http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1377425871&grpid=00&catid=&subcatid=
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ จัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอทางออกประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่า "เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตย และประเทศร่วมกัน" ในช่วงบ่าย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสรุปการประชุม ว่า เรื่องของกรอบการทำงานในการวางเป้าหมายการปฏิรูปและหาทางออกของประเทศ จะมองมิติรวมใน 7 หัวข้อ คือ 1.การทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความมั่นคงแข็งแรง 2.ต้องมีความเท่าเทียม เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามสิทธิที่แต่ละกลุ่มควรได้รับ 3.มีกลไกการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี 4.สร้างกระบวนการให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐานที่แต่กลุ่มในสังคมควรได้รับ ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม 5.มีประชาธิปไตยที่ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ยึดเสียงส่วนใหญ่ รับฟังเสียงส่วนน้อย 6.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และบรรยากาศที่ดีของการไว้วางใจกัน และ 7.ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมบนความถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้ยึดแนวทางการปฏิบัติโดยให้รวบรวมผลงานการศึกษา จากทุกหน่วยงานที่มีการเสนอมา เพื่อให้เกิดการตกผลึก หัวข้อใดไม่มีความขัดแย้ง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันให้ดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสังคม รวมถึงประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาไม่ได้ข้อสรุปมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแล และต้องศึกษาปัญหารากเหง้า ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยมอบหมายให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และนายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดูแล
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ยังให้กำหนดแผนโรดแมป ปฏิรูปประเทศ ทั้งการปฎิรูปการเมืองให้ครอบคลุม การเมืองการปกครอง การบริหารส่วนท้องถิ่น ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ควบคู่กับการปฏิรูปการเมือง ควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่จะต้องดำเนินการตั้งแต่โครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาชีดความสามารถการแข่งขัน รองรับประชาคมอาเซียน และสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และการปฏิรูปสังคม สร้างจริยธรรม วัฒนธรรม รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม และศาสนา ซึ่งแต่ละด้านจะต้องกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยาว
นายบรรหาร กล่าวว่า ถาจะแก้ปัญหาควรหยิบยกปัญหาเฉพาะหน้ามาแก้ไข ทั้งเศรษฐกิจสังคม การเมือง ซึ่งการแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย ลำบากมาก ซึ่งตนจะช่วยไปประสานงานให้
ด้าน นายพงศ์เทพ กล่าวว่า หลังจากหารือกันวันนี้หลายฝ่ายจะไปรวบรวม ข้อมูลทั้ง 3 คณะ คือการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และให้แบ่งการทำงานออกมาเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาเร่งด่วน และปัญหาระยะยาว โดยมอบหมายให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยความสะดวก และหากจะมีการเพิ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและเหมาะสมในการปฏิรูปแต่ละด้านให้สามารถส่งรายชื่อเพิ่มเติมได้ที่นายธงทองและจะสรุปผลการหารือในวันนี้จัดส่งให้ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม แม้จะมาหรือไม่มาก็ตาม โดยในเดือนหน้าจะเชิญอีกครั้ง ส่วนจะเป็นวันไหนจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกครั้งในช่งท้ายว่า “ยืนยันว่าเราจะทำงานและนำความเห็นไปทำเพื่อประชาชน กราบขอกำลังใจซึ่งกันและกันและอย่าเพิ่งทิ้งกันเลย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเวลา 16.00 น. ภายหลังการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เข้าไปยังห้องรับรองเพื่อหารือร่วมกับนายบรรหาร นายภูมิธรรม เวชยชัย นายพงศ์เทพ นายวราเทพ นายสุรนันทน์ นายธงทอง นายวุฒิสาร โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 15 นาที เพื่อมอบหมายให้นายบรรหาร ทำหน้าที่ประสานงานในการระดมตัวแทนทุกภาคส่วนทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วยการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมีฝ่ายเลขานุการประกอบด้วยนายสุรนันทน์ นายวุฒิสาร นายธงทอง นายกฤตพงศ์ กิตยารัต จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินไปส่งนายบรรหารที่รถ ก่อนที่เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสรุปการประชุม ว่า เรื่องของกรอบการทำงานในการวางเป้าหมายการปฏิรูปและหาทางออกของประเทศ
จะมองมิติรวมใน 7 หัวข้อ คือ
1.การทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความมั่นคงแข็งแรง
2.ต้องมีความเท่าเทียม เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามสิทธิที่แต่ละกลุ่มควรได้รับ
3.มีกลไกการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี
4.สร้างกระบวนการให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐานที่แต่กลุ่มในสังคมควรได้รับ ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม
5.มีประชาธิปไตยที่ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ยึดเสียงส่วนใหญ่ รับฟังเสียงส่วนน้อย
6.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และบรรยากาศที่ดีของการไว้วางใจกัน และ
7.ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมบนความถูกต้อง
หวังว่า การตรวจสอบได้ตามหลักธรรมภิบาล คงไม่ลืมภาคประชาชนนะคะ
ซึ่งการคาดหวังการตรวจสอบภาคประชาชนคือ มีหน่วยงานที่คอยให้ข้อมูลที่สำคัญ
อย่างเช่น งบประมาณ การดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน รวมถึงการเข้ามีส่วนของภาครัฐ
ที่มีต่อสังคม อีกด้วย
เครดิจรูปจาก ทวิตเตอร์
"ยิ่งลักษณ์" วาง 7 กรอบถกปฏิรูป เคาะ 3 คกก.จัดการปัญหา ให้ "เติ้ง" คุมการประสานงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ จัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอทางออกประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่า "เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตย และประเทศร่วมกัน" ในช่วงบ่าย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสรุปการประชุม ว่า เรื่องของกรอบการทำงานในการวางเป้าหมายการปฏิรูปและหาทางออกของประเทศ จะมองมิติรวมใน 7 หัวข้อ คือ 1.การทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความมั่นคงแข็งแรง 2.ต้องมีความเท่าเทียม เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามสิทธิที่แต่ละกลุ่มควรได้รับ 3.มีกลไกการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี 4.สร้างกระบวนการให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐานที่แต่กลุ่มในสังคมควรได้รับ ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม 5.มีประชาธิปไตยที่ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ยึดเสียงส่วนใหญ่ รับฟังเสียงส่วนน้อย 6.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และบรรยากาศที่ดีของการไว้วางใจกัน และ 7.ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมบนความถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้ยึดแนวทางการปฏิบัติโดยให้รวบรวมผลงานการศึกษา จากทุกหน่วยงานที่มีการเสนอมา เพื่อให้เกิดการตกผลึก หัวข้อใดไม่มีความขัดแย้ง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันให้ดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสังคม รวมถึงประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาไม่ได้ข้อสรุปมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแล และต้องศึกษาปัญหารากเหง้า ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยมอบหมายให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และนายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดูแล
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ยังให้กำหนดแผนโรดแมป ปฏิรูปประเทศ ทั้งการปฎิรูปการเมืองให้ครอบคลุม การเมืองการปกครอง การบริหารส่วนท้องถิ่น ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ควบคู่กับการปฏิรูปการเมือง ควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่จะต้องดำเนินการตั้งแต่โครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาชีดความสามารถการแข่งขัน รองรับประชาคมอาเซียน และสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และการปฏิรูปสังคม สร้างจริยธรรม วัฒนธรรม รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม และศาสนา ซึ่งแต่ละด้านจะต้องกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยาว
นายบรรหาร กล่าวว่า ถาจะแก้ปัญหาควรหยิบยกปัญหาเฉพาะหน้ามาแก้ไข ทั้งเศรษฐกิจสังคม การเมือง ซึ่งการแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย ลำบากมาก ซึ่งตนจะช่วยไปประสานงานให้
ด้าน นายพงศ์เทพ กล่าวว่า หลังจากหารือกันวันนี้หลายฝ่ายจะไปรวบรวม ข้อมูลทั้ง 3 คณะ คือการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และให้แบ่งการทำงานออกมาเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาเร่งด่วน และปัญหาระยะยาว โดยมอบหมายให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยความสะดวก และหากจะมีการเพิ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและเหมาะสมในการปฏิรูปแต่ละด้านให้สามารถส่งรายชื่อเพิ่มเติมได้ที่นายธงทองและจะสรุปผลการหารือในวันนี้จัดส่งให้ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม แม้จะมาหรือไม่มาก็ตาม โดยในเดือนหน้าจะเชิญอีกครั้ง ส่วนจะเป็นวันไหนจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกครั้งในช่งท้ายว่า “ยืนยันว่าเราจะทำงานและนำความเห็นไปทำเพื่อประชาชน กราบขอกำลังใจซึ่งกันและกันและอย่าเพิ่งทิ้งกันเลย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเวลา 16.00 น. ภายหลังการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เข้าไปยังห้องรับรองเพื่อหารือร่วมกับนายบรรหาร นายภูมิธรรม เวชยชัย นายพงศ์เทพ นายวราเทพ นายสุรนันทน์ นายธงทอง นายวุฒิสาร โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 15 นาที เพื่อมอบหมายให้นายบรรหาร ทำหน้าที่ประสานงานในการระดมตัวแทนทุกภาคส่วนทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วยการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมีฝ่ายเลขานุการประกอบด้วยนายสุรนันทน์ นายวุฒิสาร นายธงทอง นายกฤตพงศ์ กิตยารัต จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินไปส่งนายบรรหารที่รถ ก่อนที่เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสรุปการประชุม ว่า เรื่องของกรอบการทำงานในการวางเป้าหมายการปฏิรูปและหาทางออกของประเทศ
จะมองมิติรวมใน 7 หัวข้อ คือ
1.การทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความมั่นคงแข็งแรง
2.ต้องมีความเท่าเทียม เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามสิทธิที่แต่ละกลุ่มควรได้รับ
3.มีกลไกการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี
4.สร้างกระบวนการให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐานที่แต่กลุ่มในสังคมควรได้รับ ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม
5.มีประชาธิปไตยที่ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ยึดเสียงส่วนใหญ่ รับฟังเสียงส่วนน้อย
6.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และบรรยากาศที่ดีของการไว้วางใจกัน และ
7.ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมบนความถูกต้อง
หวังว่า การตรวจสอบได้ตามหลักธรรมภิบาล คงไม่ลืมภาคประชาชนนะคะ
ซึ่งการคาดหวังการตรวจสอบภาคประชาชนคือ มีหน่วยงานที่คอยให้ข้อมูลที่สำคัญ
อย่างเช่น งบประมาณ การดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน รวมถึงการเข้ามีส่วนของภาครัฐ
ที่มีต่อสังคม อีกด้วย
เครดิจรูปจาก ทวิตเตอร์