พ่อ : นิสัย ชอบอิสระ ง่ายๆ ชอบลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ(แล้วแต่โอกาส) ทำงานส่วนตัว ค่อนข้างมีเวลาเลยทีเดียว รักลูก ชอบเล่นกับลูก พร้อมที่จะสอนสั่งเค้าในสิ่งต่างๆของโลกใบนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนทันสมัยมาก เล่นกีฬา คือ แบดฯ บางครั้งก็นำเรื่องกีฬามาปรับใช้กับชีวิต เช่น เรื่องน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย การเลี้ยงลูก อยากให้ลูกเดินไปถูกทาง ……..อะไรที่ดีในตัวเราก็อยากให้เค้าได้ ……..อะไรที่ไม่ดีแต่ตัวเราก็ไม่อยากให้เค้าเป็น แล้วก็………ที่ไม่มีในตัวเราอยากให้เค้ามี (หมายถึงนิสัยนะครับ)
แม่ : นิสัย….(ให้มาพูดเองดีกว่าไหม) มีเวลาคล้ายๆผม คือ งานของผม เค้าไม่ได้รับผิดชอบอะไร วันๆก็ยุ่งกับลูก (แต่ที่พูดยังงี้ ไม่ได้หมายความว่าผมให้เค้ารับผิดชอบลูกทั้งหมดเลยนะครับ ไว้ไปอ่านต่อในชีวิตประจำวันครับ) เค้าจะใช้สมองกับการเลี้ยงลูก จะต้องเตรียมอะไรให้ลูกบ้าง งานโรงเรียน ชีวิตประจำวันของลูก เสื้อผ้า ของใข้ อาหารการกิน ซักผ้า รีดผ้า (มีผู้ช่วยงานบ้าน1คน ซึ่งทำงานไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่ก็ทนใช้กันไป) ดูการบ้านลูกอยากให้ลูกเรียนเก่ง (แต่พ่อแม่ ไม่ได้เก่งนะครับ เรียนก็โรงเรียนวัด มหาลัยก็จบเอกชน ภาษาอังกฤษคุยแล้วฝรั่งงงอ่ะครับ) ด้านการเลี้ยงลูก ส่วนใหญ่ก็จะสอนแบบตรงไปตรงมา แบบว่าจะให้ลูกเก็บของก็คือ พูด(สั่ง)ให้ลูกเก็บของ (พูดๆๆๆ..นับไม้ยมกล่ะกันครับว่ากี่ครั้ง ถ้าไม่เก็บโดน…) ให้ลูกทำการบ้าน ก็...(เหมือนข้างบนเลยครั้ง แต่เปลี่ยนจากคำว่าเก็บของ เป็น ทำการบ้าน) สอนการบ้านก็ อือมมม….สอนเนื้อหา บ่น ด่า สอนเนื้อหา บ่น ด่า (สลับกันไป....ด่า แรงไป เอาเป็นว่าล่ะกัน แต่บางครั้งก็แรงกว่า ว่า นะครับ) เฮ้อ ถึงตรงนี้แล้วก็เหนื่อยเหมือนตีแบดมา 3 เซตติด
ชีวิตประจำวัน : ตื่นเช้ามา 6 โมง (โดยเฉลี่ย แม่เค้าตื่นก่อน ผมตามมา แล้วก็ทำหน้าที่ปลุกลูกๆ) งัด ตะล่อม (ไม่อยากให้เริ่มต้นวันใหม่ ด้วยต้องมีใครร้องไห้ โดยเฉพาะตัวเล็ก) ระหว่างนี้แม่กับผู้ช่วยก็ดูเรื่องอาหารเช้าของเด็กๆ สั่งงานเรียบร้อย แม่ก็มารีดเสื้อให้เด็กๆ ส่วนผมก็อาบน้ำให้ลูกๆ แล้วก็ส่งออกมาให้แม่ หรือผู้ช่วยเช็ดตัว ทั้งหมดนี้ก็ประมาณ6โมง45 ต้องเสร็จ ผมรับหน้าที่พลขับ ส่งเด็กๆเสร็จ ก็พอจะว่างได้(ถอน)หายใจบ้าง จากนั้นก็ทำงานส่วนตัวบ้าง ส่วนรวมบ้าง จากนั้นก็รอเวลารับลูก ราวๆสี่โมงถึงสี่โมงครึ่งแล้วแต่วัน จากนั้นพาตัวโตไปเรียนพิเศษ (คุมอง & แบด แล้วแต่วัน) ตัวเล็กยังไม่ถึงวัยก็จะอยู่กับแม่บ้าง กับครอบครัวยายบ้าง (อยู่ละแวกเรียนพิเศษ) กิจกรรมเสร็จสิ้นประมาณทุ่มนึง จากนั้นก็ให้ตัวโตทบทวนหรือทำการบ้านที่ค้างของโรงเรียน (การบ้านส่วนใหญ่ทำที่โรงเรียนมาแล้ว)
ลูกคนโต : 6ขวบครึ่ง ป.1 ไม่ค่อยพูด หรือ พูดปานกลาง ขี้อายบ้างเล็กน้อย ชอบสนุกสนาน sensitive ไม่ถือว่าดื้อมาก กำลัง่จะดื้อ ครูบอกว่าเริ่มขี้เกียจ คุยเก่ง (โดนจับมานั่งข้างหน้าแล้ว) ลายมือไม่พัฒนา เส้นขีดไม่ตรง แต่ก็ยังทำงานมอบหมายสำเร็จ ได้เป็น chorus โรงเรียน (ไม่รูได้ยังไง ยกมือเองหรือครูเลือกก็ไม่รู้)
ลูกคนเล็ก : 3 ขวบพอดี ซนๆๆ (สามซนพอ) ดื้อๆๆๆ(สามดื้อพอ)ชอบทำตลก บ้างครั้งก็ตลกกลบเกลือน ขึ้กิน คือกินด่ะ (ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นแต่อย่างใด) เลยมีปัญหาพี่กินขนม น้องก็จะไปแย่ง ทั้งๆที่ตัวเองเพิ่งกินของตัวเองหมดไปตะกี้ พี่ก็เลยซัดเข้าให้ น้องก็เบาซะที่ไหน (เรียนเทควันโดที่โรงเรียนมา) เตะซะเฮียร้องให้ก็เคยมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะสู้ไม่ได้ เอาเป็นว่าผลการแข่งขัน(ต่อสู้) ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะครับ แต่พ่อแม่(กรรมการ...ไม่ใข่)หย่าศึกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งก็ลงโทษทั้งคู่ คนแม่ก็จะบอกผมว่า ลงโทษทั้งคู่โทษฐานเป็นพี่น้องแล้วทะเลาะกัน...จากนั้นค่อยสืบว่าใครเป็นสาเหตุโดนอีกทีนึง (ฟังดูดี...แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้อิอิ...ทำไมเหรอครับ ก็มนุษย์อ่ะครับ มันจะตรงได้เหมือนไม้บรรทัดเหรอครับ ไม้บรรทัดบางครั้งวางตรงยังขีดไม่ตรงเลย)
เล่ามาถึงนี้แล้ว...ถามว่าครอบครัวอื่นปัญหาอาจเยอะกว่าครอบครัวผมมาก จิงครับ แต่ถือว่าผมอยากหาคำตอบล่ะกัน (พิมพ์มาซะขนาดนี้...ดูในกูเกิลก็ไม่มีใครถามหรือบอกวิธีฯ) เผื่ออาจเป็นทางออกให้ครอบครัวผมหรือ คนอื่นที่มีปัญหาคล้ายๆกับผม (ผมว่าเยอะนะครับ...จะได้เป็นวิทยาทานให้กับผู้อื่น)
ผม : อยากใช้วิธีแยกกันเลี้ยง คือ ผมกับลูกคนหนึ่ง(คนใดก็ได้) แม่กับลูกคนหนึ่ง(คนใดก็ได้) แต่ไม่ได้เป็นแบบถาวร หรือ แบบกำปั้นทุบดินว่า ลูกทะเลาะแยกมันซะเลย...ไม่ใช่ ต้องการให้แยกกัน เพราะเด็กสองวัยบางครั้งก็เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมของอีกคนหนึ่ง (ซึ่งส่วนใหญ่จะด้านไม่ดี)ผ่านการเล่น เช่น ตัวเล็กเริ่มเล่นแรงขึ้น เพราะต้องต่อสู้กับคนที่เป็นพี่ คนพี่เริ่มขี้เกียจเพราะคนน้องยังไม่มีการบ้านมากเหมือนตัวเอง...อื่นๆอีกมากมาย การมีระเบียบ การเขียนหนังสือไม่สวย ความไม่รับผิดชอบ ความไม่รู้ถูกผิด ควรไม่ควร (ในวัย6ขวบ) การงอแง...(คนพี่เอามาจากคนน้อง) ส่วนที่คนน้องเอามาจากคนพี่...เห็นพี่ทำก็จะเลียนแบบ ซึ่งบางอย่างก็ไม่ควร เช่นการปีน การเล่นแรง การที่พี่ได้สิ่งของสำหรับเด็ก6ขวบแต่ตัวเองอยากได้บ้าง นำอุปกรณ์ต่างๆเล่นสมมุติเป็นอาวุธ นิสัยกระโชกโฮกฮาก(เกินกว่าวัย 3ขวบ) ลองแยกกันดูซิจะเล่นกับใคร อยากให้สองคนนิ่งๆลงบ้าง จะได้มีสมาธิกับสิ่งที่ควรจะมีสมาธิ ไม่ใช่จ้องแต่จะเล่นกัน อยู่ใกล้กันก็เล่น ไม่ปฎิเสธว่าเด็กอยู่ใกล้กันก็ต้องเล่นกันตามประสาเด็ก เป็นพี่น้องจะได้ผูกพันกัน ยังงี้เวลาพาเด็กไปเจอกับเด็กคนอื่น ทำไมเราเห็นเด็กคนอื่นที่เล่นแล้วไม่เข้าตาเรา เราถึงแยกลูกเราออกมา แต่เรื่องการแยกกันเลี้ยงนั้นไม่ได้ต้องประสงค์ว่า ต้องการพราก หรือ การแยกนั้นไปทำให้ความเป็นครอบครัวสูญเสียไป แต่ทำในขนาดที่เหมาะสมอาจจะ เป็นระยะสั้นๆ เช่น 1 วัน หรือความถี่ห่าง เช่น อีก 2 วันแยกใหม่ ทั้งนี้จะให้เหตุผลกับเด็กๆด้วยว่าทำไมถึงต้องแยกกัน เช่น ชอบทะเลาะกัน ถ้าดีกันแล้วถึงจะให้อยู่ด้วยกัน.....คิดถึงน้องไหมล่ะ?....อยู่กับป๊าสองคนแล้ว เราต้องช่วยกันรับผิดชอบงานแล้วนะ ต้องกินข้าวเอง ตื่นเอง อาบน้ำเอง....น้องอยู่กับแม่ก็ต้องฝึกหัดเขียนข้อมือจะได้แข็งแรง... เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้ว เจอกันคราวนี้อย่าทะเลาะกันอีกนะ มีอะไรก็ต้องแบ่งกัน มาตรการนี้ไม่ได้ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะปรับใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อใดที่มีแนวโน้มจะมีผลเสียก็ต้องเลิกใช้ หรือหยุดใช้ชั่วคราว (เช่น พอมาเจอกันแล้วรู้สึกว่าพี่ไม่ผูกพันกับน้องเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนที่ควรจะเป็นจึงหยุดใช้ แต่ผมว่า ไม่ถึงวันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม...เชื่อผมเถอะ)
แม่ : ตรงข้ามกับที่ผมเล่ามาทุกอย่าง ....ไม่ได้เธอจะมาพรากลูกไปจากฉันไม่ได้(ดราม่ามั่กๆ...) เธอจะสอนให้เค้าไม่รักกัน ไม่เป็นพี่น้องกัน ถึงทะเลาะกันก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ โตขึ้นไปเค้าก็จะเอาวิธีนี้ไปใช้ ไม่พอใจอะไรก็จะออกจากบ้าน ...เพลียที่จะเล่าครับ
ใครก็ได้ช่วยตอบผมที....
ช่วยตอบผมที
แม่ : นิสัย….(ให้มาพูดเองดีกว่าไหม) มีเวลาคล้ายๆผม คือ งานของผม เค้าไม่ได้รับผิดชอบอะไร วันๆก็ยุ่งกับลูก (แต่ที่พูดยังงี้ ไม่ได้หมายความว่าผมให้เค้ารับผิดชอบลูกทั้งหมดเลยนะครับ ไว้ไปอ่านต่อในชีวิตประจำวันครับ) เค้าจะใช้สมองกับการเลี้ยงลูก จะต้องเตรียมอะไรให้ลูกบ้าง งานโรงเรียน ชีวิตประจำวันของลูก เสื้อผ้า ของใข้ อาหารการกิน ซักผ้า รีดผ้า (มีผู้ช่วยงานบ้าน1คน ซึ่งทำงานไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่ก็ทนใช้กันไป) ดูการบ้านลูกอยากให้ลูกเรียนเก่ง (แต่พ่อแม่ ไม่ได้เก่งนะครับ เรียนก็โรงเรียนวัด มหาลัยก็จบเอกชน ภาษาอังกฤษคุยแล้วฝรั่งงงอ่ะครับ) ด้านการเลี้ยงลูก ส่วนใหญ่ก็จะสอนแบบตรงไปตรงมา แบบว่าจะให้ลูกเก็บของก็คือ พูด(สั่ง)ให้ลูกเก็บของ (พูดๆๆๆ..นับไม้ยมกล่ะกันครับว่ากี่ครั้ง ถ้าไม่เก็บโดน…) ให้ลูกทำการบ้าน ก็...(เหมือนข้างบนเลยครั้ง แต่เปลี่ยนจากคำว่าเก็บของ เป็น ทำการบ้าน) สอนการบ้านก็ อือมมม….สอนเนื้อหา บ่น ด่า สอนเนื้อหา บ่น ด่า (สลับกันไป....ด่า แรงไป เอาเป็นว่าล่ะกัน แต่บางครั้งก็แรงกว่า ว่า นะครับ) เฮ้อ ถึงตรงนี้แล้วก็เหนื่อยเหมือนตีแบดมา 3 เซตติด
ชีวิตประจำวัน : ตื่นเช้ามา 6 โมง (โดยเฉลี่ย แม่เค้าตื่นก่อน ผมตามมา แล้วก็ทำหน้าที่ปลุกลูกๆ) งัด ตะล่อม (ไม่อยากให้เริ่มต้นวันใหม่ ด้วยต้องมีใครร้องไห้ โดยเฉพาะตัวเล็ก) ระหว่างนี้แม่กับผู้ช่วยก็ดูเรื่องอาหารเช้าของเด็กๆ สั่งงานเรียบร้อย แม่ก็มารีดเสื้อให้เด็กๆ ส่วนผมก็อาบน้ำให้ลูกๆ แล้วก็ส่งออกมาให้แม่ หรือผู้ช่วยเช็ดตัว ทั้งหมดนี้ก็ประมาณ6โมง45 ต้องเสร็จ ผมรับหน้าที่พลขับ ส่งเด็กๆเสร็จ ก็พอจะว่างได้(ถอน)หายใจบ้าง จากนั้นก็ทำงานส่วนตัวบ้าง ส่วนรวมบ้าง จากนั้นก็รอเวลารับลูก ราวๆสี่โมงถึงสี่โมงครึ่งแล้วแต่วัน จากนั้นพาตัวโตไปเรียนพิเศษ (คุมอง & แบด แล้วแต่วัน) ตัวเล็กยังไม่ถึงวัยก็จะอยู่กับแม่บ้าง กับครอบครัวยายบ้าง (อยู่ละแวกเรียนพิเศษ) กิจกรรมเสร็จสิ้นประมาณทุ่มนึง จากนั้นก็ให้ตัวโตทบทวนหรือทำการบ้านที่ค้างของโรงเรียน (การบ้านส่วนใหญ่ทำที่โรงเรียนมาแล้ว)
ลูกคนโต : 6ขวบครึ่ง ป.1 ไม่ค่อยพูด หรือ พูดปานกลาง ขี้อายบ้างเล็กน้อย ชอบสนุกสนาน sensitive ไม่ถือว่าดื้อมาก กำลัง่จะดื้อ ครูบอกว่าเริ่มขี้เกียจ คุยเก่ง (โดนจับมานั่งข้างหน้าแล้ว) ลายมือไม่พัฒนา เส้นขีดไม่ตรง แต่ก็ยังทำงานมอบหมายสำเร็จ ได้เป็น chorus โรงเรียน (ไม่รูได้ยังไง ยกมือเองหรือครูเลือกก็ไม่รู้)
ลูกคนเล็ก : 3 ขวบพอดี ซนๆๆ (สามซนพอ) ดื้อๆๆๆ(สามดื้อพอ)ชอบทำตลก บ้างครั้งก็ตลกกลบเกลือน ขึ้กิน คือกินด่ะ (ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นแต่อย่างใด) เลยมีปัญหาพี่กินขนม น้องก็จะไปแย่ง ทั้งๆที่ตัวเองเพิ่งกินของตัวเองหมดไปตะกี้ พี่ก็เลยซัดเข้าให้ น้องก็เบาซะที่ไหน (เรียนเทควันโดที่โรงเรียนมา) เตะซะเฮียร้องให้ก็เคยมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะสู้ไม่ได้ เอาเป็นว่าผลการแข่งขัน(ต่อสู้) ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะครับ แต่พ่อแม่(กรรมการ...ไม่ใข่)หย่าศึกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งก็ลงโทษทั้งคู่ คนแม่ก็จะบอกผมว่า ลงโทษทั้งคู่โทษฐานเป็นพี่น้องแล้วทะเลาะกัน...จากนั้นค่อยสืบว่าใครเป็นสาเหตุโดนอีกทีนึง (ฟังดูดี...แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้อิอิ...ทำไมเหรอครับ ก็มนุษย์อ่ะครับ มันจะตรงได้เหมือนไม้บรรทัดเหรอครับ ไม้บรรทัดบางครั้งวางตรงยังขีดไม่ตรงเลย)
เล่ามาถึงนี้แล้ว...ถามว่าครอบครัวอื่นปัญหาอาจเยอะกว่าครอบครัวผมมาก จิงครับ แต่ถือว่าผมอยากหาคำตอบล่ะกัน (พิมพ์มาซะขนาดนี้...ดูในกูเกิลก็ไม่มีใครถามหรือบอกวิธีฯ) เผื่ออาจเป็นทางออกให้ครอบครัวผมหรือ คนอื่นที่มีปัญหาคล้ายๆกับผม (ผมว่าเยอะนะครับ...จะได้เป็นวิทยาทานให้กับผู้อื่น)
ผม : อยากใช้วิธีแยกกันเลี้ยง คือ ผมกับลูกคนหนึ่ง(คนใดก็ได้) แม่กับลูกคนหนึ่ง(คนใดก็ได้) แต่ไม่ได้เป็นแบบถาวร หรือ แบบกำปั้นทุบดินว่า ลูกทะเลาะแยกมันซะเลย...ไม่ใช่ ต้องการให้แยกกัน เพราะเด็กสองวัยบางครั้งก็เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมของอีกคนหนึ่ง (ซึ่งส่วนใหญ่จะด้านไม่ดี)ผ่านการเล่น เช่น ตัวเล็กเริ่มเล่นแรงขึ้น เพราะต้องต่อสู้กับคนที่เป็นพี่ คนพี่เริ่มขี้เกียจเพราะคนน้องยังไม่มีการบ้านมากเหมือนตัวเอง...อื่นๆอีกมากมาย การมีระเบียบ การเขียนหนังสือไม่สวย ความไม่รับผิดชอบ ความไม่รู้ถูกผิด ควรไม่ควร (ในวัย6ขวบ) การงอแง...(คนพี่เอามาจากคนน้อง) ส่วนที่คนน้องเอามาจากคนพี่...เห็นพี่ทำก็จะเลียนแบบ ซึ่งบางอย่างก็ไม่ควร เช่นการปีน การเล่นแรง การที่พี่ได้สิ่งของสำหรับเด็ก6ขวบแต่ตัวเองอยากได้บ้าง นำอุปกรณ์ต่างๆเล่นสมมุติเป็นอาวุธ นิสัยกระโชกโฮกฮาก(เกินกว่าวัย 3ขวบ) ลองแยกกันดูซิจะเล่นกับใคร อยากให้สองคนนิ่งๆลงบ้าง จะได้มีสมาธิกับสิ่งที่ควรจะมีสมาธิ ไม่ใช่จ้องแต่จะเล่นกัน อยู่ใกล้กันก็เล่น ไม่ปฎิเสธว่าเด็กอยู่ใกล้กันก็ต้องเล่นกันตามประสาเด็ก เป็นพี่น้องจะได้ผูกพันกัน ยังงี้เวลาพาเด็กไปเจอกับเด็กคนอื่น ทำไมเราเห็นเด็กคนอื่นที่เล่นแล้วไม่เข้าตาเรา เราถึงแยกลูกเราออกมา แต่เรื่องการแยกกันเลี้ยงนั้นไม่ได้ต้องประสงค์ว่า ต้องการพราก หรือ การแยกนั้นไปทำให้ความเป็นครอบครัวสูญเสียไป แต่ทำในขนาดที่เหมาะสมอาจจะ เป็นระยะสั้นๆ เช่น 1 วัน หรือความถี่ห่าง เช่น อีก 2 วันแยกใหม่ ทั้งนี้จะให้เหตุผลกับเด็กๆด้วยว่าทำไมถึงต้องแยกกัน เช่น ชอบทะเลาะกัน ถ้าดีกันแล้วถึงจะให้อยู่ด้วยกัน.....คิดถึงน้องไหมล่ะ?....อยู่กับป๊าสองคนแล้ว เราต้องช่วยกันรับผิดชอบงานแล้วนะ ต้องกินข้าวเอง ตื่นเอง อาบน้ำเอง....น้องอยู่กับแม่ก็ต้องฝึกหัดเขียนข้อมือจะได้แข็งแรง... เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้ว เจอกันคราวนี้อย่าทะเลาะกันอีกนะ มีอะไรก็ต้องแบ่งกัน มาตรการนี้ไม่ได้ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะปรับใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อใดที่มีแนวโน้มจะมีผลเสียก็ต้องเลิกใช้ หรือหยุดใช้ชั่วคราว (เช่น พอมาเจอกันแล้วรู้สึกว่าพี่ไม่ผูกพันกับน้องเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนที่ควรจะเป็นจึงหยุดใช้ แต่ผมว่า ไม่ถึงวันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม...เชื่อผมเถอะ)
แม่ : ตรงข้ามกับที่ผมเล่ามาทุกอย่าง ....ไม่ได้เธอจะมาพรากลูกไปจากฉันไม่ได้(ดราม่ามั่กๆ...) เธอจะสอนให้เค้าไม่รักกัน ไม่เป็นพี่น้องกัน ถึงทะเลาะกันก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ โตขึ้นไปเค้าก็จะเอาวิธีนี้ไปใช้ ไม่พอใจอะไรก็จะออกจากบ้าน ...เพลียที่จะเล่าครับ
ใครก็ได้ช่วยตอบผมที....