คือเรารู้ตัวเองมาโดยตลอดค่ะ ว่าเป็นคนกระเป๋ารั่ว เก็บเงินไม่เป็น
ตั้งแต่เด็กจนโตก็จะขยันหางานพิเศษทำระหว่างเรียน
หรือไม่ก็ขายของเล็กๆน้อยๆ เรียกว่าหารายได้พิเศษมาโดยตลอด
แต่หาได้เท่าไหร่ก็ใช้หมดค่ะ ไม่เคยเหลือติดบัญชีได้นาน ก้อนล่าสุดก็เอาไปซื้อฟีโน่มือสองตอนจบตรีใหม่ๆ
เอาเป็นว่าตอนนี้ทำงานมาปีครึ่งแล้ว แต่เงินหมดบัญชีได้ทุกเดือน เพราะเรามีความคิดว่า
ในเมื่อเราเป็นคนแบบนี้ ทางเดียวที่จะไม่ลำบากในอนาคต คือต้องเก็บด้วยวิธี "ใช้ให้หมด"
ทุกวันนี้เก็บเงินโดยเป้าหมาย 2 ประการ
1) เก็บไว้ใช้ฉุกเฉินช่วงเปลี่ยนงาน เพราะถ้าทำที่เดิมก็ไม่มีทางโต เงินน้อย ความมั่นคงไม่มี ทำธุรกรรมใดๆไม่ได้ ไม่ว่าเครดิตหรือไฟแนนซ์
ข้อนี้เราเลือกเก็บด้วยหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ของที่ทำงาน ซึ่งจะถอนหุ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ตั้งใจจะถอนตอนลาออกทีเดียว
2) เก็บระยะยาว เพื่อเอาไว้เป็นค่าแปะเจี๊ยะ ลูกตอนเข้าโรงเรียน
ข้อนี้เราเลือกส่งประกันระยะยาว รอครบ 10 ปีจะได้คือ 2แสนเศษ
3) เก็บเป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะเคยเป็นไข้เลือดออก หมดไปเกือบสามหมื่น
ข้อนี้เราพ่วงไปกับประกันในข้อ2 ซึ่งได้ค่ารักษาพยาบาลคืนละ 3พันค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คือปัจจุบันเราได้เงินเดือนที่หักภาษีแล้วเหลือ 17k
จ่ายเป็นค่าหอ ค่าน้ำ ค่าไฟ 5k
ส่งหุ้นสหกรณ์ 1k
ประกันชีวิต 4k
ให้แม่ 1k
ก่อนหน้านี้ก็จะเหลือเดือนละ 6k
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยังไม่รู้ซึ้งถึงสิ่งที่แฟนบ่น เพราะ 6k นี่ เราอยู่ได้สบายๆ
จนกระทั่งมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในการผ่อน DSLR เพิ่มมาเดือนละ 3k
(แฟนหลอกว่าถ้ามีกล้องคนละตัวจะพาไปเที่ยว อุตส่าห์ไปทำบัตรมาให้เรารูดไปก่อน
นี่ผ่อนมาครึ่งทางแล้ว ยังไม่ได้ไปไหนด้วยกันสักที รู้แบบนี้แย่งเขาใช้ต่อไปดีกว่า)
ที่เหลือเป็นค่ากิน 3k ซึ่งไม่พอแน่ๆสำหรับชีวิตในกรุงเทพ (ส่วนนี้รวมค่ารถกลับต่างจังหวัดด้วย)
ก็ยืมแฟนใช้ไปก่อน พอเริ่มยืมก็เริ่มโดนบ่นว่าเก็บมากไป เห็นไหม สุดท้ายไม่พอใช้ก็ต้องมายืม
และปัญหาคือ เราไม่มีเงินใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดเลย ถ้ายังส่งทุกอย่างอยู่แบบนี้โดนเงินเดือนไม่ขึ้น
ซึ่งมาซึ้งถึงปัญหาก็ตอนผู้ใหญ่ถามเรื่องแต่งงานนี่ล่ะค่ะ ไม่ได้เก็บเงินเผื่อเลย เศร้า T^T
เพิ่มเติม เรื่องกล้องนะคะ
คือก่อนหน้านี้แฟนเขาอยากจะรับจ้างถ่ายรูปมานานแล้ว แต่เรางี่เง่า ไม่เข้าใจค่ะ หาว่าจะไปดูสาวๆ
กลายเป็นว่าจะรับงานก็กลัวจะมีปัญหากับเรา กล้องก็ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ นับวันก็ยิ่งตกรุ่นไป
เขาเลยมาสอนเราใช้ และส่งไปเรียนคอร์สเวิร์คช็อปสำหรับถ่ายพอร์ตเทรดโดยเฉพาะ
ให้เห็นว่าที่จริงแล้วสังคมตากล้องเขาเป็นอย่างไร จนเราก็เริ่มรู้สึกว่าชอบด้วยเหมือนกัน
แล้วก็เอาเรื่องเที่ยวมาทำให้เรายิ่งอยากได้ พอได้มาจริงๆแล้วก็ได้แค่ไปแคนดิตตอนเขารับงาน
กลายเป็นว่าเราเป็นคนติดต่อกับลูกค้า โดยมีเขาเป็นตากล้องหลัก แล้วเราเป็นผู้ช่วยน่ะค่ะ รับกันเองบ้าง ตามคนอื่นไปบ้าง
แต่เรื่องเลนส์นี่ ของเขาหมดนะคะ ซึ่งส่วนของเขาทุกอย่างคือหยอดกระปุกซื้อค่ะ เพราะวินัยการเงินเขาดีกว่ามาก
บัตรของเขาทำให้เราซื้อกล้องโดยเฉพาะ แล้วเก็บนิ่ง ไม่ได้รูดอะไรต่อเลยค่ะ
โดนแฟนบ่นว่าเราวางแผนอนาคตมากไปไหม คือมันมากเกินไปจริงๆหรอคะ?
ตั้งแต่เด็กจนโตก็จะขยันหางานพิเศษทำระหว่างเรียน
หรือไม่ก็ขายของเล็กๆน้อยๆ เรียกว่าหารายได้พิเศษมาโดยตลอด
แต่หาได้เท่าไหร่ก็ใช้หมดค่ะ ไม่เคยเหลือติดบัญชีได้นาน ก้อนล่าสุดก็เอาไปซื้อฟีโน่มือสองตอนจบตรีใหม่ๆ
เอาเป็นว่าตอนนี้ทำงานมาปีครึ่งแล้ว แต่เงินหมดบัญชีได้ทุกเดือน เพราะเรามีความคิดว่า
ในเมื่อเราเป็นคนแบบนี้ ทางเดียวที่จะไม่ลำบากในอนาคต คือต้องเก็บด้วยวิธี "ใช้ให้หมด"
ทุกวันนี้เก็บเงินโดยเป้าหมาย 2 ประการ
1) เก็บไว้ใช้ฉุกเฉินช่วงเปลี่ยนงาน เพราะถ้าทำที่เดิมก็ไม่มีทางโต เงินน้อย ความมั่นคงไม่มี ทำธุรกรรมใดๆไม่ได้ ไม่ว่าเครดิตหรือไฟแนนซ์
ข้อนี้เราเลือกเก็บด้วยหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ของที่ทำงาน ซึ่งจะถอนหุ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ตั้งใจจะถอนตอนลาออกทีเดียว
2) เก็บระยะยาว เพื่อเอาไว้เป็นค่าแปะเจี๊ยะ ลูกตอนเข้าโรงเรียน
ข้อนี้เราเลือกส่งประกันระยะยาว รอครบ 10 ปีจะได้คือ 2แสนเศษ
3) เก็บเป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะเคยเป็นไข้เลือดออก หมดไปเกือบสามหมื่น
ข้อนี้เราพ่วงไปกับประกันในข้อ2 ซึ่งได้ค่ารักษาพยาบาลคืนละ 3พันค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และปัญหาคือ เราไม่มีเงินใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดเลย ถ้ายังส่งทุกอย่างอยู่แบบนี้โดนเงินเดือนไม่ขึ้น
ซึ่งมาซึ้งถึงปัญหาก็ตอนผู้ใหญ่ถามเรื่องแต่งงานนี่ล่ะค่ะ ไม่ได้เก็บเงินเผื่อเลย เศร้า T^T
เพิ่มเติม เรื่องกล้องนะคะ
คือก่อนหน้านี้แฟนเขาอยากจะรับจ้างถ่ายรูปมานานแล้ว แต่เรางี่เง่า ไม่เข้าใจค่ะ หาว่าจะไปดูสาวๆ
กลายเป็นว่าจะรับงานก็กลัวจะมีปัญหากับเรา กล้องก็ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ นับวันก็ยิ่งตกรุ่นไป
เขาเลยมาสอนเราใช้ และส่งไปเรียนคอร์สเวิร์คช็อปสำหรับถ่ายพอร์ตเทรดโดยเฉพาะ
ให้เห็นว่าที่จริงแล้วสังคมตากล้องเขาเป็นอย่างไร จนเราก็เริ่มรู้สึกว่าชอบด้วยเหมือนกัน
แล้วก็เอาเรื่องเที่ยวมาทำให้เรายิ่งอยากได้ พอได้มาจริงๆแล้วก็ได้แค่ไปแคนดิตตอนเขารับงาน
กลายเป็นว่าเราเป็นคนติดต่อกับลูกค้า โดยมีเขาเป็นตากล้องหลัก แล้วเราเป็นผู้ช่วยน่ะค่ะ รับกันเองบ้าง ตามคนอื่นไปบ้าง
แต่เรื่องเลนส์นี่ ของเขาหมดนะคะ ซึ่งส่วนของเขาทุกอย่างคือหยอดกระปุกซื้อค่ะ เพราะวินัยการเงินเขาดีกว่ามาก
บัตรของเขาทำให้เราซื้อกล้องโดยเฉพาะ แล้วเก็บนิ่ง ไม่ได้รูดอะไรต่อเลยค่ะ