในกระดาษที่ไม่ใช่ตัวอย่างประโยคซึ่งนำไปใช้ในการสื่อในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆนัก"

แต่

"เราให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด grammar โดยการฟังแล้วพูดพลิกแพลงให้ถูกต้องโดยการใช้ตัวอย่างประโยคที่สาธิตกลไกการทำงานของ grammar ซึ่งนำไปใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้จริงๆ "

การที่นักเรียนผ่านการ drill (ฟังแล้วพูดพลิกแพลงหลายๆรอบ) ทำให้สมองนักเรียนสั่งงานพูดเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ถูก grammar รวดเร็วกว่าการนั่งฟังครูอธิบายกฎ grammar เป็นภาษาไทย แล้วนักเรียนนั่งจดยิกๆๆๆๆ (ซึ่งเป็น passive learning) การเรียนแบบ passive learning เป็นการปิดกั้นไม่ให้นักเรียนฝึก interactive communication ทำให้นักเรียนไม่สามารถโต้ตอบ interactively ได้เร็วนัก เพราะสมองฟังแล้วคิดแต่ภาษาไทย อีกทั้งการเรียนแบบ passive learning ยังทำให้นักเรียนพลาดโอกาสที่จะฝึก pronunciation ซึ่งการที่ครูละเลยไม่สอนนักเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง (เพราะครูมัวแต่เสียเวลาพูดภาษาไทยอธิบายกฎ grammar ยาวๆ) ทำให้นักเรียนหลายๆคนออกเสียงภาษาอังกฤษผิดๆและทำให้พัฒนา listening skills ได้ช้ามากๆ (เนื่องจากเมื่อออกเสียงผิด ก็คาดหวังผิดๆว่าคนอื่นจะออกเสียงยังไง ก็เลยฟังไม่รู้เรื่อง)

^
เราพัฒนาวิธีการสอนภาษาอังกฤษแบบใหม่ๆขึ้นมาเพื่อทำให้ในแต่ละ session (รอบการสอน) สามารถสอนได้ครบหมดทุก skills แทนที่จะสอนแค่ skill อย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนที่โรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่สอนกัน ซึ่งจริงๆแล้วเราใช้ computer applications อีกหลายอย่างช่วยสอนมากกว่าที่จะใช้แค่ text-to-speech software เพราะเราไม่แจก sheets ไม่ใช้ whiteboard ไม่ใช้ markers เขียน  แต่เราใช้สื่อการสอนแบบ digital media ล้วนๆ ก็เลยต้องสอนผ่าน computer กับ projector และจอ (กรณีสอนเป็น class) หรือถ้าสอนตัวต่อตัวมี notebook แค่เครื่องเดียว แล้วต่อหูฟังกับไมค์ ต่อ usb keyboard (นักเรียนกับเราจะได้พิมพ์บนเครื่องเดียวกันได้) ซึ่งเราไม่ได้ให้รายละเอียดไว้ยืดยาวในเรื่องการใช้ computer applications ช่วยสอนภาษาอังกฤษ (เราแค่ตอบเรื่องวิธีสอน grammar ซึ่งคุณเข้าใจผิดในเรื่องวิธีสอนของเรา)
^
แต่หลักการสำคัญที่สุดในวิธีการสอนของเรา ก็คือ

"ให้ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นแก่นักเรียนและสอนให้นักเรียนรู้วิธีคิดเองเพื่อค้นข้อมูลมาเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในอนาคต"
^
การสอนภาษาอังกฤษที่ดี ไม่ใช่ครูพล่ามเป็นภาษาไทยเรื่อง grammar พอจบหลักสูตรแล้วนักเรียนฟังพูดอังกฤษไม่ได้ แถมยังต้องไปเรียน writing ที่อื่นอีกต่างหาก แต่ถ้าสอนให้ดีๆ นักเรียนจะต้อง

"ฟังพูดรู้เรื่องไปแล้วและอ่านภาษาอังกฤษพอได้บ้างแล้ว อีกทั้งนักเรียนยังจะต้องคิดค้นและรู้ได้ด้วยตัวเองว่า จะเรียน writing ด้วยตนเองได้ยังไงเหมือนๆกับที่พวกเซียนๆแถวๆนี้หลายๆคนที่ไม่เคยเข้า course เรียน writing แต่ก็เขียนภาษาอังกฤษได้ระดับเทพๆๆๆๆ"
^
คือจริงๆแล้วเราใช้ computer applications กับเกือบจะทุกอย่างในชีวิตเรา แม้กระทั่งใช้จัดทำจัดเก็บและ organize พวก databases ด้านการเรียนรู้ศาสตร์เร้นลับของเรา
^
จริงๆแล้วเราศึกษาค้นคว้าเรื่องการสอนภาษาอังกฤษก็เพราะมันสนุกดี แต่เราก็ไม่ได้กะจะเปิดสอนใหญ่โตอะไรนัก รับสอนแค่ตัวต่อตัวเวลามีคนสนใจติดต่อมา  แต่ก็ไม่แน่นะเราอาจเปิดสอนเป็น class ใหม่ในบ้านตัวเองก็ได้  แต่เผอิญตอนนี้มีเงินเหลือใช้มากหน่อยก็เลยไม่ได้ทำงานอะไร (หยุดทำงานแปลมาหลายเดือนแล้วเพราะโรคขี้เกียจขึ้นสมองชักจะกำเริบ...555+++...) ได้แต่ฝึกโยคะฝึกวรยุทธ์จีนทดสอบ computer software และกำลังทบทวนศาสตร์แห่งการดูดวงอยู่ กำลังตัดสินใจอยู่ คือเราอาจเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็น class (เร็วๆนี้อาจโฆษณารับสอนภาษาอังกฤษ)  แต่ก็ไม่แน่นะ เราอาจเปลี่ยนอาชีพไปเป็นหมอดูจริงๆก็ได้ในที่สุด...555+++...  
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่