กระทู้ที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้โดนลบไปแล้ว และไม่บอกเหตุผลว่าทำไม ก็โอเค ไม่เป็นไร
ขอโพสอีกรอบ คราวนี้ไม่ใส่ภาพก็ได้ครับ ผมอยากเตือนให้เพื่อนๆ ระวังตัว เพราะคนนี้มีตัวตนจริง หลอกจริง
เนื้อหาขอกระทู้เดิมที่ตั้งไว้มีดังนี้ครับ
คัดลอกมาจากเพื่อนที่ระบายในเฟสบุ๊ค
อันดับแรกต้องแนะนำตัวเองก่อนว่า เป็นผู้ประสบเหตุโดยตรงจากเรื่องนี้
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดเมื่อ 17-21 ส.ค.56 โดยเราและเพื่อนเพิ่งรู้ว่าถูกหลอกตอนที่ไปถึงกระบี่แล้ว
ก่อนอื่นขอบอกว่า คนที่มาหลอกเรานั้น ก่อนหน้านี้ เราคิดว่าเขาคือเพื่อนของเราคนหนึ่ง โดยรู้จักกันผ่านทาง Facebook เป็นทอดๆจากเพื่อนของเพื่อนอีกทีหนึ่ง
เขาใช้ชื่อในเฟสบุ๊คว่า “ข้าคือภู กูชื่อณัฐ” มีชื่อจริง-นามสกุลจริงว่า “นายภูริรัตน์” (ไม่ลงนามสกุลนะครับ) เราเรียกเขาว่า “ภู” แชตคุยกันใน Facebook เป็นเวลาปีกว่าๆ และต้องขอยอมรับว่านายภูคนนี้ถ้าดูตามเนื้อความใน Facebook ของเขาแล้ว ค่อนข้างมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร และทำให้เราเข้าใจว่าเขาเป็นคนดี และไม่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยอะไร
บ้านเขาอยู่ที่กระบี่ ทั้งเราและเพื่อนต่างอยากไปเที่ยวทะเลกระบี่ จึงตกลงกันว่าจะไปเที่ยวกระบี่ในวันที่ 17-21 ส.ค.56 และภูเองก็อาสาจะจัดการหาที่พัก หาทัวร์ให้ รวมถึงจะมาดูแลเราทั้ง 2 คน ด้วย
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เราได้พูดคุยเรื่องให้ภูจัดหาที่พักและทัวร์เที่ยวเกาะต่างๆให้ สรุปเบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นคนละ 5,120 บาท คิด 2 คนคือ 10,240 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
วันที่ 17 ส.ค. 56 เมื่อมาถึงกระบี่จะนั่งเรื่อเฟอรี่ข้ามฝั่งไปพักที่เกาะพีพี
วันที่ 18 ส.ค. 56 ทัวร์เกาะรอบๆเกาะพีพี และพักที่เกาะพีพี
วันที่ 19 ส.ค. 56 กลับเข้าฝั่ง ไปขึ้นเขาวัดถ้าเสือ และสระมรกต ให้พักที่โรงแรมโลมา เพลส
วันที่ 20 ส.ค. 56 ไปทัวร์ 4 เกาะ นอนโรงแรมโลมาเพลส
วันที่ 21 ส.ค. 56 ขึ้นเครื่องกลับดอนเมืองแต่เช้า
ในตอนนั้นภูบอกเราว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเขาจะเคลียร์ให้ก่อน และทุกๆ อย่างเป็นราคาพิเศษแล้ว ทัวร์ต่างๆ ซื้อแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยความเชื่อใจและเห็นว่าเป็นเพื่อน เราก็ไม่ต้องการให้เขาต้องลำบากออกเงินก่อน เราจึงโอนเงินไปให้ โดยโอนไป 2 ครั้ง ครั้งแรกยอด 6,000 บาทในวันที่ 8 ก.พ. 56 และครั้งที่ 2 ยอด 4,300 บาท ในวันที่ 10 ก.พ. 56 รวม 2 ครั้งยอดโอนรวม 10,300 บาท
หลังจากนั้นมาถึงเดือนเมษายน เขาก็บอกเราว่า เขาป่วยเป็นมะเร็งตับ(ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า) เมื่อพวกเรารู้ก็สงสารเขา เป็นห่วงเขา และเป็นกังวลเรื่องโปรแกรมการเที่ยวขึ้นมาเล็กน้อย ว่าเมื่อถึงเวลา ภูจะแข็งแรงมาเที่ยวกับเราได้ไหม ทั้งเราและเพื่อนได้ปรึกษากันว่า เมื่อถึงโปรแกรมแล้วถ้าภูไม่แข็งแรง เราก็แค่อาจจะไปเยี่ยมเขาที่บ้าน หรือโรงพยาบาล และหลังจากนั้นจะเที่ยวกันเอง เพราะโปรแกรมต่างๆได้จัดไว้แล้ว ส่วนเรื่องการเดินทางก็คงไม่ยาก เพราะกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว เรื่องรถราคงไม่มีปัญหา
ระยะเวลาระหว่างนี้ ในเฟสของภูจะมักจะโพสสถานที่โรงพยาบาล ศูนย์มะเร็ง หรหือบัตรผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งบอกเล่ากิจกรรมต่างๆไปอย่างปกติลงใน Facebook และเขายังดูแข็งแรง ซึ่งพวกเราก็ใจชื้นว่า เพื่อนคงแข็งแรงพอที่จะไปเที่ยวด้วยกันได้
ก่อนหน้าที่พวกเราจะมากระบี่สัก 1 อาทิตย์ อากาศที่กระบี่ไม่ค่อยดี ฝนตกบ่อย คลื่นสูง ซึ่งภูก็เริ่มบอกเราว่าหากมาถึงกระบี่แล้วอากาศไม่ดี อาจเปลี่ยนโปรแกรมเที่ยวตามความเหมาะสม ซึ่งพวกเราก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด จนมาถึงก่อนกำหนด 1-2 วัน เราเช็คสภาพอากาศ ก็ได้ข่าวว่า ฟ้าเริ่มโปร่ง แดดดี .... โปรแกรมคงไม่เปลี่ยนอะไร แต่ภูก็บอกเราว่า เชื่อพยากรณ์อากาศไม่ได้ ฝนยังตกอยู่ บางทีเราไม่ควรจะไปเกาะพีพี เพราะถ้าไปแล้วอาจจะกลับมาไม่ได้ ซึ่งเราก็เชื่ออย่างที่เขาบอก
เช้าวันที่ 17 ส.ค.56 ภูก็มารับเราที่สนามบินตามนัดหมาย แต่บอกเราว่าวันนี้สภาพอากาศที่เกาะพีพีไม่ดี ทำทีเป็นโทรศัพท์ถามเพื่อนว่า ควรออกไหม แต่สุดท้ายพวกเราก็ไม่ไปเกาะพีพีตามแผน ด้วยเหตุที่ว่า อากาศไม่ดี และภูก็ชี้แจงว่าหากเราไม่ได้ไปพีพี เรื่องที่พักที่เกาะและทัวร์ที่ซื้อไว้ต้องเสียสิทธิ์ไปเลย เพราะนั่นซื้อในราคาพิเศษแล้วขอคืนเงินไม่ได้ ส่วนค่าที่พักอาจคืนได้บางส่วน
เราจึงเปลี่ยนแผนไปวัดถ้ำเสือ และจ่ายเงินเปิดห้องพักใหม่ 2 คืน ที่โรงแรม View la Villa และภู มีน้องที่รู้จักทำงานที่นี่ (ชื่อน้องสูหลง มารู้ทีหลังว่าก็โดนหลอกเหมือนกัน) บอกว่าราคาค่าห้องเราได้ราคาพิเศษ คิดคืนละ 700 บาท แต่เราเห็นที่หน้าโรงแรมติดราคาไว้ 500 บาท ?? ...แต่ด้วยความเชื่อใจ และไม่คิดว่าเพื่อนจะมาคิดราคาเกิน ราคา 500 อาจเป็นห้องสภาพไม่ดี ก็เลยไม่ได้ถามคนที่โรงแรมเลยว่าค่าห้องที่จริงแล้วราคาเท่าไหร่ ได้แต่สงสัยในใจ
ภูแนะนำเราว่า หากอยากจะไปเกาะพีพี ให้ซื้อทัวร์ที่เดินทางโดยเรือสปีดโบ๊ตในราคา 1,500 บาท เพราะทัวร์นี้สามารถคืนเงินได้กรณีอากาศไม่ดี ไปเกาะไม่ได้ ในตอนนั้นก็เริ่มสงสัยว่า ถ้าอากาศไม่ดี แต่ทำไมจึงมีทัวร์ไปเกาะพีพี แต่สุดท้ายเราก็ตกลงจะไปเกาะพีพีในวันรุ่งขึ้น โดยทั้งเราและเพื่อนจ่ายค่าทัวร์ไปทั้งสิ้น 3,000 บาท โดยที่ภูบอกว่าจะไปกับเราด้วย
พอมาตอนเช้า(18 ส.ค.56) พวกเราก็เตรียมตัวจะไปพีพีกัน ภูก็มาหาเราแต่เช้า บอกว่าวันนี้ไปไม่ได้เพราะเขาติดธุระด่วนที่สวนต้องไปจัดการ ให้เลื่อนไปวันพรุ่งนี้แทน (19 ส.ค.56) แต่วันนี้จะพาไปเที่ยวสระมรกตและไปสวนของเขาแทน พวกเราก็ไปตามโปรแกรมของเขา ในเวลานั้นยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะถูกหลอก เพราะเขาพาเราไปสระมรกต น้ำตกร้อน และพาไปสวนปาล์มที่อ้างว่าเป็นของเขา และพาเรากลับมาที่โรงแรม แต่ระหว่างเดินทางเขาก็บ่นมาตลอดว่าเจ็บท้อง อาจต้องไปฉีดยาที่ภูเก็ต เราเลยบอกเขาว่าหากไปทัวร์ด้วยกันไม่ได้ พวกเราไปกับทัวร์กันเองได้ (และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกัน )
ตกกลางคืนน้องสูหลงก็ให้ Voucher เรามา เราก็ใจชื้นว่า เราได้ไปพีพีแน่นอน ในคืนนั้นเขาโทรมาบอกเราว่ารถเขาเสียอยู่พังงา และรอรถลากอยู่ พอตอนเช้า(20 ส.ค.56) .... เพื่อนของเราได้เอา Voucher มาดูก็เห็นช่องราคาถูกลบด้วยน้ำยาลบคำผิด ส่องกับแสงไฟ เห็นราคาที่เขาเขียนไว้คือ 800 x 3 = 2,400 บาท ซึ่งในตอนนั้นเราเริ่มรู้แล้วว่าเรากำลังถูกหลอกโกงราคาทัวร์ และที่สงสัยเรื่องราคาห้องก็คงจะถูกหลอกด้วยเหมือนกัน เราเลยปะติดปะต่อเรื่องว่าจริงๆแล้วเราอาจถูกหลอกเรื่องอากาศที่เกาะพีพีด้วยก็ได้ ....."ที่บอกเราว่าไม่ควรไปเกาะเพราะเดี๋ยวกลับมาไม่ได้ แท้จริงอาจเพราะเขาไม่ได้จองที่พักและทัวร์ที่เคยคุยเอาไว้ต่างหาก"....
เราเริ่มสงสัยว่าเราจะถูกหลอกเรื่องการจองที่พักที่โรงแรมโลมา เพลส ด้วยหรือเปล่า จึงโทรไปถาม ปรากฏว่า ไม่มีชื่อเราเข้าจองห้องพักตามแผนที่ควรจะเป็น เราคิดว่าเราถูกหลอกเข้าให้แล้ว
ในช่วงเช้าของวันนั้น เขาโทรมาหาเราอีกรอบ ว่ารถลากไม่ยอมลากรถให้เขา เพราะเขาเงินไม่พอ จึงขอยืมเงินเราประมาณ 10,000 บาท (หน้าด้านจริงๆ) เพราะญาติพี่น้องเขาไม่มีใครอยู่ ไม่รู้จะยืมเงินใคร แน่นอน เรารู้แล้วว่าเราถูกหลอก เราก็บอกเขาไปว่าไม่มี ซึ่งตอนนั้นโมโหมาก คิดว่าจะหลอกไปถึงไหน แต่เราก็พูดกับเขาอย่างดี เพราะเราไม่แน่ใจว่าที่ที่เราอยู่มันปลอดภัยหรือเปล่า จากนั้น เราเก็บของและเอามาฝากไว้ที่เค้าเตอร์ก่อนออกไปทัวร์พีพี พอมาถึงเกาะและถามถึงสภาพอากาศจากคนบนเกาะ ก็ถึงบางอ้อว่าเราถูกหลอกแน่นอน 100% ตอนนั้นก็คิดกับเพื่อนว่าจะทำยังไงกันต่อไป
เรากลับมาเอากระเป๋าที่ View la Villa ลองโทรหาเขา ก็ติดต่อไม่ได้ Facebook ก็ลบชื่อออกไปแล้ว เป็นอันว่าเขาหนีเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งคิดกับเพื่อนว่าจะเข้าไปพักที่โลมา เพลส หรือไม่ หรือจะไปไหนกันต่อ ก็เลยลองโทรเข้าไปที่โลมาเพลสอีกครั้ง น้องที่ดูแลโรงแรมแจ้งว่ามีคนเคลียร์ค่าห้องพักให้แล้วสามารถเข้ามาพักได้ เราจึงตัดสินใจไป เพราะไม่อยากจะเสียเงินอะไรเพิ่มอีก ซึ่งก่อนจะไปเราพบน้องสูหลงอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นสูหลงดูกระวนกระวาย และบอกเราว่ากำลังรอภูอยู่ (มารู้ภายหลังว่าน้องก็ถูกหลอกให้จ่ายค่าทัวร์ของเราไปก่อน โดยแกล้งทำทีเป็นโอนเงินแล้วต่างๆนาๆ แถมสร้างเรื่องโกหกสารพัด)
แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้ พอเราไปถึงที่โลมาเพลสแล้ว น้องที่ดูแลแจ้งเราว่า คนที่โอนเงินค่าห้องมานั้น จ่ายให้ไม่ครบ เราต้องเสียเพิ่มอีก 950 บาท เราเลยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้น้องที่โลมา เพลสฟัง
ก็กลายเป็นว่า นับตั้งแต่เรามาเหยียบกระบี่ เราควักเงินจ่ายเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ต่างๆ ค่าอาหารที่กินด้วยกัน รวมทั้งค่าน้ำมันรถที่เราเติมให้เขาด้วย ได้คืนมาเพียง 650 ที่เป็นค่าห้องที่โลมาเพลสแต่ก็เป็นค่าห้องที่ไม่ครบเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเรากลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็โทรไปหาน้องสูหลง น้องก็บอกว่าโดนหลอกด้วยเหมือนกัน ยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่า ... "นายภูริรัตน์ " .... คนนี้เป็นพวกโกหกหลองลวง จนญาติพี่น้องตัดหางปล่อยวัด เอือมระอา เพราะสร้างเรื่องเดือดร้อนให้คนไปทั้งบาง เมื่อนึกกลับไปที่เรารอดมาได้คงเพราะบุญรักษาจริงๆ
จากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นบทเรียนที่สอนให้เรา ว่าอย่าไว้ใจคนอื่นที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงง่ายเกินไป และเราอยากจะแชร์เรื่องนี้ให้ทุกๆคนได้รู้ เผื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ และฝากไว้สำหรับคนที่อยู่ใกล้ๆ เขาระวังตัวไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างเรา
เราเอารูปของเขาลงไว้ในนี้ด้วย รวมถึงเรามีหลักฐานเป็นบทสนทนา ที่กล่าวถึง การมาเที่ยว การจองที่พัก จองทัวร์และการโอนเงินด้วย แต่ไม่ได้เอามาลงทั้งหมด ลงเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในขั้นตอนว่าจะตัดสินใจทำอะไรต่อไป แจ้งความหรือไม่ ถ้าใครมีข้อแนะนำอะไรก็แนะนำมาได้เลยนะ
กระทู้โดนหลอกเงินทัวร์ที่กระบี่โดนลบ
ขอโพสอีกรอบ คราวนี้ไม่ใส่ภาพก็ได้ครับ ผมอยากเตือนให้เพื่อนๆ ระวังตัว เพราะคนนี้มีตัวตนจริง หลอกจริง
เนื้อหาขอกระทู้เดิมที่ตั้งไว้มีดังนี้ครับ
คัดลอกมาจากเพื่อนที่ระบายในเฟสบุ๊ค
อันดับแรกต้องแนะนำตัวเองก่อนว่า เป็นผู้ประสบเหตุโดยตรงจากเรื่องนี้
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดเมื่อ 17-21 ส.ค.56 โดยเราและเพื่อนเพิ่งรู้ว่าถูกหลอกตอนที่ไปถึงกระบี่แล้ว
ก่อนอื่นขอบอกว่า คนที่มาหลอกเรานั้น ก่อนหน้านี้ เราคิดว่าเขาคือเพื่อนของเราคนหนึ่ง โดยรู้จักกันผ่านทาง Facebook เป็นทอดๆจากเพื่อนของเพื่อนอีกทีหนึ่ง
เขาใช้ชื่อในเฟสบุ๊คว่า “ข้าคือภู กูชื่อณัฐ” มีชื่อจริง-นามสกุลจริงว่า “นายภูริรัตน์” (ไม่ลงนามสกุลนะครับ) เราเรียกเขาว่า “ภู” แชตคุยกันใน Facebook เป็นเวลาปีกว่าๆ และต้องขอยอมรับว่านายภูคนนี้ถ้าดูตามเนื้อความใน Facebook ของเขาแล้ว ค่อนข้างมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร และทำให้เราเข้าใจว่าเขาเป็นคนดี และไม่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยอะไร
บ้านเขาอยู่ที่กระบี่ ทั้งเราและเพื่อนต่างอยากไปเที่ยวทะเลกระบี่ จึงตกลงกันว่าจะไปเที่ยวกระบี่ในวันที่ 17-21 ส.ค.56 และภูเองก็อาสาจะจัดการหาที่พัก หาทัวร์ให้ รวมถึงจะมาดูแลเราทั้ง 2 คน ด้วย
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เราได้พูดคุยเรื่องให้ภูจัดหาที่พักและทัวร์เที่ยวเกาะต่างๆให้ สรุปเบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นคนละ 5,120 บาท คิด 2 คนคือ 10,240 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
วันที่ 17 ส.ค. 56 เมื่อมาถึงกระบี่จะนั่งเรื่อเฟอรี่ข้ามฝั่งไปพักที่เกาะพีพี
วันที่ 18 ส.ค. 56 ทัวร์เกาะรอบๆเกาะพีพี และพักที่เกาะพีพี
วันที่ 19 ส.ค. 56 กลับเข้าฝั่ง ไปขึ้นเขาวัดถ้าเสือ และสระมรกต ให้พักที่โรงแรมโลมา เพลส
วันที่ 20 ส.ค. 56 ไปทัวร์ 4 เกาะ นอนโรงแรมโลมาเพลส
วันที่ 21 ส.ค. 56 ขึ้นเครื่องกลับดอนเมืองแต่เช้า
ในตอนนั้นภูบอกเราว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเขาจะเคลียร์ให้ก่อน และทุกๆ อย่างเป็นราคาพิเศษแล้ว ทัวร์ต่างๆ ซื้อแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยความเชื่อใจและเห็นว่าเป็นเพื่อน เราก็ไม่ต้องการให้เขาต้องลำบากออกเงินก่อน เราจึงโอนเงินไปให้ โดยโอนไป 2 ครั้ง ครั้งแรกยอด 6,000 บาทในวันที่ 8 ก.พ. 56 และครั้งที่ 2 ยอด 4,300 บาท ในวันที่ 10 ก.พ. 56 รวม 2 ครั้งยอดโอนรวม 10,300 บาท
หลังจากนั้นมาถึงเดือนเมษายน เขาก็บอกเราว่า เขาป่วยเป็นมะเร็งตับ(ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า) เมื่อพวกเรารู้ก็สงสารเขา เป็นห่วงเขา และเป็นกังวลเรื่องโปรแกรมการเที่ยวขึ้นมาเล็กน้อย ว่าเมื่อถึงเวลา ภูจะแข็งแรงมาเที่ยวกับเราได้ไหม ทั้งเราและเพื่อนได้ปรึกษากันว่า เมื่อถึงโปรแกรมแล้วถ้าภูไม่แข็งแรง เราก็แค่อาจจะไปเยี่ยมเขาที่บ้าน หรือโรงพยาบาล และหลังจากนั้นจะเที่ยวกันเอง เพราะโปรแกรมต่างๆได้จัดไว้แล้ว ส่วนเรื่องการเดินทางก็คงไม่ยาก เพราะกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว เรื่องรถราคงไม่มีปัญหา
ระยะเวลาระหว่างนี้ ในเฟสของภูจะมักจะโพสสถานที่โรงพยาบาล ศูนย์มะเร็ง หรหือบัตรผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งบอกเล่ากิจกรรมต่างๆไปอย่างปกติลงใน Facebook และเขายังดูแข็งแรง ซึ่งพวกเราก็ใจชื้นว่า เพื่อนคงแข็งแรงพอที่จะไปเที่ยวด้วยกันได้
ก่อนหน้าที่พวกเราจะมากระบี่สัก 1 อาทิตย์ อากาศที่กระบี่ไม่ค่อยดี ฝนตกบ่อย คลื่นสูง ซึ่งภูก็เริ่มบอกเราว่าหากมาถึงกระบี่แล้วอากาศไม่ดี อาจเปลี่ยนโปรแกรมเที่ยวตามความเหมาะสม ซึ่งพวกเราก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด จนมาถึงก่อนกำหนด 1-2 วัน เราเช็คสภาพอากาศ ก็ได้ข่าวว่า ฟ้าเริ่มโปร่ง แดดดี .... โปรแกรมคงไม่เปลี่ยนอะไร แต่ภูก็บอกเราว่า เชื่อพยากรณ์อากาศไม่ได้ ฝนยังตกอยู่ บางทีเราไม่ควรจะไปเกาะพีพี เพราะถ้าไปแล้วอาจจะกลับมาไม่ได้ ซึ่งเราก็เชื่ออย่างที่เขาบอก
เช้าวันที่ 17 ส.ค.56 ภูก็มารับเราที่สนามบินตามนัดหมาย แต่บอกเราว่าวันนี้สภาพอากาศที่เกาะพีพีไม่ดี ทำทีเป็นโทรศัพท์ถามเพื่อนว่า ควรออกไหม แต่สุดท้ายพวกเราก็ไม่ไปเกาะพีพีตามแผน ด้วยเหตุที่ว่า อากาศไม่ดี และภูก็ชี้แจงว่าหากเราไม่ได้ไปพีพี เรื่องที่พักที่เกาะและทัวร์ที่ซื้อไว้ต้องเสียสิทธิ์ไปเลย เพราะนั่นซื้อในราคาพิเศษแล้วขอคืนเงินไม่ได้ ส่วนค่าที่พักอาจคืนได้บางส่วน
เราจึงเปลี่ยนแผนไปวัดถ้ำเสือ และจ่ายเงินเปิดห้องพักใหม่ 2 คืน ที่โรงแรม View la Villa และภู มีน้องที่รู้จักทำงานที่นี่ (ชื่อน้องสูหลง มารู้ทีหลังว่าก็โดนหลอกเหมือนกัน) บอกว่าราคาค่าห้องเราได้ราคาพิเศษ คิดคืนละ 700 บาท แต่เราเห็นที่หน้าโรงแรมติดราคาไว้ 500 บาท ?? ...แต่ด้วยความเชื่อใจ และไม่คิดว่าเพื่อนจะมาคิดราคาเกิน ราคา 500 อาจเป็นห้องสภาพไม่ดี ก็เลยไม่ได้ถามคนที่โรงแรมเลยว่าค่าห้องที่จริงแล้วราคาเท่าไหร่ ได้แต่สงสัยในใจ
ภูแนะนำเราว่า หากอยากจะไปเกาะพีพี ให้ซื้อทัวร์ที่เดินทางโดยเรือสปีดโบ๊ตในราคา 1,500 บาท เพราะทัวร์นี้สามารถคืนเงินได้กรณีอากาศไม่ดี ไปเกาะไม่ได้ ในตอนนั้นก็เริ่มสงสัยว่า ถ้าอากาศไม่ดี แต่ทำไมจึงมีทัวร์ไปเกาะพีพี แต่สุดท้ายเราก็ตกลงจะไปเกาะพีพีในวันรุ่งขึ้น โดยทั้งเราและเพื่อนจ่ายค่าทัวร์ไปทั้งสิ้น 3,000 บาท โดยที่ภูบอกว่าจะไปกับเราด้วย
พอมาตอนเช้า(18 ส.ค.56) พวกเราก็เตรียมตัวจะไปพีพีกัน ภูก็มาหาเราแต่เช้า บอกว่าวันนี้ไปไม่ได้เพราะเขาติดธุระด่วนที่สวนต้องไปจัดการ ให้เลื่อนไปวันพรุ่งนี้แทน (19 ส.ค.56) แต่วันนี้จะพาไปเที่ยวสระมรกตและไปสวนของเขาแทน พวกเราก็ไปตามโปรแกรมของเขา ในเวลานั้นยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะถูกหลอก เพราะเขาพาเราไปสระมรกต น้ำตกร้อน และพาไปสวนปาล์มที่อ้างว่าเป็นของเขา และพาเรากลับมาที่โรงแรม แต่ระหว่างเดินทางเขาก็บ่นมาตลอดว่าเจ็บท้อง อาจต้องไปฉีดยาที่ภูเก็ต เราเลยบอกเขาว่าหากไปทัวร์ด้วยกันไม่ได้ พวกเราไปกับทัวร์กันเองได้ (และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกัน )
ตกกลางคืนน้องสูหลงก็ให้ Voucher เรามา เราก็ใจชื้นว่า เราได้ไปพีพีแน่นอน ในคืนนั้นเขาโทรมาบอกเราว่ารถเขาเสียอยู่พังงา และรอรถลากอยู่ พอตอนเช้า(20 ส.ค.56) .... เพื่อนของเราได้เอา Voucher มาดูก็เห็นช่องราคาถูกลบด้วยน้ำยาลบคำผิด ส่องกับแสงไฟ เห็นราคาที่เขาเขียนไว้คือ 800 x 3 = 2,400 บาท ซึ่งในตอนนั้นเราเริ่มรู้แล้วว่าเรากำลังถูกหลอกโกงราคาทัวร์ และที่สงสัยเรื่องราคาห้องก็คงจะถูกหลอกด้วยเหมือนกัน เราเลยปะติดปะต่อเรื่องว่าจริงๆแล้วเราอาจถูกหลอกเรื่องอากาศที่เกาะพีพีด้วยก็ได้ ....."ที่บอกเราว่าไม่ควรไปเกาะเพราะเดี๋ยวกลับมาไม่ได้ แท้จริงอาจเพราะเขาไม่ได้จองที่พักและทัวร์ที่เคยคุยเอาไว้ต่างหาก"....
เราเริ่มสงสัยว่าเราจะถูกหลอกเรื่องการจองที่พักที่โรงแรมโลมา เพลส ด้วยหรือเปล่า จึงโทรไปถาม ปรากฏว่า ไม่มีชื่อเราเข้าจองห้องพักตามแผนที่ควรจะเป็น เราคิดว่าเราถูกหลอกเข้าให้แล้ว
ในช่วงเช้าของวันนั้น เขาโทรมาหาเราอีกรอบ ว่ารถลากไม่ยอมลากรถให้เขา เพราะเขาเงินไม่พอ จึงขอยืมเงินเราประมาณ 10,000 บาท (หน้าด้านจริงๆ) เพราะญาติพี่น้องเขาไม่มีใครอยู่ ไม่รู้จะยืมเงินใคร แน่นอน เรารู้แล้วว่าเราถูกหลอก เราก็บอกเขาไปว่าไม่มี ซึ่งตอนนั้นโมโหมาก คิดว่าจะหลอกไปถึงไหน แต่เราก็พูดกับเขาอย่างดี เพราะเราไม่แน่ใจว่าที่ที่เราอยู่มันปลอดภัยหรือเปล่า จากนั้น เราเก็บของและเอามาฝากไว้ที่เค้าเตอร์ก่อนออกไปทัวร์พีพี พอมาถึงเกาะและถามถึงสภาพอากาศจากคนบนเกาะ ก็ถึงบางอ้อว่าเราถูกหลอกแน่นอน 100% ตอนนั้นก็คิดกับเพื่อนว่าจะทำยังไงกันต่อไป
เรากลับมาเอากระเป๋าที่ View la Villa ลองโทรหาเขา ก็ติดต่อไม่ได้ Facebook ก็ลบชื่อออกไปแล้ว เป็นอันว่าเขาหนีเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งคิดกับเพื่อนว่าจะเข้าไปพักที่โลมา เพลส หรือไม่ หรือจะไปไหนกันต่อ ก็เลยลองโทรเข้าไปที่โลมาเพลสอีกครั้ง น้องที่ดูแลโรงแรมแจ้งว่ามีคนเคลียร์ค่าห้องพักให้แล้วสามารถเข้ามาพักได้ เราจึงตัดสินใจไป เพราะไม่อยากจะเสียเงินอะไรเพิ่มอีก ซึ่งก่อนจะไปเราพบน้องสูหลงอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นสูหลงดูกระวนกระวาย และบอกเราว่ากำลังรอภูอยู่ (มารู้ภายหลังว่าน้องก็ถูกหลอกให้จ่ายค่าทัวร์ของเราไปก่อน โดยแกล้งทำทีเป็นโอนเงินแล้วต่างๆนาๆ แถมสร้างเรื่องโกหกสารพัด)
แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้ พอเราไปถึงที่โลมาเพลสแล้ว น้องที่ดูแลแจ้งเราว่า คนที่โอนเงินค่าห้องมานั้น จ่ายให้ไม่ครบ เราต้องเสียเพิ่มอีก 950 บาท เราเลยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้น้องที่โลมา เพลสฟัง
ก็กลายเป็นว่า นับตั้งแต่เรามาเหยียบกระบี่ เราควักเงินจ่ายเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ต่างๆ ค่าอาหารที่กินด้วยกัน รวมทั้งค่าน้ำมันรถที่เราเติมให้เขาด้วย ได้คืนมาเพียง 650 ที่เป็นค่าห้องที่โลมาเพลสแต่ก็เป็นค่าห้องที่ไม่ครบเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเรากลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็โทรไปหาน้องสูหลง น้องก็บอกว่าโดนหลอกด้วยเหมือนกัน ยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่า ... "นายภูริรัตน์ " .... คนนี้เป็นพวกโกหกหลองลวง จนญาติพี่น้องตัดหางปล่อยวัด เอือมระอา เพราะสร้างเรื่องเดือดร้อนให้คนไปทั้งบาง เมื่อนึกกลับไปที่เรารอดมาได้คงเพราะบุญรักษาจริงๆ
จากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นบทเรียนที่สอนให้เรา ว่าอย่าไว้ใจคนอื่นที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงง่ายเกินไป และเราอยากจะแชร์เรื่องนี้ให้ทุกๆคนได้รู้ เผื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ และฝากไว้สำหรับคนที่อยู่ใกล้ๆ เขาระวังตัวไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างเรา
เราเอารูปของเขาลงไว้ในนี้ด้วย รวมถึงเรามีหลักฐานเป็นบทสนทนา ที่กล่าวถึง การมาเที่ยว การจองที่พัก จองทัวร์และการโอนเงินด้วย แต่ไม่ได้เอามาลงทั้งหมด ลงเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในขั้นตอนว่าจะตัดสินใจทำอะไรต่อไป แจ้งความหรือไม่ ถ้าใครมีข้อแนะนำอะไรก็แนะนำมาได้เลยนะ