มนุษย์เมื่อมาอยู่ร่วม รวมกันมากๆ ก็มัก "พวกมากลากไป"
คือ สร้างเกณฑ์ตัดสินคุณค่าโดยอิงกลุ่ม และละเลย มองข้าม ปฏิเสธ คุณค่าไกลตัวชนิดจับต้องได้ยาก หรือเป็นนามธรรมไปเสีย
จะเรียกว่า พวกเขาเข้าถึงความจริงมากขึ้น จึงสามารถทำตามใจตัวเอง หรือเพราะ พวกเขาขบถต่อสวรรค์
โดยไม่ใยดีต่อสิ่งดีชั่ว ตามจารีตประเพณี
นี่สะท้อน ปริมาณไปกำหนดคุณภาพ หรือสร้างคุณภาพใหม่ขึ้นมา ตามแนวคิดวิภาษวิธีของมาร์กซ์ ก็ได้
ชีวิตสมัยใหม่ ไม่ค่อยมีที่ว่างสำหรับศีลธรรมเท่าไร...
เพราะ มนุษย์อยากกำหนดตัวเอง ด้วยเสรีภาพที่จะเลือกตามใจปรารถนาที่แท้จริงจากฐานรากของเหล่าสมาชิก
พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้สูงส่งมาเป็นผู้กำหนด หรือบอกว่า อะไรดี ไม่ดี สำหรับพวกเขาอีก เขาต้องการเป็นไทแก่ตัวเองและพร้อมรับผิดชอบมัน
อย่างไรก็ตาม แม้มนุษย์พยายามปฏิเสธคุณค่าไกลตัว หรือนามธรรม ความดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่
แต่เป็นเพียงแต่ว่า โลกทัศน์ของพวกเขาได้เปลี่ยนไป โดยเลือกสิ่งเชิงประจักษ์มาก่อน เลือกภววิสัยที่จับต้องได้ก่อน เลือกโลกทางวัตถุธาตุก่อน และนี่แง่หนึ่ง ก็คือ การที่พวกเขาได้ลดทอนตัวเองสู่ ความเป็นวัตถุ เสียแล้ว....วัตถุที่ดิ้นรน!
วัตถุที่ดิ้นรน หมายความว่า เขาคิดว่า ร่างกายคือความแท้จริงที่ดิ้นรนและต้องการอยู่รอด
ดังนั้น ทุกวิริยภาพบนปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงคำนึงถึง ความเป็นจริงที่ประจักษ์ไว้ก่อน ส่วนมิติอารมณ์-ความรู้สึก
รวมเรียกว่า จิตใจ ที่มองไม่เห็นก็ให้เข้าวงเล็บไว้ หมายความว่า แม้มันจะมีอยู่จริง แต่เนื่องด้วยอิทธิพลของ ความเป็นวัตถุที่ดิ้นรน
จึงทำให้ต้องคำนึงถึงการแสดงออกที่แลเห็นได้ กลายเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงสารัตถะ หรือ ตัวตน หรือ ความรับผิดชอบของสถานะแห่งหน บนโลก และแม้กระทั่งเจตจำนงก็วัดได้จาก ผลรวมของการแสดงออกได้อีกด้วย.....
เกณฑ์ "พวกมากลากไป" เป็นจุดอ่อนด้อยในระบอบปชต. ก็ต่อเมื่อ สังคมมีความเหลื่อมล้ำสูง
หมายถึง โครงสร้างสังคมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ระบบสังคมพยายามสร้างดุลยภาพในตัวเอง
เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ฟังเสียงส่วนน้อย ก็สะท้อนพลังต่อต้าน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
หรืออาจเรียกว่า เป็นปฏิกิริยาเชิงกลไกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก็ได้

วัตถุที่ดิ้นรน
คือ สร้างเกณฑ์ตัดสินคุณค่าโดยอิงกลุ่ม และละเลย มองข้าม ปฏิเสธ คุณค่าไกลตัวชนิดจับต้องได้ยาก หรือเป็นนามธรรมไปเสีย
จะเรียกว่า พวกเขาเข้าถึงความจริงมากขึ้น จึงสามารถทำตามใจตัวเอง หรือเพราะ พวกเขาขบถต่อสวรรค์
โดยไม่ใยดีต่อสิ่งดีชั่ว ตามจารีตประเพณี
นี่สะท้อน ปริมาณไปกำหนดคุณภาพ หรือสร้างคุณภาพใหม่ขึ้นมา ตามแนวคิดวิภาษวิธีของมาร์กซ์ ก็ได้
ชีวิตสมัยใหม่ ไม่ค่อยมีที่ว่างสำหรับศีลธรรมเท่าไร...
เพราะ มนุษย์อยากกำหนดตัวเอง ด้วยเสรีภาพที่จะเลือกตามใจปรารถนาที่แท้จริงจากฐานรากของเหล่าสมาชิก
พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้สูงส่งมาเป็นผู้กำหนด หรือบอกว่า อะไรดี ไม่ดี สำหรับพวกเขาอีก เขาต้องการเป็นไทแก่ตัวเองและพร้อมรับผิดชอบมัน
อย่างไรก็ตาม แม้มนุษย์พยายามปฏิเสธคุณค่าไกลตัว หรือนามธรรม ความดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่
แต่เป็นเพียงแต่ว่า โลกทัศน์ของพวกเขาได้เปลี่ยนไป โดยเลือกสิ่งเชิงประจักษ์มาก่อน เลือกภววิสัยที่จับต้องได้ก่อน เลือกโลกทางวัตถุธาตุก่อน และนี่แง่หนึ่ง ก็คือ การที่พวกเขาได้ลดทอนตัวเองสู่ ความเป็นวัตถุ เสียแล้ว....วัตถุที่ดิ้นรน!
วัตถุที่ดิ้นรน หมายความว่า เขาคิดว่า ร่างกายคือความแท้จริงที่ดิ้นรนและต้องการอยู่รอด
ดังนั้น ทุกวิริยภาพบนปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงคำนึงถึง ความเป็นจริงที่ประจักษ์ไว้ก่อน ส่วนมิติอารมณ์-ความรู้สึก
รวมเรียกว่า จิตใจ ที่มองไม่เห็นก็ให้เข้าวงเล็บไว้ หมายความว่า แม้มันจะมีอยู่จริง แต่เนื่องด้วยอิทธิพลของ ความเป็นวัตถุที่ดิ้นรน
จึงทำให้ต้องคำนึงถึงการแสดงออกที่แลเห็นได้ กลายเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงสารัตถะ หรือ ตัวตน หรือ ความรับผิดชอบของสถานะแห่งหน บนโลก และแม้กระทั่งเจตจำนงก็วัดได้จาก ผลรวมของการแสดงออกได้อีกด้วย.....
เกณฑ์ "พวกมากลากไป" เป็นจุดอ่อนด้อยในระบอบปชต. ก็ต่อเมื่อ สังคมมีความเหลื่อมล้ำสูง
หมายถึง โครงสร้างสังคมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ระบบสังคมพยายามสร้างดุลยภาพในตัวเอง
เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ฟังเสียงส่วนน้อย ก็สะท้อนพลังต่อต้าน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
หรืออาจเรียกว่า เป็นปฏิกิริยาเชิงกลไกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก็ได้