คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10
คำว่า ละลายพฤติกรรมนี่มันระบุความหมายกันอย่างไรหรือครับ? ผมเป็นคนนึงที่ไม่เคยผ่านการรับน้องอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวด้วย ตัวผมจบวิศวะที่ประเทศยุโรปตะวันตกประเทศหนึ่ง ซึ่งไม่มีพิธีการรับน้องใดใดทั้งสิ้น พิธีรับปริญญาอะไรก็ไม่มีด้วยซ้ำ จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม จนถึงทุกวันนี้อยู่ที่ตัวเองล้วนๆว่า จะหาเพื่อนที่พึ่งพาอาศัยได้ และคบกันในฐานะเพื่อนได้ไปตลอด หรือหาได้เฉพาะเพื่อนกิน ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเองครับว่า จะรู้จักปรับตัวเข้าหาเพื่อน หรืออยู่คนเดียวโดดเดี่ยว ทำตัวเป็นคนไม่มีใครคบ ส่วนเรื่องความสามัคคี บอกเลยว่า อยู่ที่ตัวเองอีกนั่นแหละครับ ถ้ารู้จักทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี หัดรู้จักช่วยเหลือแบ่งปันคนอื่น คนส่วนมากมันก็ทำแบบเดียวกับเราคืนมา ส่วนไอ้คำว่ารุ่นพี่รุ่นน้องที่มักจะอ้างกันนั้น ของฝรั่งก็มีครับ โดยไม่ต้องมีระบะว๊ากอะไรนี่เสียด้วย ผมเองก็ได้ประโยชน์จากรุ่นพี่ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ และก็ยังไปช่วยเหลือรุ่นน้องต่ออีกเหมือนกันในสมัยนั้น ไม่ว่าจะช่วยเหลือเรื่องเรียน หรือเรื่องส่วนตัว (เช่น ย้ายบ้านก็ลากพวกรุ่นพี่รุ่นน้องนี่แหละมาช่วยขน) อีกอย่างรุ่นพี่รุ่นน้องสุดท้ายก็คือ "เพื่อน" กันครับ ความรู้สึกผูกพันธ์กันแบบรุ่นพี่รุ่นน้องหรือแบบเพื่อนนั้น ก็ยังมีอยู่ถึงทุกวันนี้ กับรุ่นพี่รุ่นน้องบางคน สุดท้ายก็จบที่เป็นพี่ร่วมงานกันต่อไป ซึ่งทุกคนก็มีความเคารพในความสามารถของกันและกัน โดยไม่ได้สนใจเรื่องอายุ หรือความอาวุโส นับถือกันที่ฝีมือกันล้วนๆครับ ไม่เห็นต้องมีว๊ากอะไรให้ต้องมานั่งปวดหัว แถมเอาเข้าจริงๆ ทำไม่ได้ด้วยครับ เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้อื่น จะรุ่นพี่หรือรุ่นน้องก็นักศึกษาเหมือนกัน ขนาดรุ่นพี่ที่จบไปแล้วก็ยังไม่มานั่งเบ่ง แสดงความเก่งกับรุ่นน้อง เพราะมันไม่ใช่เรื่องครับ เอาเข้าจริงๆเรื่องนี้ก็เป็น tradition ที่ฝรั่งเองก็รักษาและสืบต่อไปเรื่อยๆให้รุ่นน้องต่อๆไป ในทางกลับกันรุ่นพี่รุ่นน้องกลับให้ความสำคัญในเรื่องของ "การเคารพซึ่งกันและกัน" มากกว่าการจะมานั่งนับถือเพราะความอาวุโสนะครับ
ส่วนที่อ้างเรื่อง EQ นี่ ผมก็มีตัวอย่างให้อีกว่า ฝรั่งฝึก EQ จากการทำงานกลุ่มร่วมกันบ่อยๆครับ กับคนบางคนทำได้ครั้งเดียวก็รู้นิสัย และถึงเป็นแบบนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับคนประเภทนี้ กับบางกลุ่มทำไปแล้วถูกคอ ก็กลายเป็นเพื่อนซี้ เพื่อนสนิทกันไปตลอดชีวิต แต่การทำงานกลุ่มถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากถึงสำคัญที่สุดของการทำงานเป็นวิศวกร เพราะ 80% ของงานที่ทำในฐานะวิศวกร ก็มาเป็น Project ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณจะต้องมีความสามารถรู้จักปรับตัวให้ทำงานร่วมกันคนอื่นได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบคนร่วม Project ของคุณ แต่คุณต้องทำงานด้วยกันได้เพื่อให้ผลงานที่ออกมาดีที่สุด ซึ่งตรงนี้ก็โดนฝึกกันมาไม่รู้เท่าไหร่ตอนเรียนมหาลัย หรือตั้งแต่ในโรงเรียนกันเสียด้วยซ้ำ เพราะงานกลุ่มมีทุกเทอม และทำกับคนแปลกหน้าคาตาไปเรื่อยๆจนชินเป็นนิสัย ซึ่งเป็นการพัฒนา EQ ไปในตัว ไม่เห็นต้องพึ่งว๊ากอะไรนี่อีกนั่นแหละครับ
สรุปสำหรับผม ไม่เห็นความจำเป็นของเรื่องระบบว๊ากอะไรนี่ เพราะคนเราจะนับถือกัน ควรจะนับถือที่ความสามารถ ไม่ใช่อายุ รวมถึงนิสัยใจคอส่วนตัวที่เป็นตัวตัดสิน การทำงานด้วยกันเป็นกลุ่ม การจะสามัคคีกันได้ ก็ต้องรู้จักเคารพความสามารถของคนอื่นเป็นที่ตั้ง ต่อให้เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องที่มันมีความสามารถมากกว่ามันก็มีให้เห็น ใช่ว่าเป็นรุ่นพี่แล้วจะเก่งกว่าเขาก็เปล่า ก็เหมือนกับการทำงาน ควรจะใช้ฝีมือและความสามารถพิสูจน์ตนเอง ไม่ใช่เอาความอาวุโสมาเป็นข้ออ้างให้คนอื่นนับถือตนเองครับ เพราะเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงมันมีทุกรุ่นทุกวัย อายุและความอาวุโสไม่ได้บ่งบอกถึง IQ และ EQ แต่อย่างใด แม้แต่อาจารย์ซึ่งเป็น Professor ที่ดีจริงๆ ก็มักจะ prefer เด็กที่กล้าโต้แย้งอย่างมีเหตุมีผล ยิ่งสามารถโต้แย้ง Professor ได้ถึงขั้นที่แกยอมรับว่า ไม่ทราบนั้น ก็มักจะเป็นเด็กที่ Professor ให้ความสนใจ และความนับถือ มากกว่าคนที่นั่งเงียบเพราะความเกรงใจความอาวุโส แถมลูกศิษย์ที่ไปได้ไกลกว่าอาจารย์ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ผมก็เห็น Professor หลายท่านกลับรู้สึกภูมิใจที่ลูกศิษย์ของตนไปได้ไกลกว่าตน มากกว่าจะรู้สึกเสียหน้า
อันนี้ผมตอบจากประสบการณ์โดยตรงของผม ไม่ได้หมายความว่า จะไป apply ได้กับทุกเรื่องของสังคมไทย อันนี้ผมก็เข้าใจถึงความแตกต่างของสังคม และวัฒนธรรม แต่เมื่อ 20-30 ปีก่อน ฝรั่งตะวันตกสังคมก็ไม่ได้ต่างจากไทย แต่ก็ยังสามารถพัฒนาประเทศให้เป็นแบบทุกวันนี้ได้ก็เพราะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าสังคมไทยรักจะเจริญก้าวหน้า ก็ต้องหัดรู้จักปรับเปลี่ยนในเรื่องที่สมควรเช่นกันครับ
ส่วนที่อ้างเรื่อง EQ นี่ ผมก็มีตัวอย่างให้อีกว่า ฝรั่งฝึก EQ จากการทำงานกลุ่มร่วมกันบ่อยๆครับ กับคนบางคนทำได้ครั้งเดียวก็รู้นิสัย และถึงเป็นแบบนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับคนประเภทนี้ กับบางกลุ่มทำไปแล้วถูกคอ ก็กลายเป็นเพื่อนซี้ เพื่อนสนิทกันไปตลอดชีวิต แต่การทำงานกลุ่มถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากถึงสำคัญที่สุดของการทำงานเป็นวิศวกร เพราะ 80% ของงานที่ทำในฐานะวิศวกร ก็มาเป็น Project ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณจะต้องมีความสามารถรู้จักปรับตัวให้ทำงานร่วมกันคนอื่นได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบคนร่วม Project ของคุณ แต่คุณต้องทำงานด้วยกันได้เพื่อให้ผลงานที่ออกมาดีที่สุด ซึ่งตรงนี้ก็โดนฝึกกันมาไม่รู้เท่าไหร่ตอนเรียนมหาลัย หรือตั้งแต่ในโรงเรียนกันเสียด้วยซ้ำ เพราะงานกลุ่มมีทุกเทอม และทำกับคนแปลกหน้าคาตาไปเรื่อยๆจนชินเป็นนิสัย ซึ่งเป็นการพัฒนา EQ ไปในตัว ไม่เห็นต้องพึ่งว๊ากอะไรนี่อีกนั่นแหละครับ
สรุปสำหรับผม ไม่เห็นความจำเป็นของเรื่องระบบว๊ากอะไรนี่ เพราะคนเราจะนับถือกัน ควรจะนับถือที่ความสามารถ ไม่ใช่อายุ รวมถึงนิสัยใจคอส่วนตัวที่เป็นตัวตัดสิน การทำงานด้วยกันเป็นกลุ่ม การจะสามัคคีกันได้ ก็ต้องรู้จักเคารพความสามารถของคนอื่นเป็นที่ตั้ง ต่อให้เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องที่มันมีความสามารถมากกว่ามันก็มีให้เห็น ใช่ว่าเป็นรุ่นพี่แล้วจะเก่งกว่าเขาก็เปล่า ก็เหมือนกับการทำงาน ควรจะใช้ฝีมือและความสามารถพิสูจน์ตนเอง ไม่ใช่เอาความอาวุโสมาเป็นข้ออ้างให้คนอื่นนับถือตนเองครับ เพราะเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงมันมีทุกรุ่นทุกวัย อายุและความอาวุโสไม่ได้บ่งบอกถึง IQ และ EQ แต่อย่างใด แม้แต่อาจารย์ซึ่งเป็น Professor ที่ดีจริงๆ ก็มักจะ prefer เด็กที่กล้าโต้แย้งอย่างมีเหตุมีผล ยิ่งสามารถโต้แย้ง Professor ได้ถึงขั้นที่แกยอมรับว่า ไม่ทราบนั้น ก็มักจะเป็นเด็กที่ Professor ให้ความสนใจ และความนับถือ มากกว่าคนที่นั่งเงียบเพราะความเกรงใจความอาวุโส แถมลูกศิษย์ที่ไปได้ไกลกว่าอาจารย์ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ผมก็เห็น Professor หลายท่านกลับรู้สึกภูมิใจที่ลูกศิษย์ของตนไปได้ไกลกว่าตน มากกว่าจะรู้สึกเสียหน้า
อันนี้ผมตอบจากประสบการณ์โดยตรงของผม ไม่ได้หมายความว่า จะไป apply ได้กับทุกเรื่องของสังคมไทย อันนี้ผมก็เข้าใจถึงความแตกต่างของสังคม และวัฒนธรรม แต่เมื่อ 20-30 ปีก่อน ฝรั่งตะวันตกสังคมก็ไม่ได้ต่างจากไทย แต่ก็ยังสามารถพัฒนาประเทศให้เป็นแบบทุกวันนี้ได้ก็เพราะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าสังคมไทยรักจะเจริญก้าวหน้า ก็ต้องหัดรู้จักปรับเปลี่ยนในเรื่องที่สมควรเช่นกันครับ
แสดงความคิดเห็น
สังคมไทยปล่อยให้มีการปลูกฝังความเชื่อผิดๆแบบนี้ได้ยังไงกันครับ