( ข้อจำกัดด้านข้อความ ข่าวที่เหลือ UP ผ่าน ช่องทางอื่นแทนครับ )
1.... กทค.ชี้ DTAC ผิดจริง!!คิดค่าโทรเกินนาทีละ 0.99 บาท (สั่งคืนเงินส่วนเกินพร้อมดอกเบี้ย) กสทช.ประวิทย์ เสียดายไร้มติทั่วไป
2.... AIS ประกาศขออภัยเป็นอย่างสูง!!ระบบ Premier League ล้มผู้ชมผ่านระบบนี้จำนวนมากกว่า 2 แสนราย (รับรองสป.หน้าใช้งานได้ปกติ)
3.... คนไทยเดินทางไปสหรัฐ!! ถูกจับนาน6เดือนในขณะโหลด YOUTUBE โหลดเก็บ กลางสนามบิน!! ถูกเรียกค่าประกันประมาณ 1 ล้านบาท
_______________________________________
(เพิ่มเติม)
1.... (เกาะติดประมูลDigital TV) กสท. อนุมัติ เลื่อนการประมูล ช้าสุดไม่เกิน ม.ค.57 ออกอากาศได้ช่วงก.พ. - มี.ค. 57 (เหตุติดปัญหาราคาค่าเช่าโครงข่าย)
2.... (บทความ) เหลียวหลังแลหน้า จากทีวีเสรี ถึงช่องข่าวทีวีดิจิตอล // สิ่งที่น่าเป็นห่วงกับการประมูลช่องข่าววัดกันที่เม็ดเงินเป็นหลัก มาตรา48จะตรวจสอบได้หรือ
3.... (เกาะติดประมูล4G) กสทช.เศรษฐพงค์ ชี้เห็นใจสหภาพรัฐวิสาหกิจ (มั่นใจทำตามรัฐธรรมนูญจริงๆ) ชี้ กสทช. ยังไม่เคยเห็นชอบการโอนย้ายเลขหมายครั้งละมากๆ
19 สิงหาคม 2556 (เกาะติดประมูล4G) กสทช.เศรษฐพงค์ ชี้เห็นใจสหภาพรัฐวิสาหกิจ (มั่นใจทำตามรัฐธรรมนูญจริงๆ) ชี้ กสทช. ยังไม่เคยเห็นชอบการโอนย้ายเลขหมายครั้งละมากๆ
ประเด็นหลัก
ทั้งนี้ ยืนยันว่า กสทช.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนตัวเห็นใจสหภาพฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่จะต้องช่วยกันให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเรียบร้อย ดังนั้น ในบทบาทของผู้กำกับดูแลได้มองเห็นถึงประโยชน์ของรัฐและการคุ้มครองสิทธิของคู่สัญญาสัมปทานตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น เรื่อง อินฟราแชร์ริ่ง ถือเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เพราะอนาคตทุกค่ายสามารถมีโครงข่ายของตนเอง และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ขอใช้ได้ ซึ่งจะลดต้นทุนทำให้ค่าบริการถูกลงด้วย
“เรื่องการโอนย้ายก่อนสัมปทานสิ้นสุด มีการเคลื่อนไหวให้ กสทช.เข้าไปผลักดันเร่งให้โอนย้ายคราวละมาก ๆ กสทช.ก็ไม่ได้เห็นตามโดยทำอยู่ในกรอบไม่ให้กระทบต่อสิทธิของคู่สัญญาสัมปทานและประโยชน์ของรัฐ จึงยืนยันว่าดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งหน้าที่ กสทช.จะต้องเป็นกลาง คำนึงถึงประโยชน์ 3 ฝ่าย คือ ประชาชน รัฐ และผู้ประกอบการ โดยประโยชน์สูงสุดของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก” พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว.
http://www.dailynews.co.th/technology/226883
______________________________________
19 สิงหาคม 2556 (บทความ) เหลียวหลังแลหน้า จากทีวีเสรี ถึงช่องข่าวทีวีดิจิตอล // สิ่งที่น่าเป็นห่วงกับการประมูลช่องข่าววัดกันที่เม็ดเงินเป็นหลัก มาตรา48จะตรวจสอบได้หรือ
ประเด็นหลัก
แต่สำหรับช่องข่าว แม้มองผิวเผินอาจจะไม่ได้ทำเงินเป็นกอบเป็นกำเมื่อเทียบกับช่องวาไรตี้ แต่จุดขายคือ “ความน่าเชื่อถือ” ที่สามารถสั่งสมบารมีขึ้นมาได้ แม้จะมีคนแย้งว่าเดี๋ยวนี้สารพันเรื่องราวถูกสร้างขึ้น กดแชร์ ส่งต่อจากสังคม จะเป็นนายทวารข่าวสาร (Goalkeeper) เหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แต่ความเป็นสื่อมันสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบแทนคนดูว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่แชร์ต่อๆ กันมามันจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่
แล้วทุกวันนี้สถานีข่าวผ่านดาวเทียมผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด บรรดาฟรีทีวีต่างปรับเปลี่ยนรายการข่าวเพื่อเรียกผู้ชม จากเดิมที่ข่าวประจำวัน มีข่าวอะไรมาก็เสนอไปงั้นๆ ก็หันมาเจาะเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจ มันสะท้อนให้เห็นว่า แม้รายการข่าวมองผิวเผินดูเป็นเรื่องน่าเบื่อเพราะเข้าใจยาก แต่หากตีโจทย์ให้แตกว่าคนดูต้องการดูข่าวแบบไหน ข่าวอะไรที่คิดว่าสำคัญและนำไปบอกต่อแบบปากต่อปากได้ ก็ทำให้ข่าวมีคุณค่าและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
ทีนี้ เมื่อ กสทช. ออกกฎเหล็กขึ้นมาว่า บริษัทที่ประมูลช่องข่าวห้ามประมูลช่องเอชดี ผู้เข้าร่วมประมูลก็มีอยู่สอง-สามตัวเลือก คือ ประมูลช่องวาไรตี้แล้วเพิ่มคอนเทนต์ข่าวในสัดส่วนรายการลงไป แบบเดียวกับมติชนทีวีผลิตรายการข่าวให้เวิร์คพอยท์ทีวี หรือจะใช้บริษัทนอมินีประมูล (ซึ่งสุ่มเสี่ยงขัดต่อประกาศของ กสทช. เว้นเสียแต่ กสทช.ยอมหลับตาข้างเดียว) หรือไม่เช่นนั้นก็ไปร่วมผลิตรายการกับผู้ได้รับใบอนุญาตช่องข่าว ซึ่งอย่างหลังเป็นไปได้ยาก
แต่ก่อนอื่น แม้การประมูลช่องข่าวในทีวีดิจิตอลเที่ยวนี้ นายทุนทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ต่างรอลุ้นที่จะได้ใบอนุญาตไปครอง ทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์ที่ภาพรวมอยู่ในสภาพทรงตัว หรือทดแทนทีวีดาวเทียมที่เข้าถึงจำกัด แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การทำช่องข่าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะมีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ “ไอทีวี” ทีวีเสรี ซึ่งประชาชนเคยเรียกร้องกันมา แต่ก็ต้องปิดฉากลงเพราะอำนาจทุนที่ผิดเพี้ยน
จากบทเรียนความล่มสลายของทีวีเสรี กสทช. ก็นำมาอ้างเป็นหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิตอลเที่ยวนี้ โดยปรับสัดส่วนเนื้อหาสาระรายการข่าวเป็นร้อยละ 50 เพื่อให้ช่องข่าวอยู่ได้ในทางธุรกิจ แล้วหันมาให้ส่วนลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีที่จ่าย 2% ต่อปี ถ้าต้องการทำรายการมากกว่าที่กำหนด และพบว่าการประมูลช่องข่าวเริ่มต้นที่ 220 ล้านบาท และเพิ่มราคาครั้งละ 2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไอทีวีที่ต้องจ่ายค่าสัมปทานตกปีละ 1,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าเป็นห่วงกับการประมูลช่องข่าวในทีวีดิจิตอลเที่ยวนี้ คือเรื่องของการประมูลทีวีดิจิตอลซึ่งวัดกันที่เม็ดเงินเป็นหลัก มากกว่าที่จะพิจารณาถึงการนำเสนอเนื้อหา และคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล แม้จะมีกฎเกณฑ์ที่ป้องกันการเป็นนอมินี รวมทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 48 ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ในทางปฏิบัติจะเชื่อใจได้อย่างไร?
โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้บริหารสื่อ กับนักการเมืองหรือขั้วทางการเมือง ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ชิน คอร์ปอเรชั่น เจ้าของธุรกิจสื่อสารและดาวเทียมไทยคม หลังจากที่เคยทำไอทีวีเจ๊งมาก่อน คราวนี้จะประมูลหมดทั้ง 4 ช่อง ทั้งรายการเด็ก ช่องข่าว ช่องวาไรตี้ และช่องเอชดี แต่เดชะบุญเมื่อ กสทช.ได้กำหนดไม่ให้ประมูลช่องเอชดี กับช่องข่าวพร้อมกัน ผมคาดว่าชินคอร์ปฯ อาจจะตัดช่องข่าวออกก็ได้
โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่มีนายทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อาจจะใช้อำนาจผู้ถือหุ้นแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อ รวมทั้งการที่สื่อมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองในแวดวงสังคม แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนในด้านนิตินัย แต่ก็อาจจะเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงหรือการเลือกปฏิบัติในการทำหน้าที่สื่อได้ โดยเฉพาะการแสวงหาผลประโยชน์จากนักการเมืองลับหลัง เช่น การป้อนโฆษณาภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แลกกับการนำเสนอข่าวเอาใจนักการเมืองหรือผู้ที่มีอำนาจ
สิ่งที่ผมกลัวหากการประมูลทีวีดิจิตอลผ่านพ้นไป แล้วเรากลับได้ช่องข่าวทีวีดิจิตอลที่มาจากนายทุนที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครที่มีทุนมากกว่า กล้าได้กล้าเสียมากกว่า ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ครอบครองคลื่นความถี่มากกว่า ตามคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดครองสื่อผู้นั้นครองโลก” ผมคงไม่อยากนึกสภาพเวลาเปิดหน้าจอทีวีแล้วช่องข่าวแต่ละช่องเลือกที่จะเสนอข่าวรับใช้นายทุนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ชินคอร์ปฯ เข้ามาถือหุ้นไอทีวีแล้วแทรกแซงจนทีวีเสรีแทบไม่มีหลงเหลือ
จากบทเรียนทีวีเสรีที่ล่มสลาย ถึงทีวีดิจิตอลช่องข่าวที่ไร้ทิศทางเช่นนี้ อาจจะสายเกินไปที่จะเรียกร้องให้ กสทช. ทบทวนการประมูลทีวีดิจิตอลประเภทช่องข่าว โดยพิจารณาถึงเนื้อหาสาระควบคู่ไปกับการประมูล หากแต่สิ่งที่ กสทช. และเจ้าของช่องข่าวที่ได้รับใบอนุญาตอาจจะต้องเจอก็คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนในฐานะผู้ชม โดยเฉพาะในยามวิกฤต จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ช่องข่าวช่องไหนจะรับใช้ประชาชน หรือรับใช้ทางการเมืองและนายทุนเจ้าของสื่อกันแน่
ไม่อยากจะคาดหวังให้ผู้เข้าร่วมประมูลมีจิตสำนึกในการเป็นสถานีข่าวและสาระ รับใช้คนดู รับใช้สังคมด้วยความซื่อสัตย์ โดยเฉพาะการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลไปถึงอำนาจรัฐ การเปิดพื้นที่กลางควบคู่ไปกับการกลั่นกรองให้สังคมได้เห็นอย่างรอบด้าน เพราะทุกวันนี้เปิดดูข่าวทีวีช่องไหน สื่อต้องการเพียงแค่ข่าวที่ “ขายได้” นำมาขยายความให้สนุก ตื่นเต้น มากกว่าที่จะให้ปัญญา ไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบประชาชน สังคม และประเทศชาติอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อถึงคราวประมูลทีวีดิจิตอล โดยเฉพาะช่องข่าว 7 ช่อง สิ่งที่ผมรู้สึกตื่นเต้นก็คงมีเพียงแค่อยากรู้ว่าใครจะได้ใบอนุญาตไปครอง หลังจากนั้นก็คงต้องปล่อยให้สื่อได้ทำหน้าที่อยู่กับดรามาในชีวิตประจำวันไปตามยถากรรม พร้อมกับการล่มสลายของการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ด้วยข้ออ้างตามรัฐธรรมนูญที่ว่าให้เกิดประโยชน์สาธารณะ แต่ถึงวันนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้จริง
เพียงเพราะคลื่นความถี่เหล่านี้ เป็นของนายทุนเพียงไม่กี่กลุ่มในสังคมไทยเท่านั้นเอง
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9560000103048&Keyword=%a1%ca%b7
______________________________________
19 สิงหาคม 2556 (เกาะติดประมูลDigital TV) กสท. อนุมัติ เลื่อนการประมูล ช้าสุดไม่เกิน ม.ค.57 ออกอากาศได้ช่วงก.พ. - มี.ค. 57 (เหตุติดปัญหาราคาค่าเช่าโครงข่าย)
ประเด็นหลัก
ที่ประชุม กสท. อนุมัติ หนังสือเชิญชวนประมูลทีวีดิจิทัล 27 ส.ค. นี้ พร้อมวางกรอบเคาะประมูลช้าสุดไม่เกิน ม.ค.57 ออกอากาศได้ช่วงก.พ. - มี.ค. 57 เร่งประกาศราคาค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล เดือนก.ย.56
วันนี้(19ส.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง (กสท.)เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสท.พิจารณาหนังสือเชิญชวน และสรุปข้อสนเทศ การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล และประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ
ประธาน กสท.กล่าวต่อว่า สำหรับระยะเวลาประมูลทีวีดิจิตอล คาดว่าเร็วสุดจะอยู่ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2556 และช้าสุดต้นเดือน ม.ค. 2557 และประกาศผลภายใน 15 วัน หลังประมูลเสร็จ และต้ออออนเแอร์ทีวีดิจิตอลภายใน 30 วัน หลังได้รับใบอนุญาต หรือต้องออกอากาศภายใน 45 วัน หลังชนะการประมูล หรือประมาณเดือน มี.ค. 2557 ส่วนราคาโครงข่ายฯ คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือน ก.ย.นี้ ส่วนการณีการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณ หรือ Set Top Box นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาว่าจะให้บริษัทใดเป็นผู้จัดจำหน่าย
ประธาน กสท. กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลทุกราย ไม่จำเป็นต้องออกอากาศครบ 24 ชั่วโมง เพราะการเริ่มต้นในเดือนแรก อาจออกแค่ครึ่งเดือน หรือ 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือออกอากาศซ้ำ (รีรัน) ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ชนะการประมูลต้องรีบออกอากาศ เพราะถือเป็นการดำเนินธุรกิจ หากช้าผู้ประกอบการจะเสียโอกาส นอกจากนี้ ยังอนุมัติใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง จำนวน 37 สถานี แบ่งเป็น ประเภท บริการธุรกิจ 27 สถานี สาธารณะ 7 สถานี และชุมชน 3 สถานี รวมที่ให้ใบอนุญาตไปแล้วทั้งสิ้น 2,524 สถานี และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ห้องปฏิบัติการทดสอบการทดสอบมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง สำหรับการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงกับ 31 องค์กร อาทิ ทีโอที เนคเทค โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
http://m.thairath.co.th/content/tech/364426
http://www.dailynews.co.th/technology/227162
______________________________________
สรุป!! โทรคมนาคมและการสือสาร (เพิ่มเติม) ประจำวัน 18/08/2556
1.... กทค.ชี้ DTAC ผิดจริง!!คิดค่าโทรเกินนาทีละ 0.99 บาท (สั่งคืนเงินส่วนเกินพร้อมดอกเบี้ย) กสทช.ประวิทย์ เสียดายไร้มติทั่วไป
2.... AIS ประกาศขออภัยเป็นอย่างสูง!!ระบบ Premier League ล้มผู้ชมผ่านระบบนี้จำนวนมากกว่า 2 แสนราย (รับรองสป.หน้าใช้งานได้ปกติ)
3.... คนไทยเดินทางไปสหรัฐ!! ถูกจับนาน6เดือนในขณะโหลด YOUTUBE โหลดเก็บ กลางสนามบิน!! ถูกเรียกค่าประกันประมาณ 1 ล้านบาท
_______________________________________
(เพิ่มเติม)
1.... (เกาะติดประมูลDigital TV) กสท. อนุมัติ เลื่อนการประมูล ช้าสุดไม่เกิน ม.ค.57 ออกอากาศได้ช่วงก.พ. - มี.ค. 57 (เหตุติดปัญหาราคาค่าเช่าโครงข่าย)
2.... (บทความ) เหลียวหลังแลหน้า จากทีวีเสรี ถึงช่องข่าวทีวีดิจิตอล // สิ่งที่น่าเป็นห่วงกับการประมูลช่องข่าววัดกันที่เม็ดเงินเป็นหลัก มาตรา48จะตรวจสอบได้หรือ
3.... (เกาะติดประมูล4G) กสทช.เศรษฐพงค์ ชี้เห็นใจสหภาพรัฐวิสาหกิจ (มั่นใจทำตามรัฐธรรมนูญจริงๆ) ชี้ กสทช. ยังไม่เคยเห็นชอบการโอนย้ายเลขหมายครั้งละมากๆ
19 สิงหาคม 2556 (เกาะติดประมูล4G) กสทช.เศรษฐพงค์ ชี้เห็นใจสหภาพรัฐวิสาหกิจ (มั่นใจทำตามรัฐธรรมนูญจริงๆ) ชี้ กสทช. ยังไม่เคยเห็นชอบการโอนย้ายเลขหมายครั้งละมากๆ
ประเด็นหลัก
ทั้งนี้ ยืนยันว่า กสทช.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนตัวเห็นใจสหภาพฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่จะต้องช่วยกันให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเรียบร้อย ดังนั้น ในบทบาทของผู้กำกับดูแลได้มองเห็นถึงประโยชน์ของรัฐและการคุ้มครองสิทธิของคู่สัญญาสัมปทานตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น เรื่อง อินฟราแชร์ริ่ง ถือเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เพราะอนาคตทุกค่ายสามารถมีโครงข่ายของตนเอง และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ขอใช้ได้ ซึ่งจะลดต้นทุนทำให้ค่าบริการถูกลงด้วย
“เรื่องการโอนย้ายก่อนสัมปทานสิ้นสุด มีการเคลื่อนไหวให้ กสทช.เข้าไปผลักดันเร่งให้โอนย้ายคราวละมาก ๆ กสทช.ก็ไม่ได้เห็นตามโดยทำอยู่ในกรอบไม่ให้กระทบต่อสิทธิของคู่สัญญาสัมปทานและประโยชน์ของรัฐ จึงยืนยันว่าดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งหน้าที่ กสทช.จะต้องเป็นกลาง คำนึงถึงประโยชน์ 3 ฝ่าย คือ ประชาชน รัฐ และผู้ประกอบการ โดยประโยชน์สูงสุดของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก” พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว.
http://www.dailynews.co.th/technology/226883
______________________________________
19 สิงหาคม 2556 (บทความ) เหลียวหลังแลหน้า จากทีวีเสรี ถึงช่องข่าวทีวีดิจิตอล // สิ่งที่น่าเป็นห่วงกับการประมูลช่องข่าววัดกันที่เม็ดเงินเป็นหลัก มาตรา48จะตรวจสอบได้หรือ
ประเด็นหลัก
แต่สำหรับช่องข่าว แม้มองผิวเผินอาจจะไม่ได้ทำเงินเป็นกอบเป็นกำเมื่อเทียบกับช่องวาไรตี้ แต่จุดขายคือ “ความน่าเชื่อถือ” ที่สามารถสั่งสมบารมีขึ้นมาได้ แม้จะมีคนแย้งว่าเดี๋ยวนี้สารพันเรื่องราวถูกสร้างขึ้น กดแชร์ ส่งต่อจากสังคม จะเป็นนายทวารข่าวสาร (Goalkeeper) เหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แต่ความเป็นสื่อมันสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบแทนคนดูว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่แชร์ต่อๆ กันมามันจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่
แล้วทุกวันนี้สถานีข่าวผ่านดาวเทียมผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด บรรดาฟรีทีวีต่างปรับเปลี่ยนรายการข่าวเพื่อเรียกผู้ชม จากเดิมที่ข่าวประจำวัน มีข่าวอะไรมาก็เสนอไปงั้นๆ ก็หันมาเจาะเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจ มันสะท้อนให้เห็นว่า แม้รายการข่าวมองผิวเผินดูเป็นเรื่องน่าเบื่อเพราะเข้าใจยาก แต่หากตีโจทย์ให้แตกว่าคนดูต้องการดูข่าวแบบไหน ข่าวอะไรที่คิดว่าสำคัญและนำไปบอกต่อแบบปากต่อปากได้ ก็ทำให้ข่าวมีคุณค่าและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
ทีนี้ เมื่อ กสทช. ออกกฎเหล็กขึ้นมาว่า บริษัทที่ประมูลช่องข่าวห้ามประมูลช่องเอชดี ผู้เข้าร่วมประมูลก็มีอยู่สอง-สามตัวเลือก คือ ประมูลช่องวาไรตี้แล้วเพิ่มคอนเทนต์ข่าวในสัดส่วนรายการลงไป แบบเดียวกับมติชนทีวีผลิตรายการข่าวให้เวิร์คพอยท์ทีวี หรือจะใช้บริษัทนอมินีประมูล (ซึ่งสุ่มเสี่ยงขัดต่อประกาศของ กสทช. เว้นเสียแต่ กสทช.ยอมหลับตาข้างเดียว) หรือไม่เช่นนั้นก็ไปร่วมผลิตรายการกับผู้ได้รับใบอนุญาตช่องข่าว ซึ่งอย่างหลังเป็นไปได้ยาก
แต่ก่อนอื่น แม้การประมูลช่องข่าวในทีวีดิจิตอลเที่ยวนี้ นายทุนทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ต่างรอลุ้นที่จะได้ใบอนุญาตไปครอง ทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์ที่ภาพรวมอยู่ในสภาพทรงตัว หรือทดแทนทีวีดาวเทียมที่เข้าถึงจำกัด แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การทำช่องข่าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะมีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ “ไอทีวี” ทีวีเสรี ซึ่งประชาชนเคยเรียกร้องกันมา แต่ก็ต้องปิดฉากลงเพราะอำนาจทุนที่ผิดเพี้ยน
จากบทเรียนความล่มสลายของทีวีเสรี กสทช. ก็นำมาอ้างเป็นหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิตอลเที่ยวนี้ โดยปรับสัดส่วนเนื้อหาสาระรายการข่าวเป็นร้อยละ 50 เพื่อให้ช่องข่าวอยู่ได้ในทางธุรกิจ แล้วหันมาให้ส่วนลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีที่จ่าย 2% ต่อปี ถ้าต้องการทำรายการมากกว่าที่กำหนด และพบว่าการประมูลช่องข่าวเริ่มต้นที่ 220 ล้านบาท และเพิ่มราคาครั้งละ 2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไอทีวีที่ต้องจ่ายค่าสัมปทานตกปีละ 1,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าเป็นห่วงกับการประมูลช่องข่าวในทีวีดิจิตอลเที่ยวนี้ คือเรื่องของการประมูลทีวีดิจิตอลซึ่งวัดกันที่เม็ดเงินเป็นหลัก มากกว่าที่จะพิจารณาถึงการนำเสนอเนื้อหา และคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล แม้จะมีกฎเกณฑ์ที่ป้องกันการเป็นนอมินี รวมทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 48 ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ในทางปฏิบัติจะเชื่อใจได้อย่างไร?
โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล ซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้บริหารสื่อ กับนักการเมืองหรือขั้วทางการเมือง ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ชิน คอร์ปอเรชั่น เจ้าของธุรกิจสื่อสารและดาวเทียมไทยคม หลังจากที่เคยทำไอทีวีเจ๊งมาก่อน คราวนี้จะประมูลหมดทั้ง 4 ช่อง ทั้งรายการเด็ก ช่องข่าว ช่องวาไรตี้ และช่องเอชดี แต่เดชะบุญเมื่อ กสทช.ได้กำหนดไม่ให้ประมูลช่องเอชดี กับช่องข่าวพร้อมกัน ผมคาดว่าชินคอร์ปฯ อาจจะตัดช่องข่าวออกก็ได้
โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่มีนายทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อาจจะใช้อำนาจผู้ถือหุ้นแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อ รวมทั้งการที่สื่อมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองในแวดวงสังคม แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนในด้านนิตินัย แต่ก็อาจจะเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงหรือการเลือกปฏิบัติในการทำหน้าที่สื่อได้ โดยเฉพาะการแสวงหาผลประโยชน์จากนักการเมืองลับหลัง เช่น การป้อนโฆษณาภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แลกกับการนำเสนอข่าวเอาใจนักการเมืองหรือผู้ที่มีอำนาจ
สิ่งที่ผมกลัวหากการประมูลทีวีดิจิตอลผ่านพ้นไป แล้วเรากลับได้ช่องข่าวทีวีดิจิตอลที่มาจากนายทุนที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครที่มีทุนมากกว่า กล้าได้กล้าเสียมากกว่า ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ครอบครองคลื่นความถี่มากกว่า ตามคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดครองสื่อผู้นั้นครองโลก” ผมคงไม่อยากนึกสภาพเวลาเปิดหน้าจอทีวีแล้วช่องข่าวแต่ละช่องเลือกที่จะเสนอข่าวรับใช้นายทุนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ชินคอร์ปฯ เข้ามาถือหุ้นไอทีวีแล้วแทรกแซงจนทีวีเสรีแทบไม่มีหลงเหลือ
จากบทเรียนทีวีเสรีที่ล่มสลาย ถึงทีวีดิจิตอลช่องข่าวที่ไร้ทิศทางเช่นนี้ อาจจะสายเกินไปที่จะเรียกร้องให้ กสทช. ทบทวนการประมูลทีวีดิจิตอลประเภทช่องข่าว โดยพิจารณาถึงเนื้อหาสาระควบคู่ไปกับการประมูล หากแต่สิ่งที่ กสทช. และเจ้าของช่องข่าวที่ได้รับใบอนุญาตอาจจะต้องเจอก็คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนในฐานะผู้ชม โดยเฉพาะในยามวิกฤต จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ช่องข่าวช่องไหนจะรับใช้ประชาชน หรือรับใช้ทางการเมืองและนายทุนเจ้าของสื่อกันแน่
ไม่อยากจะคาดหวังให้ผู้เข้าร่วมประมูลมีจิตสำนึกในการเป็นสถานีข่าวและสาระ รับใช้คนดู รับใช้สังคมด้วยความซื่อสัตย์ โดยเฉพาะการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลไปถึงอำนาจรัฐ การเปิดพื้นที่กลางควบคู่ไปกับการกลั่นกรองให้สังคมได้เห็นอย่างรอบด้าน เพราะทุกวันนี้เปิดดูข่าวทีวีช่องไหน สื่อต้องการเพียงแค่ข่าวที่ “ขายได้” นำมาขยายความให้สนุก ตื่นเต้น มากกว่าที่จะให้ปัญญา ไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบประชาชน สังคม และประเทศชาติอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อถึงคราวประมูลทีวีดิจิตอล โดยเฉพาะช่องข่าว 7 ช่อง สิ่งที่ผมรู้สึกตื่นเต้นก็คงมีเพียงแค่อยากรู้ว่าใครจะได้ใบอนุญาตไปครอง หลังจากนั้นก็คงต้องปล่อยให้สื่อได้ทำหน้าที่อยู่กับดรามาในชีวิตประจำวันไปตามยถากรรม พร้อมกับการล่มสลายของการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ด้วยข้ออ้างตามรัฐธรรมนูญที่ว่าให้เกิดประโยชน์สาธารณะ แต่ถึงวันนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้จริง
เพียงเพราะคลื่นความถี่เหล่านี้ เป็นของนายทุนเพียงไม่กี่กลุ่มในสังคมไทยเท่านั้นเอง
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9560000103048&Keyword=%a1%ca%b7
______________________________________
19 สิงหาคม 2556 (เกาะติดประมูลDigital TV) กสท. อนุมัติ เลื่อนการประมูล ช้าสุดไม่เกิน ม.ค.57 ออกอากาศได้ช่วงก.พ. - มี.ค. 57 (เหตุติดปัญหาราคาค่าเช่าโครงข่าย)
ประเด็นหลัก
ที่ประชุม กสท. อนุมัติ หนังสือเชิญชวนประมูลทีวีดิจิทัล 27 ส.ค. นี้ พร้อมวางกรอบเคาะประมูลช้าสุดไม่เกิน ม.ค.57 ออกอากาศได้ช่วงก.พ. - มี.ค. 57 เร่งประกาศราคาค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล เดือนก.ย.56
วันนี้(19ส.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง (กสท.)เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสท.พิจารณาหนังสือเชิญชวน และสรุปข้อสนเทศ การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล และประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ
ประธาน กสท.กล่าวต่อว่า สำหรับระยะเวลาประมูลทีวีดิจิตอล คาดว่าเร็วสุดจะอยู่ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2556 และช้าสุดต้นเดือน ม.ค. 2557 และประกาศผลภายใน 15 วัน หลังประมูลเสร็จ และต้ออออนเแอร์ทีวีดิจิตอลภายใน 30 วัน หลังได้รับใบอนุญาต หรือต้องออกอากาศภายใน 45 วัน หลังชนะการประมูล หรือประมาณเดือน มี.ค. 2557 ส่วนราคาโครงข่ายฯ คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือน ก.ย.นี้ ส่วนการณีการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณ หรือ Set Top Box นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาว่าจะให้บริษัทใดเป็นผู้จัดจำหน่าย
ประธาน กสท. กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลทุกราย ไม่จำเป็นต้องออกอากาศครบ 24 ชั่วโมง เพราะการเริ่มต้นในเดือนแรก อาจออกแค่ครึ่งเดือน หรือ 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือออกอากาศซ้ำ (รีรัน) ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ชนะการประมูลต้องรีบออกอากาศ เพราะถือเป็นการดำเนินธุรกิจ หากช้าผู้ประกอบการจะเสียโอกาส นอกจากนี้ ยังอนุมัติใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง จำนวน 37 สถานี แบ่งเป็น ประเภท บริการธุรกิจ 27 สถานี สาธารณะ 7 สถานี และชุมชน 3 สถานี รวมที่ให้ใบอนุญาตไปแล้วทั้งสิ้น 2,524 สถานี และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ห้องปฏิบัติการทดสอบการทดสอบมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง สำหรับการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงกับ 31 องค์กร อาทิ ทีโอที เนคเทค โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
http://m.thairath.co.th/content/tech/364426
http://www.dailynews.co.th/technology/227162
______________________________________