วุฒิฯเลือกตั้ง กลับหลังหัน 360 องศา โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:02:18 น.
(ที่มา:มติชนรายวัน 29 ส.ค.2556)
ฟังการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก แล้วต้องฟื้นความหลัง
เมื่อครั้งลุงชัย ชิดชอบ ผู้อาวุโสแห่งพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกให้เป็นประธานรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ลุงชัยเคยมีคำสั่งรัฐสภาที่ 17/2552 แต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยท่านเหล่านี้
นายเสนาะ เทียนทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการ นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานกรรมการ นายวิทยา บุรณศิริ รองประธานคนที่ 1 นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ รองประธานคนที่ 2 รองศาสตราจารย์นพนิธิ สุริยะ รองประธานคนที่ 3
นายกฤช อาทิตย์แก้ว นายคณิน บุญสุวรรณ นายจุติ ไกรฤกษ์ นายเจริญ จรรย์โกมล นายเจริญ ภักดีวานิช นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นายตวง อันทะไชย นายถวิล ไพรสณฑ์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายประเกียรติ นาสิมมา นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นางผุสดี ตามไท นายไพจิต ศรีวรขาน ศาสตราจารย์ภาวิช ทองโรจน์ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช นายวิรัช รัตนเศรษฐ นายศักดิ์ เตชาชาญ นายศุภชัย โพธิ์สุ นายศุภชัย ศรีหล้า ศาสตราจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ศาสตราจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นายอรรคพล สรสุชาติ เป็นกรรมการ
กรรมการและเลขานุการ ได้แก่ รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายประกิจ พลเดช รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์
คณะกรรมการจัดทำรายงานเสนอรัฐสภาเดือนมิถุนายน 2552 บทที่ 4 ว่าด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กรรมการเห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 ประเด็น
ประเด็นที่ 3 ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 111 ถึงมาตรา 121) บันทึกไว้ดังนี้ ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน คือ เห็นชอบให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน 200 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 121 และมาตรา 122
เนื่องจากต้องการให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ นอกจากจะกลั่นกรองกฎหมายเสมือนเป็นสภาพี่เลี้ยงแล้ว ยังต้องการให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่อย่างกว้างในการใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้คำแนะนำในการแต่งตั้งหรือการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งด้วย นอกจากนั้น การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มาจากการเลือกตั้งยังเป็นการสอดคล้องกับหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จึงจะต้องยึดโยงกับประชาชนและให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด
ปรากฏว่าข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้รับการตอบสนองนำไปสู่การปฏิบัติ เพราะเหตุใด เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้แล้วในรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการ และการประชุมรัฐสภาครั้งนั้น
ที่ผมฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นมาให้ทบทวนกัน ก็เนื่องมาจากการประชุมรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก สะท้อนให้เห็นธาตุแท้ของคนอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งที่แล้วใครเป็นผู้ขัดขวางหลักการนี้ มาเที่ยวนี้กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังเท้า ครั้งที่แล้วใครสนับสนุนมาเที่ยวนี้ขัดขวางแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลขึ้นมาอ้างต่างๆ นานา กับการกลับหลังหัน 360 องศา
ข้อโต้แย้งถกเถียงกันก็ยังคงเป็นไปเหมือนเดิม ถ้าแก้ที่คุณสมบัติ ให้ผัวเมีย พี่น้องญาติโกโหติกาลงสมัครได้ ไม่มีการเว้นวรรค และไม่กำหนดวาระ เป็นการเปิดช่องให้พรรคการเมืองเข้าครอบงำสภาสูง เป็นสภาผัวเมีย หรือสภาทาส ดูถูกประชาชนว่ายังไม่พร้อม
ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันหลักการ คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ประสบการณ์จะสอนประชาชนเองว่า ควรเลือกใครเข้าไปทำหน้าที่แทน ถ้ามัวแต่คิดว่าประชาชนไม่พร้อมแล้วเมื่อไหร่ถึงจะพร้อม
ผมเสนอให้ต่างคนต่างกลับไปพลิกอ่านสิ่งที่เคยพูดไว้ เพื่อตรวจสอบตัวเองว่า วันเวลาเปลี่ยน ศูนย์อำนาจเปลี่ยน เปลี่ยนธาตุ แปรสี ไปด้วยหรือไม่
ส่วนชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ อย่ากล่าวโทษ ส.ส.-ส.ว. เลยครับ กลับมาโทษพวกเรากันเองดีกว่า เพราะไร้พลัง ถึงไม่สามารถทำให้รัฐสภาเป็นที่หวัง หลักการดี วิธีการที่ถูกต้องเกิดผลสำเร็จได้ จนต้องมาเริ่มกันใหม่ เหมือนเช่นกรรมการสมานฉันท์อีกชุดในเวลาต่อมา ซึ่งจะฟื้นฝอยกันต่อไปพฤหัสฯหน้าครับ
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377777853&grpid=03&catid=02&subcatid=0207
วุฒิฯเลือกตั้ง กลับหลังหัน 360 องศา โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:02:18 น.
(ที่มา:มติชนรายวัน 29 ส.ค.2556)
ฟังการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก แล้วต้องฟื้นความหลัง
เมื่อครั้งลุงชัย ชิดชอบ ผู้อาวุโสแห่งพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกให้เป็นประธานรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ลุงชัยเคยมีคำสั่งรัฐสภาที่ 17/2552 แต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยท่านเหล่านี้
นายเสนาะ เทียนทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการ นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานกรรมการ นายวิทยา บุรณศิริ รองประธานคนที่ 1 นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ รองประธานคนที่ 2 รองศาสตราจารย์นพนิธิ สุริยะ รองประธานคนที่ 3
นายกฤช อาทิตย์แก้ว นายคณิน บุญสุวรรณ นายจุติ ไกรฤกษ์ นายเจริญ จรรย์โกมล นายเจริญ ภักดีวานิช นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นายตวง อันทะไชย นายถวิล ไพรสณฑ์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายประเกียรติ นาสิมมา นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นางผุสดี ตามไท นายไพจิต ศรีวรขาน ศาสตราจารย์ภาวิช ทองโรจน์ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช นายวิรัช รัตนเศรษฐ นายศักดิ์ เตชาชาญ นายศุภชัย โพธิ์สุ นายศุภชัย ศรีหล้า ศาสตราจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ศาสตราจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นายอรรคพล สรสุชาติ เป็นกรรมการ
กรรมการและเลขานุการ ได้แก่ รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายประกิจ พลเดช รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์
คณะกรรมการจัดทำรายงานเสนอรัฐสภาเดือนมิถุนายน 2552 บทที่ 4 ว่าด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กรรมการเห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 ประเด็น
ประเด็นที่ 3 ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 111 ถึงมาตรา 121) บันทึกไว้ดังนี้ ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน คือ เห็นชอบให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน 200 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 121 และมาตรา 122
เนื่องจากต้องการให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ นอกจากจะกลั่นกรองกฎหมายเสมือนเป็นสภาพี่เลี้ยงแล้ว ยังต้องการให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่อย่างกว้างในการใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้คำแนะนำในการแต่งตั้งหรือการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งด้วย นอกจากนั้น การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มาจากการเลือกตั้งยังเป็นการสอดคล้องกับหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จึงจะต้องยึดโยงกับประชาชนและให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด
ปรากฏว่าข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้รับการตอบสนองนำไปสู่การปฏิบัติ เพราะเหตุใด เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้แล้วในรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการ และการประชุมรัฐสภาครั้งนั้น
ที่ผมฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นมาให้ทบทวนกัน ก็เนื่องมาจากการประชุมรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก สะท้อนให้เห็นธาตุแท้ของคนอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งที่แล้วใครเป็นผู้ขัดขวางหลักการนี้ มาเที่ยวนี้กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังเท้า ครั้งที่แล้วใครสนับสนุนมาเที่ยวนี้ขัดขวางแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลขึ้นมาอ้างต่างๆ นานา กับการกลับหลังหัน 360 องศา
ข้อโต้แย้งถกเถียงกันก็ยังคงเป็นไปเหมือนเดิม ถ้าแก้ที่คุณสมบัติ ให้ผัวเมีย พี่น้องญาติโกโหติกาลงสมัครได้ ไม่มีการเว้นวรรค และไม่กำหนดวาระ เป็นการเปิดช่องให้พรรคการเมืองเข้าครอบงำสภาสูง เป็นสภาผัวเมีย หรือสภาทาส ดูถูกประชาชนว่ายังไม่พร้อม
ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันหลักการ คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ประสบการณ์จะสอนประชาชนเองว่า ควรเลือกใครเข้าไปทำหน้าที่แทน ถ้ามัวแต่คิดว่าประชาชนไม่พร้อมแล้วเมื่อไหร่ถึงจะพร้อม
ผมเสนอให้ต่างคนต่างกลับไปพลิกอ่านสิ่งที่เคยพูดไว้ เพื่อตรวจสอบตัวเองว่า วันเวลาเปลี่ยน ศูนย์อำนาจเปลี่ยน เปลี่ยนธาตุ แปรสี ไปด้วยหรือไม่
ส่วนชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ อย่ากล่าวโทษ ส.ส.-ส.ว. เลยครับ กลับมาโทษพวกเรากันเองดีกว่า เพราะไร้พลัง ถึงไม่สามารถทำให้รัฐสภาเป็นที่หวัง หลักการดี วิธีการที่ถูกต้องเกิดผลสำเร็จได้ จนต้องมาเริ่มกันใหม่ เหมือนเช่นกรรมการสมานฉันท์อีกชุดในเวลาต่อมา ซึ่งจะฟื้นฝอยกันต่อไปพฤหัสฯหน้าครับ
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377777853&grpid=03&catid=02&subcatid=0207