วันนี้ต้องอดทนอ่านกันยาว ๆ กันนิดนึงนะครับ ที่ปกติผมจะเขียนไม่เกิน 20 บรรทัดเพื่อความบันเทิง แต่วันนี้ขอแบบเครียด ๆ นิดหน่อย
ที่วัยทีน ก่อนวัยรุ่นของผม ตรงกับช่วงปี 2519-2526 ผมใช้ชีวิตอยู่ในห้องแถว อยู่ในหน่วยงานวิจัยยาง(พารา) แห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทางภาคใต้ ที่ทุก ๆ วันเสาร์ อาทิตย์ ผมจะต้องเดินเข้าสวนยางที่ห่างออกไปจากห้องแถวซักประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ถือว่าไกลมากสำหรับเด็ก ๆ วันไหนโชคดีหน่อย หากไม่ต้องบรรทุกข้าวของมากมายนัก ก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์กันไป
และทุก ๆ วันที่ต้องเดินทางไปรอรถไปโรงเรียน ผมก็จะต้องเดินผ่านแปลงทดลองยาง ชนิดพันธ์ต่าง ๆ กัน วัยต่าง ๆ กัน ทั้งเห็นคนงานกรีดยาง เก็บยาง ขนยาง ไปส่งที่โรงทำยาง โรงรมควันยาง กระทั่งเคยตามไปดูการก่อสร้างโรงรมควันยาง
ในสวนยางในวัยนั้น กับการถากถาง (ไม่ใช่แนะแหน) ตัดกิ่งแขนงวัชพืช หวดหญ้าคา เดือนแล้ว เดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า กว่าหญ้าคามันจะค่อย ๆ ตาย ครั้นต่อมาไม่ไหวก็ต้องจัดการมันด้วยยาพิษ กรัมม๊อกโซน ยาฆ่าหญ้า (ที่บ่อยครั้ง ชาวสวนก็ใช้บริโภค สำหรับการฆ่าตัวตาย ประชดชีวิตที่ย่ำแย่ ไม่ใช่ขาดทุนสวนยาง แต่เพราะปัญหาสารพัดในครอบครัว)
ผมต้องปกปักษ์รักษา ไอ้ต้นไม้ยางชำถุง ตั้งแต่ขนาดนิ้วก้อย จนกระทั่งมันโตเท่าลำขาท่อนบน
ผมเข้าใจว่าทำอะไรอยู่ ก็สวนยางนั่นแหละ และรู้ว่าพอมันโตแล้วจะเป็นอะไร จะได้อะไร แต่นั่นแหละ 6 - 7 ปี จึงจะได้รับผลจากสวนยางหนึ่งแปลง ผมก็ได้การฝึกสมาธิมากับการทำสวนยางนี่แหละ ทำไปคิดไป ทำให้เราเป็นคนดีได้ไม่ยาก ดีที่จะแยกแยะได้ว่า ควรทำและไม่ควรทำอะไร
ยากมากครับสำหรับการเริ่มต้นการลงทุนแปลงแรกของชาวสวนยาง ที่มีแต่เงินไหลออก ไม่มีเงินไหลเข้า ยิ่งถ้าหากว่าต้องไปซื้อหาที่ดินมา ชาวบ้านสมัยก่อนอาจจะไม่มีปัญหาเพราะได้ที่ดินมรดกตกทอดกันมา
โชคดีอยู่บ้างที่พ่อผม ท่านเป็นหัวหน้าช่างก่อสร้าง เงินเดือนก็พอมีได้ผ่อน ตู้เย็น พัดลม ทีวี ประมาณว่าปีละชิ้น ที่เลิกงานยามเย็นท่านก็จะแวะไปหวดหญ้าออกกำลังกาย ท่าเดียวกันกับการไดรฟ์กอลฟ์ยังงัยยังงั้น ผมก็เลยจับไม้ตีกอลฟ์ได้เลย โดยไม่ต้องซ้อมมากเหมือนคนอื่น ๆ

ไม่ได้จะมาเล่าการปลูกยางกรีดยางนะครับ หรือตีกอลฟ์นะครับ แต่ขอมาร่วมสมัยกับเทศกาลประท้วงราคายางกันหน่อย ที่ชาวบ้านจะขอให้ปรับราคาจาก 82 บาทไปเป็น 120 บาทที่ทำท่าว่าจะยอมลดลงมา 107 บาท
โดยที่อีกฝ่ายหนึ่ง คือรัฐบาลยังคยืนยันกันท่ากันว่าที่ 97 บาท
ก็อาจจะเป็นที่สงสัยของคนเมืองว่า ชาวบ้านจะอะไรกันนักกันหา ก็อีแค่กรีดยางได้น้ำยาง แล้วขายก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร ตามที่ท่านผู้นำประเทศไทยแห่งนี้ได้แถลงไว้อย่างน่าชื่นชม สั้น ๆ เธอโง่จริง ๆ ครับ ข้าวเจ๊งแล้วยางจะมาเจ๊งอีก
วันนี้ก็อาสาเป็นปากเสียงให้ชาวบ้านว่าด้วยราคายางที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจนะครับ
คำถามสั้น ๆ วันนี้คือ ราคายางควรจะเป็นอย่างไร ที่ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ หรือจะให้ผิดเพี้ยนประชานิยมกันไปจนล่มจมเหมือนข้าวไทย
แน่นอนครับ การปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกตลาดก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่ต้องแน่ใจว่าภาระเรื่องต้นทุนมันแปรผันตามตลาดด้วยเช่นกัน
เรื่องจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ ต้นทุนไม่ได้ลดลง ค่ากินอยู่ไม่ได้ลดลงตามราคายาง ไม่ว่าจะราคาแกซก้อน ราคามีดกรีดยาง ราคาปุ๋ย ที่ชาวบ้านโดนเอาเปรียบทั้งนั้น โดนเอาเปรียบที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไร พ่อค้าคนกลางร่ำรวยเสมอ ชาวบ้านยิ้มได้ไม่เกินสองวัน คือวันขายยางและวันลุ้นหวยออก ที่เหลือหน้าแห้ง
ผมเห็นราคายางมาตั้งแต่ราคาเท่ากับน้ำตาลทราย 1 กิโล หรือน้ำมัน 1 ลิตร มันเท่ากันเป๊ะมาหลายปีมาก ๆ คือ 13 บาท เท่ากัน และหลังจากนั้นที่ผมไปศึกษาต่อในต่างจังหวัดผมก็ไม่ได้ตามราคายางอย่างใกล้ชิด แต่ก็ประมาณ 25 ถึง 30 บาทไม่เคยเกิน 40บาท กระทั่งมาสมัยหนึ่งราคายางสูงขั้นมาก และมาจำได้อีกครั้งในสมัยเมื่อไม่กี่ปีมานี่เองที่ราคายางสูงกว่า 100 บาท และสูงสุดที่ปี 174 บาทต่อกิโลกรัม (ยางรมควันชั้น 3) เมื่อ กพ 2554
และหลังจากนั้น เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ก็ได้ทยอยบูรณาการทำร้ายบ้านเมืองทีละภาคส่วน อาทิ แกงถุง ไข่ มาถึงการทำร้ายปั่นป่นอุตสาหกรรมรถยนต์ อสังหาฯ กินน้ำ ปัญหายาในข้าวสาร ราคาแกสก็กำลังจะขึ้น และมาถึงยาง ที่เป็นอาชีพของคนประมาณ 15% ของประเทศ เป็นของคนใต้ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคฯ นี้ขึ้นมา และก็คนใตนั่นแหละที่แห่กันไปซื้อที่ดินในภาคอื่น ๆ ด้วยหวังจะร่ำรวย เพราะราคาที่ดินในภาคอื่น ๆ มันถูกกว่า ที่ผมจะพูดถึงส่วนนี้อีกทีว่าอย่างไร
วันนี้ผมขอเอาผลการศึกษาวิจัยของ สศก หรือสำนักงานเศรษฐกิจการยาง ที่ผมได้อ่านทบทวนแล้วมั่นใจได้ว่ามีความสมเหตุสมผลดีทีเดียว การศึกษาเป็นของปี 2549-2551 ราคาที่ดินประมาณ 60000 บาทต่อไร่ และศึกษางว่าขนาดสวนยางเฉลี่ยประมาณ 14 ไร่ต่อครอบครัว ราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ก็เป็นของปีนั้น ๆ ที่ปีนั้นราคายางควรจะอยู่ที่ประมาณ 70.23 ต่อกิโลกรัม จากการศึกษานี้พบว่าตลอดรอบอายุต้นยาง 22 ปี จะทำให้ชาวบ้านมีเงินเหลือแบบปัจจุบันสุทธิตามหลักการทางวิชาการเงินการธนาคาร เมื่อคำนวณคิดลดทอนดอกเบี้ยตามเรื่องตามราวแล้วจะเป็นเงินปัจจุบันสุทธิ 138298 บาท (จาก 22 ปี) เท่านั้นเอง
ขณะที่รายปีก็จะมีเงินในปีนั้น ๆ ประมาณ 120000 บาท หรือประมาณเดือนละ 10000 บาท หากครอบครัวนั้นมีการใช้จ่ายไม่มากนัก มีลูกมีหลานไม่มากนัก ก็พอจะส่งเสียให้ร่ำเรียนกันได้บ้าง
ตอนนั้นผมสังเกตได้ว่า เราไม่ได้คิดเรื่องนี้มากนัก รู้แต่ว่าใช้จ่ายอย่างประหยัด เตรียมเงินไว้เป็นค่าปุ๋ยบ้าง ค่าอุปกรณ์บ้าง ค่าแรงถางหญ้าก็ไม่ต้องคิด เพราะทำกันเอง คงเหลือแต่การกรีด ที่ต้องว่าจ้างผู้ชำนาญและพี่ชายผมอีกคนผู้ซึ่งเรียนป 1 ถึง 4 ปี เพราะปัญหาทางสุขภาพ จนสุดท้ายป 1 ก็ไม่จบ เศร้ามาก และผมยังติดค้างบุญคุณพี่แกมาจนทุกวันนี้ ไม่มีแก ก็ไม่มีสวนยางมากมาย ที่ทุกวันี้แกมีเงินเก็บจากสวนยางสมัยนั้นมากมายทีเดียว แต่ช่วงนี้แย่หน่อย
น่าสนใจซิครับว่า แล้วราคาของปีนี้น่าจะเป็นเท่าไหร่ แล้วปีต่อ ๆ ไป เมื่อราคาค่าปุ๋ย ค่าแรงมันปรับเพิ่มแล้วจะเป็นอย่างไร
สรุปได้ว่าราคาที่ชาวบ้านเรียกร้องนั้น ไม่ได้เกินกว่าเหตุ เข้าใจว่าชาวบ้านสมัยนี้ก็มีความรู้ความเข้าใจเหมือนกัน เพราะมีลูกหลานทีการศึกษา หรือมีนักวิชาการประจำสถานีวิจัย หรือจะโดยประสบการณ์ก็แล้วแต่
ว่าแล้วผมก็ทำเป็นไฟล์ ให้ลองใช้งานกัน ที่พร้อม ๆ กันนี้ก็ควรจะอ่านเอกสารงานวิจัยควบคู่ไปนะครับ ก่อนการใช้งานต้องเปิด แมคโคร ให้ทำงาน ก่อนนะครับ
ผลการศึกษาวิจัยจาก สศก (ตามลิงก์ด้านล่าง ) ก็มีความสอดคล้องกับประสบการณ์ของผม และ ผมได้คำตอบว่า คำขอของชาวบ้านในรอบนี้สมเหตุสมผลมาก ทั้ง ๆ ที่ควรจะว่ากันที่ 130 -140 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำหากมีต้นทุนที่ดินราคาสุงกว่า
ลองเปรียบเทียบราคาสองปีนะครับ ด้วยปัจจัยราคา ค่าแรง ปุ๋ย ที่ได้จากการคำนวณ
คราวนี้ก็ตารัฐบาลละครับ อย่าได้คิดว่าชาวบ้านเขาโง่นะครับ เขาไม่ยอมลดข้อต่อรอง ไม่ใช่เพราะหัวแข็ง แต่นั่นคือเหตุผล และความเป็นคนตรงไปตรงมา
รัฐบาลจึงต้องเลือกว่าจะแลกส่วนต่างด้วยอะไร เลือดหรือน้ำยาง ที่ผมเชื่อว่าชาวบ้านเขาไม่ต้องการเช่นนั้น
น้ำตา หยาดเหงื่อ ยังไม่พอให้รัฐบาลเห็นใจเหรอครับ ชาวบ้านเขารักสงบไม่อยากมีเรื่อง เว้นเสียแต่เมื่อเลือดเข้าตา

และนี่คือ ขี้ยาง คือน้ำยางแข็งตัว ที่ค้างติดถ้วยน้ำยางหลังจากการเก็บน้ำยางในวันปกติ และมีมูลค่าจำนวนหนึ่งที่ต่ำกว่าราคายางแผ่นเล็กน้อย เรื่อง ขี้ยาง จะเป็นเรื่องขี้ ๆ หรือไม่ก็อยู่ที่ความจริงใจของรัฐบาล
เครดิต/ก้าง ปลา
ไอเดีย..... ต้นอ้อ สายลม
by minนางฟ้า
งานวิจัยจาก สศก ราคายางและผลตอบแทน ฯ
ข้อมูลสถิติราคายาง
สถิติค่าแรงขั้นต่ำ
สถิติค่าแรงขั้นต่ำ
สถิติราคาปุ๋ย
สอบถามราคาปุ๋ย
ขอขอบคุณ สศก และหลากหลายแหล่งข้อมูล
ที่มา
http://www.oknation.net/blog
เรื่องขี้ ๆ (ขี้ยาง) ส่วนต่างราคายางที่ต้องแลกด้วยเลือด
ที่วัยทีน ก่อนวัยรุ่นของผม ตรงกับช่วงปี 2519-2526 ผมใช้ชีวิตอยู่ในห้องแถว อยู่ในหน่วยงานวิจัยยาง(พารา) แห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทางภาคใต้ ที่ทุก ๆ วันเสาร์ อาทิตย์ ผมจะต้องเดินเข้าสวนยางที่ห่างออกไปจากห้องแถวซักประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ถือว่าไกลมากสำหรับเด็ก ๆ วันไหนโชคดีหน่อย หากไม่ต้องบรรทุกข้าวของมากมายนัก ก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์กันไป
และทุก ๆ วันที่ต้องเดินทางไปรอรถไปโรงเรียน ผมก็จะต้องเดินผ่านแปลงทดลองยาง ชนิดพันธ์ต่าง ๆ กัน วัยต่าง ๆ กัน ทั้งเห็นคนงานกรีดยาง เก็บยาง ขนยาง ไปส่งที่โรงทำยาง โรงรมควันยาง กระทั่งเคยตามไปดูการก่อสร้างโรงรมควันยาง
ในสวนยางในวัยนั้น กับการถากถาง (ไม่ใช่แนะแหน) ตัดกิ่งแขนงวัชพืช หวดหญ้าคา เดือนแล้ว เดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า กว่าหญ้าคามันจะค่อย ๆ ตาย ครั้นต่อมาไม่ไหวก็ต้องจัดการมันด้วยยาพิษ กรัมม๊อกโซน ยาฆ่าหญ้า (ที่บ่อยครั้ง ชาวสวนก็ใช้บริโภค สำหรับการฆ่าตัวตาย ประชดชีวิตที่ย่ำแย่ ไม่ใช่ขาดทุนสวนยาง แต่เพราะปัญหาสารพัดในครอบครัว)
ผมต้องปกปักษ์รักษา ไอ้ต้นไม้ยางชำถุง ตั้งแต่ขนาดนิ้วก้อย จนกระทั่งมันโตเท่าลำขาท่อนบน
ผมเข้าใจว่าทำอะไรอยู่ ก็สวนยางนั่นแหละ และรู้ว่าพอมันโตแล้วจะเป็นอะไร จะได้อะไร แต่นั่นแหละ 6 - 7 ปี จึงจะได้รับผลจากสวนยางหนึ่งแปลง ผมก็ได้การฝึกสมาธิมากับการทำสวนยางนี่แหละ ทำไปคิดไป ทำให้เราเป็นคนดีได้ไม่ยาก ดีที่จะแยกแยะได้ว่า ควรทำและไม่ควรทำอะไร
ยากมากครับสำหรับการเริ่มต้นการลงทุนแปลงแรกของชาวสวนยาง ที่มีแต่เงินไหลออก ไม่มีเงินไหลเข้า ยิ่งถ้าหากว่าต้องไปซื้อหาที่ดินมา ชาวบ้านสมัยก่อนอาจจะไม่มีปัญหาเพราะได้ที่ดินมรดกตกทอดกันมา
โชคดีอยู่บ้างที่พ่อผม ท่านเป็นหัวหน้าช่างก่อสร้าง เงินเดือนก็พอมีได้ผ่อน ตู้เย็น พัดลม ทีวี ประมาณว่าปีละชิ้น ที่เลิกงานยามเย็นท่านก็จะแวะไปหวดหญ้าออกกำลังกาย ท่าเดียวกันกับการไดรฟ์กอลฟ์ยังงัยยังงั้น ผมก็เลยจับไม้ตีกอลฟ์ได้เลย โดยไม่ต้องซ้อมมากเหมือนคนอื่น ๆ
ไม่ได้จะมาเล่าการปลูกยางกรีดยางนะครับ หรือตีกอลฟ์นะครับ แต่ขอมาร่วมสมัยกับเทศกาลประท้วงราคายางกันหน่อย ที่ชาวบ้านจะขอให้ปรับราคาจาก 82 บาทไปเป็น 120 บาทที่ทำท่าว่าจะยอมลดลงมา 107 บาท
โดยที่อีกฝ่ายหนึ่ง คือรัฐบาลยังคยืนยันกันท่ากันว่าที่ 97 บาท
ก็อาจจะเป็นที่สงสัยของคนเมืองว่า ชาวบ้านจะอะไรกันนักกันหา ก็อีแค่กรีดยางได้น้ำยาง แล้วขายก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร ตามที่ท่านผู้นำประเทศไทยแห่งนี้ได้แถลงไว้อย่างน่าชื่นชม สั้น ๆ เธอโง่จริง ๆ ครับ ข้าวเจ๊งแล้วยางจะมาเจ๊งอีก
วันนี้ก็อาสาเป็นปากเสียงให้ชาวบ้านว่าด้วยราคายางที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจนะครับ
คำถามสั้น ๆ วันนี้คือ ราคายางควรจะเป็นอย่างไร ที่ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ หรือจะให้ผิดเพี้ยนประชานิยมกันไปจนล่มจมเหมือนข้าวไทย
แน่นอนครับ การปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกตลาดก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่ต้องแน่ใจว่าภาระเรื่องต้นทุนมันแปรผันตามตลาดด้วยเช่นกัน
เรื่องจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ ต้นทุนไม่ได้ลดลง ค่ากินอยู่ไม่ได้ลดลงตามราคายาง ไม่ว่าจะราคาแกซก้อน ราคามีดกรีดยาง ราคาปุ๋ย ที่ชาวบ้านโดนเอาเปรียบทั้งนั้น โดนเอาเปรียบที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไร พ่อค้าคนกลางร่ำรวยเสมอ ชาวบ้านยิ้มได้ไม่เกินสองวัน คือวันขายยางและวันลุ้นหวยออก ที่เหลือหน้าแห้ง
ผมเห็นราคายางมาตั้งแต่ราคาเท่ากับน้ำตาลทราย 1 กิโล หรือน้ำมัน 1 ลิตร มันเท่ากันเป๊ะมาหลายปีมาก ๆ คือ 13 บาท เท่ากัน และหลังจากนั้นที่ผมไปศึกษาต่อในต่างจังหวัดผมก็ไม่ได้ตามราคายางอย่างใกล้ชิด แต่ก็ประมาณ 25 ถึง 30 บาทไม่เคยเกิน 40บาท กระทั่งมาสมัยหนึ่งราคายางสูงขั้นมาก และมาจำได้อีกครั้งในสมัยเมื่อไม่กี่ปีมานี่เองที่ราคายางสูงกว่า 100 บาท และสูงสุดที่ปี 174 บาทต่อกิโลกรัม (ยางรมควันชั้น 3) เมื่อ กพ 2554
และหลังจากนั้น เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ก็ได้ทยอยบูรณาการทำร้ายบ้านเมืองทีละภาคส่วน อาทิ แกงถุง ไข่ มาถึงการทำร้ายปั่นป่นอุตสาหกรรมรถยนต์ อสังหาฯ กินน้ำ ปัญหายาในข้าวสาร ราคาแกสก็กำลังจะขึ้น และมาถึงยาง ที่เป็นอาชีพของคนประมาณ 15% ของประเทศ เป็นของคนใต้ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคฯ นี้ขึ้นมา และก็คนใตนั่นแหละที่แห่กันไปซื้อที่ดินในภาคอื่น ๆ ด้วยหวังจะร่ำรวย เพราะราคาที่ดินในภาคอื่น ๆ มันถูกกว่า ที่ผมจะพูดถึงส่วนนี้อีกทีว่าอย่างไร
วันนี้ผมขอเอาผลการศึกษาวิจัยของ สศก หรือสำนักงานเศรษฐกิจการยาง ที่ผมได้อ่านทบทวนแล้วมั่นใจได้ว่ามีความสมเหตุสมผลดีทีเดียว การศึกษาเป็นของปี 2549-2551 ราคาที่ดินประมาณ 60000 บาทต่อไร่ และศึกษางว่าขนาดสวนยางเฉลี่ยประมาณ 14 ไร่ต่อครอบครัว ราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ก็เป็นของปีนั้น ๆ ที่ปีนั้นราคายางควรจะอยู่ที่ประมาณ 70.23 ต่อกิโลกรัม จากการศึกษานี้พบว่าตลอดรอบอายุต้นยาง 22 ปี จะทำให้ชาวบ้านมีเงินเหลือแบบปัจจุบันสุทธิตามหลักการทางวิชาการเงินการธนาคาร เมื่อคำนวณคิดลดทอนดอกเบี้ยตามเรื่องตามราวแล้วจะเป็นเงินปัจจุบันสุทธิ 138298 บาท (จาก 22 ปี) เท่านั้นเอง
ขณะที่รายปีก็จะมีเงินในปีนั้น ๆ ประมาณ 120000 บาท หรือประมาณเดือนละ 10000 บาท หากครอบครัวนั้นมีการใช้จ่ายไม่มากนัก มีลูกมีหลานไม่มากนัก ก็พอจะส่งเสียให้ร่ำเรียนกันได้บ้าง
ตอนนั้นผมสังเกตได้ว่า เราไม่ได้คิดเรื่องนี้มากนัก รู้แต่ว่าใช้จ่ายอย่างประหยัด เตรียมเงินไว้เป็นค่าปุ๋ยบ้าง ค่าอุปกรณ์บ้าง ค่าแรงถางหญ้าก็ไม่ต้องคิด เพราะทำกันเอง คงเหลือแต่การกรีด ที่ต้องว่าจ้างผู้ชำนาญและพี่ชายผมอีกคนผู้ซึ่งเรียนป 1 ถึง 4 ปี เพราะปัญหาทางสุขภาพ จนสุดท้ายป 1 ก็ไม่จบ เศร้ามาก และผมยังติดค้างบุญคุณพี่แกมาจนทุกวันนี้ ไม่มีแก ก็ไม่มีสวนยางมากมาย ที่ทุกวันี้แกมีเงินเก็บจากสวนยางสมัยนั้นมากมายทีเดียว แต่ช่วงนี้แย่หน่อย
น่าสนใจซิครับว่า แล้วราคาของปีนี้น่าจะเป็นเท่าไหร่ แล้วปีต่อ ๆ ไป เมื่อราคาค่าปุ๋ย ค่าแรงมันปรับเพิ่มแล้วจะเป็นอย่างไร
สรุปได้ว่าราคาที่ชาวบ้านเรียกร้องนั้น ไม่ได้เกินกว่าเหตุ เข้าใจว่าชาวบ้านสมัยนี้ก็มีความรู้ความเข้าใจเหมือนกัน เพราะมีลูกหลานทีการศึกษา หรือมีนักวิชาการประจำสถานีวิจัย หรือจะโดยประสบการณ์ก็แล้วแต่
ว่าแล้วผมก็ทำเป็นไฟล์ ให้ลองใช้งานกัน ที่พร้อม ๆ กันนี้ก็ควรจะอ่านเอกสารงานวิจัยควบคู่ไปนะครับ ก่อนการใช้งานต้องเปิด แมคโคร ให้ทำงาน ก่อนนะครับ
ผลการศึกษาวิจัยจาก สศก (ตามลิงก์ด้านล่าง ) ก็มีความสอดคล้องกับประสบการณ์ของผม และ ผมได้คำตอบว่า คำขอของชาวบ้านในรอบนี้สมเหตุสมผลมาก ทั้ง ๆ ที่ควรจะว่ากันที่ 130 -140 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำหากมีต้นทุนที่ดินราคาสุงกว่า
ลองเปรียบเทียบราคาสองปีนะครับ ด้วยปัจจัยราคา ค่าแรง ปุ๋ย ที่ได้จากการคำนวณ
คราวนี้ก็ตารัฐบาลละครับ อย่าได้คิดว่าชาวบ้านเขาโง่นะครับ เขาไม่ยอมลดข้อต่อรอง ไม่ใช่เพราะหัวแข็ง แต่นั่นคือเหตุผล และความเป็นคนตรงไปตรงมา
รัฐบาลจึงต้องเลือกว่าจะแลกส่วนต่างด้วยอะไร เลือดหรือน้ำยาง ที่ผมเชื่อว่าชาวบ้านเขาไม่ต้องการเช่นนั้น
น้ำตา หยาดเหงื่อ ยังไม่พอให้รัฐบาลเห็นใจเหรอครับ ชาวบ้านเขารักสงบไม่อยากมีเรื่อง เว้นเสียแต่เมื่อเลือดเข้าตา
และนี่คือ ขี้ยาง คือน้ำยางแข็งตัว ที่ค้างติดถ้วยน้ำยางหลังจากการเก็บน้ำยางในวันปกติ และมีมูลค่าจำนวนหนึ่งที่ต่ำกว่าราคายางแผ่นเล็กน้อย เรื่อง ขี้ยาง จะเป็นเรื่องขี้ ๆ หรือไม่ก็อยู่ที่ความจริงใจของรัฐบาล
เครดิต/ก้าง ปลา
ไอเดีย..... ต้นอ้อ สายลม
by minนางฟ้า
งานวิจัยจาก สศก ราคายางและผลตอบแทน ฯ
ข้อมูลสถิติราคายาง
สถิติค่าแรงขั้นต่ำ
สถิติค่าแรงขั้นต่ำ
สถิติราคาปุ๋ย
สอบถามราคาปุ๋ย
ขอขอบคุณ สศก และหลากหลายแหล่งข้อมูล
ที่มา http://www.oknation.net/blog