วันนี้ว่างๆ รื้อชั้นหนังสือเก่าๆออกมาเจอจดหมาย 1 ฉบับสอดอยู่ในตำรากฎหมายเล่มหนาเตอะของปู่ซึ่งท่านจากเราไปนานแล้ว
เป็นจดหมายของผมเองที่เขียนด้วยลายมือไก่กามากๆ เป็นจดหมายสมัยผมอยู่ ป.4 เขียนจีบสาวคนหนึ่งในห้องเรียนผมนั้นแหละ
เธอชื่อ ส้ม (ว่าไปสมัยนั้นคนชื่อนี้เยอะมากๆ รองจากโบว์ ) ใจความในจดหมายก็ค่อนข้างฮาและคิดในใจหลังอ่านจบ (แมร้งง ทำไปได้)
จริงๆคำสะกดผิดมากแต่จะพิมให้ถูกและอ่านง่าย ส่วนในวงเล็บเป็นความคิดของผมแว๊บแรกหลังจากอ่านแต่ละประโยค
ส้ม นี่เป็นจดหมายฉบับแรกที่เราเขียน (อิๆ เรียกสรรพนามแทนตัวเองว่าเรา เพราะมากๆ)
เขียนมาหาก็เพราะอยากรู้ว่าปิดเทอมนี้ส้มไปเที่ยวไหนบ้าง ยังอยู่บ้านอยู่ไหม ที่เราต้องเขียนมาก็เพราะบ้านส้มยังไม่มีโทรศัพท์ ( 555+ เป็นคำที่ไม่ฉลาดเอามากๆ แต่เขียนไปตรงๆและไม่ได้คิดอะไร)
ส่วนเราเอง สบายดี (แน่ะ คิดไปเองว่าเค้าอยากรู้ ) ตอนนี้หัดขี่มอเตอร์ไซด์อยู่เกือบได้แล้ว เดี๋ยวเปิดเทอมจะขับแล้วมานั่งเล่นกะเรานะ (ตรงนี้ไม่รู้เจตนาของมันจริงๆ หรือมันอาจจะคิดการใหญ่ และอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ถูก) ได้รับแล้วตอบกลับมาด้วยนะ
สุดท้ายนี้ เราขอคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลพิภพ ดลบันดาลให้ส้ม ประสบแต่ ความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป (อ้าวไปให้พรสาวเจ้าซะอย่างงั้น)
+++ตรงนี้แหละมันฮาสุดๆ แต่อายโครตๆ มานั่งนึกอยู่นานว่าอะไรที่ทำให้ผม(ในตอนเด็ก)พิมข้อความอะไรแบบนี้ และก็นึกขึ้นได้ว่าประโยคนี้ในใจผมตอนนั้นคงคิดว่ามันเท่ และผมได้ไปลอกมาจาก สคส. ของปู่บนโต๊ะทำงาน และใส่ชื่อส้มลงไป โดยหวังว่าเธอจะปลาบปลื้ม
หลังจากนั้นก็มานั่งทบทวนเรื่องส้ม ซึ่งตลอดเป็นสิบปีที่ผ่านมา ที่น่าแปลก คือ ผมไม่เคยนึกถึงเด็กผู้หญิงคนนี้เลย ทั้งๆที่ตอนนั้นเธอก็มีบทบาทในชีวิตวัยประถมของผมมากๆ เธอเป็นเด็กน่ารัก ชอบกระโดดยาง และ เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ผม นอกจากแม่ ผมเคยถามว่าทำไมชอบผูกเชือกรองเท้าให้ผมบ่อยๆ จำได้แม่นเลย และเธอบอกว่าก่อนมาโรงเรียนส้มก็ผูกรองเท้าให้น้องทุกวัน และสงสัยมั๊ยว่าทำไมเธอต้องมาผูกให้ผมด้วย อิอิ เพราะผมเล่นกระโดดยางกับเธอไงแล้วเชือกมันชอบหลุด และเธอก็เหมือนโรคจิต ถ้าเห็นเชือกรองเท้าผมหลุดเธอก็ต้องเดินมาผูกให้ผมทุกครั้ง บางทีก็ไม่เฉพาะแค่ตอนกระโดดยาง และส้มกับผมก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเพราะว่าเธอย้ายโรงเรียนตอน ป.5 ทำให้ผมเหงาไปนานเลย ส้มไม่ได้ตอบจดหมายผมเพราะว่าซองที่ผมส่งไปไม่ได้เขียนที่อยู่ของผู้ส่งและเธอเอามาคืนผมที่โรงเรียน ป่านนี้คงจะมีลูกไปแล้วแหละมั้ง อิอิๆ ไม่แน่ส้มอาจจะอยู่ในนี้ก็ได้
เล่ามาซะยาว หลักๆเพียงอยากจะบอกว่า จดหมายฉบับนึงมันมีค่ามากซึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาในยุคที่ยังได้เขียนจดหมาย ไม่มี sms line whatsapp
ยุคที่คาบเกี่ยวระหว่างความโบราณและความทันสมัย ไม่ใช่ว่า พวก app เหล่านี้ไม่ดีนะครับ เพราะทุกวันนี้ผมก็ใช้อยู่ แต่ความรู้สึกและคุณค่ามันต่างกันครับ ฟิลของการเขียนจดหมายตอนนั้นมันมาจากความคิด และปลายปากกา จะเขียนจะบอกอะไรมันดูยากเย็นจริงๆ มันเลยได้ความรู้สึกหลายอย่างเมื่อกลับมาอ่านมันอีกรอบ
และของเพื่อนๆล่ะครับ มีอะไรแนวๆนี้มั๊ย ลองเขียนลองแชร์มาบ้างนะครับ รออ่านของเพื่อนๆอยู่ อิๆ
แก้คำผิด
*** ดีใจจัง ขอบคุณทุกท่านมากครับที่โหวตแนะนำ จขกท.ได้อ่านทุกคอมเม้นท์ ทำให้ความรู้สึก ณ วัยนั้นมันกว้างออกไปอีกและชัดเจนขึ้นจริงๆ นี่นับว่าเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ ณ ปัจจุบันที่มีแต่ตวามรวดเร็ว เร่งรีบ ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดมาเปลี่ยนและพรากจากเราได้เลยคือ ''ความทรงจำ'' ที่จะอยู่กับทุกๆคนไปตลอด ^ ^
ใครที่อายุ 28+ จำความรู้สึกเหล่านี้กันได้มั๊ยครับ ในยุคที่สังไม่มีการสื่อสารไร้สาย...
เป็นจดหมายของผมเองที่เขียนด้วยลายมือไก่กามากๆ เป็นจดหมายสมัยผมอยู่ ป.4 เขียนจีบสาวคนหนึ่งในห้องเรียนผมนั้นแหละ
เธอชื่อ ส้ม (ว่าไปสมัยนั้นคนชื่อนี้เยอะมากๆ รองจากโบว์ ) ใจความในจดหมายก็ค่อนข้างฮาและคิดในใจหลังอ่านจบ (แมร้งง ทำไปได้)
จริงๆคำสะกดผิดมากแต่จะพิมให้ถูกและอ่านง่าย ส่วนในวงเล็บเป็นความคิดของผมแว๊บแรกหลังจากอ่านแต่ละประโยค
ส้ม นี่เป็นจดหมายฉบับแรกที่เราเขียน (อิๆ เรียกสรรพนามแทนตัวเองว่าเรา เพราะมากๆ)
เขียนมาหาก็เพราะอยากรู้ว่าปิดเทอมนี้ส้มไปเที่ยวไหนบ้าง ยังอยู่บ้านอยู่ไหม ที่เราต้องเขียนมาก็เพราะบ้านส้มยังไม่มีโทรศัพท์ ( 555+ เป็นคำที่ไม่ฉลาดเอามากๆ แต่เขียนไปตรงๆและไม่ได้คิดอะไร)
ส่วนเราเอง สบายดี (แน่ะ คิดไปเองว่าเค้าอยากรู้ ) ตอนนี้หัดขี่มอเตอร์ไซด์อยู่เกือบได้แล้ว เดี๋ยวเปิดเทอมจะขับแล้วมานั่งเล่นกะเรานะ (ตรงนี้ไม่รู้เจตนาของมันจริงๆ หรือมันอาจจะคิดการใหญ่ และอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ถูก) ได้รับแล้วตอบกลับมาด้วยนะ
สุดท้ายนี้ เราขอคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลพิภพ ดลบันดาลให้ส้ม ประสบแต่ ความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป (อ้าวไปให้พรสาวเจ้าซะอย่างงั้น)
+++ตรงนี้แหละมันฮาสุดๆ แต่อายโครตๆ มานั่งนึกอยู่นานว่าอะไรที่ทำให้ผม(ในตอนเด็ก)พิมข้อความอะไรแบบนี้ และก็นึกขึ้นได้ว่าประโยคนี้ในใจผมตอนนั้นคงคิดว่ามันเท่ และผมได้ไปลอกมาจาก สคส. ของปู่บนโต๊ะทำงาน และใส่ชื่อส้มลงไป โดยหวังว่าเธอจะปลาบปลื้ม
หลังจากนั้นก็มานั่งทบทวนเรื่องส้ม ซึ่งตลอดเป็นสิบปีที่ผ่านมา ที่น่าแปลก คือ ผมไม่เคยนึกถึงเด็กผู้หญิงคนนี้เลย ทั้งๆที่ตอนนั้นเธอก็มีบทบาทในชีวิตวัยประถมของผมมากๆ เธอเป็นเด็กน่ารัก ชอบกระโดดยาง และ เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ผม นอกจากแม่ ผมเคยถามว่าทำไมชอบผูกเชือกรองเท้าให้ผมบ่อยๆ จำได้แม่นเลย และเธอบอกว่าก่อนมาโรงเรียนส้มก็ผูกรองเท้าให้น้องทุกวัน และสงสัยมั๊ยว่าทำไมเธอต้องมาผูกให้ผมด้วย อิอิ เพราะผมเล่นกระโดดยางกับเธอไงแล้วเชือกมันชอบหลุด และเธอก็เหมือนโรคจิต ถ้าเห็นเชือกรองเท้าผมหลุดเธอก็ต้องเดินมาผูกให้ผมทุกครั้ง บางทีก็ไม่เฉพาะแค่ตอนกระโดดยาง และส้มกับผมก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเพราะว่าเธอย้ายโรงเรียนตอน ป.5 ทำให้ผมเหงาไปนานเลย ส้มไม่ได้ตอบจดหมายผมเพราะว่าซองที่ผมส่งไปไม่ได้เขียนที่อยู่ของผู้ส่งและเธอเอามาคืนผมที่โรงเรียน ป่านนี้คงจะมีลูกไปแล้วแหละมั้ง อิอิๆ ไม่แน่ส้มอาจจะอยู่ในนี้ก็ได้
เล่ามาซะยาว หลักๆเพียงอยากจะบอกว่า จดหมายฉบับนึงมันมีค่ามากซึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาในยุคที่ยังได้เขียนจดหมาย ไม่มี sms line whatsapp
ยุคที่คาบเกี่ยวระหว่างความโบราณและความทันสมัย ไม่ใช่ว่า พวก app เหล่านี้ไม่ดีนะครับ เพราะทุกวันนี้ผมก็ใช้อยู่ แต่ความรู้สึกและคุณค่ามันต่างกันครับ ฟิลของการเขียนจดหมายตอนนั้นมันมาจากความคิด และปลายปากกา จะเขียนจะบอกอะไรมันดูยากเย็นจริงๆ มันเลยได้ความรู้สึกหลายอย่างเมื่อกลับมาอ่านมันอีกรอบ
และของเพื่อนๆล่ะครับ มีอะไรแนวๆนี้มั๊ย ลองเขียนลองแชร์มาบ้างนะครับ รออ่านของเพื่อนๆอยู่ อิๆ
แก้คำผิด
*** ดีใจจัง ขอบคุณทุกท่านมากครับที่โหวตแนะนำ จขกท.ได้อ่านทุกคอมเม้นท์ ทำให้ความรู้สึก ณ วัยนั้นมันกว้างออกไปอีกและชัดเจนขึ้นจริงๆ นี่นับว่าเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ ณ ปัจจุบันที่มีแต่ตวามรวดเร็ว เร่งรีบ ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดมาเปลี่ยนและพรากจากเราได้เลยคือ ''ความทรงจำ'' ที่จะอยู่กับทุกๆคนไปตลอด ^ ^