
เพื่อนๆต่างศรัทธา ที่เคารพ นี่คือข้อเท็จจริงตามหลักการศาสนาอิสลาม ท่ผมอยากให้ได้รับการนำเสนอ อย่างถูกทาง
มิใช่ จากตัว ((เสี้ยม ))ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ดั่งที่ท่านได้เห็นตามกระทู้ของพี่น้องมุสลิมในนี้
ในสังคมไทยเราทุกวันนี้มันยุ่งเหยิง เพราะมีกองเสี้ยม นั่นเอง มันระบาดไปทุกวงการ ไม่เว้นในวงการศาสนา ดังนั้นศาสนาอิสลามจึงได้เน้นย้ำในเรื่องศรัทธาและการปฏิบัตศาสนากิจ ที่แตกต่างกันและไม่ก้าวก่ายกัน ส่วนการปฏิสัมพันธ์กันกับต่างศรัทธา ก็คงดำเนินไปตามปกติ ต่อแต่นี้ผมจึงใคร่นพเสนอเรื่อง
(((( การทำดีต่อ "ต่างศรัทธา " ในทรรศนะของอิสลาม )))
ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้รังเกียจเดียดฉันท์กับต่างศรัทธาแต่อย่างใด แถมยังส่งเสริมให้ปฏิบัตดีต่อต่างศรัทธาด้วยซ้ำไป นะครับ
1. มุสลิมนั้น มีหน้าที่ในการเรียกร้องเชิญชวนคนต่างศาสนิก ให้มาสู่หนทางของพระองค์อัลลอฮฺ โดยเมื่อมีโอกาสเราจะต้องทำการอธิบายถึงศาสนาอิสลามที่แท้จริงให้กับคนต่างศาสนิก ท่านรอซุล ของเราได้กล่าวว่า
“ใครก็ตามที่แนะนำบุคคลอื่นในเรื่องของความดีงาม เขาก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเท่ากับผู้ที่ได้ลงมือกระทำความดีนั้น ๆ ด้วย”
2. มุสลิมนั้น จะต้องไม่ตำหนิหรือว่าร้ายต่อคนต่างศาสนิก ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวนั้นจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศของมุสลิม หรือบุคคลดังกล่าวนั้นจะอยู่ภายใต้หรือไม่ได้อยู่ภายใต้กฏหมายของอิสลาม
มุสลิมก็จะต้องไม่ตำหนิเขาทั้งในเรื่องของรูปร่าง ฐานะ หรือเกียรติยศของเขา และเราจะต้องมอบสิทธิอันชอบธรรมให้แก่เขา ไม่ริดรอนหรือเอาเปรียบเขาในเรื่องของทรัพย์สิน
ไม่ว่าจะโดยการลักขโมย หรือหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเขามาโดยไม่ชอบธรรม และจะต้องไม่ทำร้ายร่างกายของเขา
ทั้งด้วยการใช้กำลังหรือเข่นฆ่าเขา เพราะผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เขาได้รับการคุ้มครองตามกฎของชารีอะฮ์
3. มุสลิมนั้น สามารถที่จะทำการติดต่อหรือประสานงานกับคนต่างศาสนิกได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการค้าขาย การให้เช่า หรือการว่าจ้าง และอื่น ๆ
ซึ่งมีรายงานจากฮะดีษที่ซอ

ะว่า ท่านนบี ได้ทำการซื้อของจากชาวกุฟฟาร ซึ่งเป็นผู้ที่ทำการเคารพภักดีต่อรูปปั้น และท่านนบี ได้ทำการจากซื้อของจากชาวยิวด้วย
ซึ่งนี้แสดงถึงหลักฐานของการติดต่อระหว่างชาวมุสลิมและคนต่างศาสนิก และครั้นเมื่อท่านนบี ได้กลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺแล้ว โล่ห์ของท่านได้ถูกนำไปใช้ในการแลกเป็นเงินจากชาวยิว เพื่อที่จะนำเงินที่ได้มานั้น มาใช้ในการซื้ออาหารให้แก่คนในครอบครัวของท่านนบี
(((((( ชัดเจน นะครับ ที่มุสลิมคบกับต่างศรัทธาได้ ))))
(((((( ต่างศรัทธาได้รับสิทธิ และการคุ้มครงเฉกเช่น มุสลิม)))ทุกประการ
วาบิ้ลลาฮิ้ลเตาฟิกร์ วัลฮิดายะห์
พี่จิม
ประธานชมรมมุสลิมเพื่อสันติภาพไม่นิยมความรุนแรง
https://www.facebook.com/groups/492824780735210/
ศาสนาอิลามไม่ได้มีข้อห้ามคบกับต่างศรัทธาเสียหน่อย
เพื่อนๆต่างศรัทธา ที่เคารพ นี่คือข้อเท็จจริงตามหลักการศาสนาอิสลาม ท่ผมอยากให้ได้รับการนำเสนอ อย่างถูกทาง
มิใช่ จากตัว ((เสี้ยม ))ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ดั่งที่ท่านได้เห็นตามกระทู้ของพี่น้องมุสลิมในนี้
ในสังคมไทยเราทุกวันนี้มันยุ่งเหยิง เพราะมีกองเสี้ยม นั่นเอง มันระบาดไปทุกวงการ ไม่เว้นในวงการศาสนา ดังนั้นศาสนาอิสลามจึงได้เน้นย้ำในเรื่องศรัทธาและการปฏิบัตศาสนากิจ ที่แตกต่างกันและไม่ก้าวก่ายกัน ส่วนการปฏิสัมพันธ์กันกับต่างศรัทธา ก็คงดำเนินไปตามปกติ ต่อแต่นี้ผมจึงใคร่นพเสนอเรื่อง
(((( การทำดีต่อ "ต่างศรัทธา " ในทรรศนะของอิสลาม )))
ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้รังเกียจเดียดฉันท์กับต่างศรัทธาแต่อย่างใด แถมยังส่งเสริมให้ปฏิบัตดีต่อต่างศรัทธาด้วยซ้ำไป นะครับ
1. มุสลิมนั้น มีหน้าที่ในการเรียกร้องเชิญชวนคนต่างศาสนิก ให้มาสู่หนทางของพระองค์อัลลอฮฺ โดยเมื่อมีโอกาสเราจะต้องทำการอธิบายถึงศาสนาอิสลามที่แท้จริงให้กับคนต่างศาสนิก ท่านรอซุล ของเราได้กล่าวว่า
“ใครก็ตามที่แนะนำบุคคลอื่นในเรื่องของความดีงาม เขาก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเท่ากับผู้ที่ได้ลงมือกระทำความดีนั้น ๆ ด้วย”
2. มุสลิมนั้น จะต้องไม่ตำหนิหรือว่าร้ายต่อคนต่างศาสนิก ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวนั้นจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศของมุสลิม หรือบุคคลดังกล่าวนั้นจะอยู่ภายใต้หรือไม่ได้อยู่ภายใต้กฏหมายของอิสลาม
มุสลิมก็จะต้องไม่ตำหนิเขาทั้งในเรื่องของรูปร่าง ฐานะ หรือเกียรติยศของเขา และเราจะต้องมอบสิทธิอันชอบธรรมให้แก่เขา ไม่ริดรอนหรือเอาเปรียบเขาในเรื่องของทรัพย์สิน
ไม่ว่าจะโดยการลักขโมย หรือหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเขามาโดยไม่ชอบธรรม และจะต้องไม่ทำร้ายร่างกายของเขา
ทั้งด้วยการใช้กำลังหรือเข่นฆ่าเขา เพราะผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เขาได้รับการคุ้มครองตามกฎของชารีอะฮ์
3. มุสลิมนั้น สามารถที่จะทำการติดต่อหรือประสานงานกับคนต่างศาสนิกได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการค้าขาย การให้เช่า หรือการว่าจ้าง และอื่น ๆ
ซึ่งมีรายงานจากฮะดีษที่ซอ
ซึ่งนี้แสดงถึงหลักฐานของการติดต่อระหว่างชาวมุสลิมและคนต่างศาสนิก และครั้นเมื่อท่านนบี ได้กลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺแล้ว โล่ห์ของท่านได้ถูกนำไปใช้ในการแลกเป็นเงินจากชาวยิว เพื่อที่จะนำเงินที่ได้มานั้น มาใช้ในการซื้ออาหารให้แก่คนในครอบครัวของท่านนบี
(((((( ชัดเจน นะครับ ที่มุสลิมคบกับต่างศรัทธาได้ ))))
(((((( ต่างศรัทธาได้รับสิทธิ และการคุ้มครงเฉกเช่น มุสลิม)))ทุกประการ
วาบิ้ลลาฮิ้ลเตาฟิกร์ วัลฮิดายะห์
พี่จิม
ประธานชมรมมุสลิมเพื่อสันติภาพไม่นิยมความรุนแรง
https://www.facebook.com/groups/492824780735210/