อยากทราบว่าทำไมเภสัชกร ร.พ ถึงมีค่าตอบแทนสูงจัง เมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่นๆที่ทำงานใน ร.พเหมือนกัน แต่เหนื่อยกว่าเยอะ

ถึงแม้ปัจจุบันไม่ใช่บุคคลากรด้านสาธารณสุข   แต่ความเป็นวิชาชีพยังไงก็อยู่ในสายเลือด  ลบออกไปไม่ได้จริงๆ

ประเด็นแรก      กระทู้ที่ดิฉันตั้ง   ดิฉันยอมรับว่าต้องสร้างความไม่พอใจแน่นอน   เพราะดิฉันตั้งใจใช้คำพูดเชิง negative  เพื่อให้คนเกิดความรู้สึก  และได้แสดงความรู้สึกออกมา   ถ้าเป็นคำถามธรรมดา  มักไม่ได้รับความสนใจ
พูดง่ายๆคือ  ถ้าอยากให้คนตอบ  ต้องตั้งคำถามล่อเป้า  แต่คนตั้งคำถามก็เตรียมตัวเตรียมใจโดนยิงได้เลย

ประเด็นที่  2 ตัวดิฉันเองเคยโดนถามคำถามนี้อยู่บ่อยๆจากบุคคลภายนอก   มีทั้งที่ถามดิฉันตรงๆ  และคำพูดที่ดิฉันบังเอิญผ่านไปได้ยิน   พอดิฉันได้ยิน   บอกได้คำเดียว ว่านับ 1 – 100 ก่อน  ไม่งั้นคงคุมสติไม่อยู่   มันเป็นเรื่องจริงที่พวกเราปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเคยเจอกันมาบ้าง  แล้วก็ทำให้รู้สึกแย่พอสมควร  ถึงมาก

ยกตัวอย่างคำพูดที่เคยเจอนะคะ
-    ถ้ามีลูกมีหลานให้เรียนเภสัชดีกว่า  เงินก็ดี  เหนื่อยก็ไม่เหนื่อย เชื้อโรคก็ไม่ต้องสัมผัส   ไม่เหมือนพวกเรา  เหนื่อยมาก สัมผัสเชื้อโรคตั้งเยอะ   ทำงานไม่มีเวลานอน  ไม่มีเวลากินข้าว บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (เภสัชกรก็เหนื่อย สัมผัสเชื้อโรค  ทำงานไม่มีเวลาพัก  ไม่มีเวลานอนเหมือนกัน ขึ้นเวร 24.00 -16.00น. ก็มีนะ  ภาคบังคับด้วย)

-    เวลาที่ค่าตอบแทนพิเศษประกาศออกมา  ก็จะมีคนนำมาเปรียบเทียบว่าทำไม  วิชาชีพนู้น  วิชาชีพนี้ได้เยอะกว่า  ทั้งทั้งที่ อะไรก็ตู   แล้วส่วนใหญ่ก็มาลงที่เภสัชทุกที (ดิฉันอยากบอกเขาจัง  ว่าคนอื่นได้เยอะกว่านะ  บ่นเขามั่งจิ  บอกเลย เภสัชก็ได้ไม่เยอะนะ)

-    จ่ายยาขึ้นมาบน ward ผิดตลอด  แบบนี้ไม่ต้องมีเภสัชแล้ว (ถ้าผิดเราก็ยอมรับใน error นะคะ  เรายินดีแก้ไขให้  ขอบคุณที่ช่วยตรวจสอบค่ะ  คือบางทีอ่านลายมือหมอไม่ตรงกันไงคะ  ก็ต้องมีการ double check เนาะ)

-    แค่จ่ายยาหน้าเคาท์เตอร์  ใครๆก็ทำได้  ไม่ต้องให้เภสัช จ่ายหรอก  แค่บอกว่ากินยา 1 เม็ดหลังอาหาร 3 เวลาน่ะ  
ไม่เห็นเภสัชบอกอะไรมากกว่านี้เลย   ไม่รู้ว่าจะมีเภสัชไว้ทำไม (กว่าจะได้จ่ายยามีกระบวนการตั้งเยอะจ้า  ใครๆก็ทำแทนไม่ได้)

-    อันนี้คนไข้พูดนะคะ  หมอเขียนยาอะไรมา คุณมีหน้าที่จ่ายตามหมอสั่ง  คุณก็จ่ายมาให้ถูกแล้วกัน  ฉันกินได้หมด
(คุณป้าขา  ถ้าคุณป้ากินแล้วเกิดอันตราย  หนูจะรู้สึกบาปติดตัวไปตลอดชีวิตนะคะ  เพราะคุณหมอเขียนชื่อยาผิดค่ะ)

คำที่อยู่ในวงเล็บคือสิ่งที่คิดในใจ  ไม่กล้าพูดออกไปหรอกค่ะ  ไม่งั้นต้องโต้เถียงกันยาว

แล้วก็ยังมีที่แรงๆมากกว่านี้เยอะค่ะ  ประเด็นส่วนใหญ่คือ  เภสัชทำงานอะไรอะ  ทำไมได้เงินเยอะจัง  ให้คนอื่นทำแทนก็ได้   คำพูดเหล่านี้จะเกิดบ่อยๆเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทน  แม้ภายในวิชาชีพเดียวกันก็ยังถามกันเองเลยว่าทำไมหน่วยงานนู้นได้มากกว่าหน่วยงานฉัน  ฉันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ

เรื่องค่าตอบแทนยังไงก็ discuss กันไม่จบค่ะ  ว่าทำไมฉันได้น้อยกว่า  เธอได้มากกว่า  ฉันเหนื่อยนะ  เห็นฉันไม่สำคัญหรืออย่างไร   
ยังไม่เคยเห็นมีใครมาบอกนะคะว่า ฉันได้ค่าตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อยแล้ว

ในมุมมองของดิฉัน  ดิฉันคิดจากใจจริงว่าทุกคนมีความสำคัญในทีมสุขภาพทั้งหมดขาดใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้  ทุกคนเป็นเฟืองตัวเล็กๆที่จะช่วยขับเคลื่อนไป  ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่ง  ถึงแม้ว่างานยังเดินไปได้  แต่ก็ได้ไม่ดี  (คำพูดนี้ดิฉันพูดเมื่อ 10 กว่าปีก่อน  เนื่องจากมีพี่ชุดเหลืองเขาน้อยใจว่าเขาไม่สำคัญ  ดิฉันรู้สึกด้วยซ้ำว่าถ้าไม่มีเขา  ให้คนอื่นๆมาทำงานแทน  ไม่ได้หรอก  ดูเหมือนไม่มีอะไร  แต่ถ้าให้ดิฉันไปทำ  ดิฉันทำไม่ได้)

ประเด็นที่ 3  เมื่อมีคำพูดจากคนภายนอกเข้ามาจะปล่อยผ่านก็ใช่ที่   ก็ต้องย้อนกลับมามองตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เขาคิดว่าวิชาชีพเราสบาย  มีรายได้ดี  ทั้งๆที่พวกเราเองก็ทำงานเหนื่อยแทบตายแล้วนะ(ว้อย)

เภสัชเราทำงานมากกันจริงค่ะ  เป็นการทำงานที่พวกเรารู้กันเองว่างานหนัก  มีความสำคัญต่อคนไข้มากๆ  ทั้งเรื่อง DTM (พิมพ์ไม่ผิดจ้า)  ME ,  Counseling  และเภสัชกรเกี่ยวข้องในทุกเรื่องที่มียา    ตั้งแต่เข้ายันออกจากโรงพยาบาล    ถ้าเราเภสัชกรพลาดคนไข้ก็ถึงตายได้เลยนะ   ย้ำว่าพวกเรารู้กันเอง  แต่คนภายนอกไม่เข้าใจ

ประเด็นที่ 4 ดิฉันเจาะจงพูดถึงงานจ่ายยาผู้ป่วยนอก  เพราะเป็นงานที่คนภายนอกเห็นชัดที่สุด    ว่าเป็นที่ทำงานของเภสัชกร    ดิฉันเชื่อมั่นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นเภสัชกรแผนกไหนในโรงพยาบาลก็ต้องมีช่วงเวลาที่ต้องมาจ่ายยาที่ห้องยานอกแน่ๆ  และไม่ว่าโรงพยาบาลเล็กใหญ่แค่ไหนก็ต้องมีหน่วยงานนี้    เป็นหน่วยงานที่ทั้งตัวเภสัช  และคนภายนอกสัมผัสง่ายที่สุด   
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจ่ายยาคืออย่างน้อยที่สุดต้องจ่ายยาถูกต้องตรงกับใบสั่งแพทย์   ถ้าไม่ตรงเภสัชกรรับไปเต็มๆคนเดียว   เราถึงได้ถามว่าแน่ใจหรือว่า check ME  ได้ทุกใบ   ถ้าช่วงเวลายุ่งๆ  ยาเยอะๆ 20 – 30 รายการต่อใบสั่งนะ  ขอแค่จ่ายยาครบไม่ผิด  ก็ดีใจแล้ว  
ถ้าใครไม่มาเจอเวลามหาโหดนี้กับตัวจะไม่มีวันรู้เลย   
เรื่อง ME  เรื่อง ADR  น่าจะเป็นงานที่สำคัญของเภสัชกรที่ทำให้คนไข้ได้รับการรักษาด้านยาที่ดีขึ้น และมั่นใจว่าไม่มีใครทำแทนได้    แต่บางครั้งพวกเราเองก็ loss ได้เหมือนกันเพราะ workload เยอะมาก  จนทำให้คนภายนอกมองว่าคุณทำแล้วหรอ  ทำไม loss ออกมา   
การที่หาเครื่องมือ  อุปกรณ์เพื่อช่วย screen  ช่วยลด work load  อาจจำเป็น  เพื่อให้พวกเราทำงานของเรา(ที่ไม่มีใครทำแทนได้)ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   ยังไงยาก็ต้องผ่านมือเภสัชกรก่อนถึงมือคนไข้

ประเด็นที่ 5 เรื่องการอธิบายยา  เราได้ถามถึง prime question  เราคิดว่าถ้าไม่ใช่เภสัชกรจริงๆ  ไม่น่าจะรู้จักคำนี้นะ  ก็ เพราะคนอื่นๆเขาไม่รู้  เขาถึงคิดว่าใครๆก็จ่ายยาได้  ซึ่งมันไม่ไช่   ประเด็นอยู่ที่ว่าพวกเราเองได้นำมาใช้ไหม    เพราะว่าการจ่ายยาต้องเร็ว  ไม่งั้นไม่ทันเวลา  คนไข้รอนาน  ถ้าเราเองไม่ได้ใช้ prime question  แล้วเราจะมีวิธี detect ปัญหาของคนไข้ตอนที่เราต้องจ่ายยาอย่างไร  ว่าเขามีปัญหาเรื่องยาหรือปล่าว   
คนไข้คือจุดศูนย์กลางในการให้บริการของทีมวิชาชีพไม่ใช่หรือ   สิ่งที่คนไข้ได้รับการบริการจากเราเมื่อเราส่งมอบยาให้เขาคืออะไร   บางทีเรามองในมุมมองของเราว่าเราทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้รับยาที่ดีที่สุด  เหมาะสมกับเขาที่สุด  แต่ตอนจ่ายยาเราลืมอะไรหรือปล่าว
ที่ดิฉันบอกว่าเภสัชกรพูดเร็วปรื๋อฟังไม่ทัน   จะอ้าปากถามอะไรสักคำยังไม่ได้  เป็นสิ่งที่ดิฉันได้พบในขณะที่ดิฉันไปรับยา  ในขณะที่ดิฉันได้ออกมาจากวิชาชีพนี้แล้วจริงๆ  ดิฉันถามไม่ใช่ลองความรู้  ถามเพราะไม่รู้จริงๆ  ยามีเยอะนะคะ บางตัวดิฉันไม่รู้  ก็เลยต้องถามเพื่อความแน่ใจ

แต่สิ่งที่เจอ  ทำให้ดิฉันกลับมาคิดว่า
เมื่อดิฉันทำงานอยู่ข้างใน   ดิฉันคิดว่าตัวเองทำงานหนักนะว้อย  จ่ายยาผิดเข้าคุกเลยนะ คนเดียวเต็มๆ   ดิฉันพยายามทำทุกๆอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้คนไข้ได้ใช้ยาดี และเหมาะสมที่สุด      (งานเภสัชเป็นงานที่ใครก็ทำแทนไม่ได้)     แล้วทำไมคนอื่นยังมาพูดจาประชดประชันกันอีก

เมื่อออกมาข้างนอก  ในฐานะคนไข้  ยิ่งทำให้ดิฉันสงสัยมากขึ้นไปอีกว่าทำไมทั้งๆที่พวกเราเภสัชกรทำงานหนักมาก  แต่ Out  put  ที่คนไข้เห็นมันน้อยมาก (คนไข้ไม่เห็น process ที่ยิ่งใหญ่)

เลยตั้งประเด็นที่ร้อนเเรงนิดนึง  (คาดไม่ถึงว่าจะเเรงขนาดนี้  เตรียมใจเเค่โดนถล่มอย่างเดียว)

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันภูมิใจในวิชาชีพนี้คือ  บุคลากร ที่เคยร่วมงานกับดิฉัน  ไม่เคยลืมดิฉัน  ยังพูดกับดิฉันตลอดว่าอยากให้ดิฉันอยู่ต่อ  โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหาด้านยาจะนึกถึงมากเป็นพิเศษ   คุณหมอบางท่านบ่นใหญ่เลยว่าดิฉันลาออกเเล้วท่านเดือดร้อน    แล้วเพื่อนพยาบาลก็โทรมาต่อว่าดิฉัน(แบบขำๆ) ว่าดิฉันออกมาทำให้พวกเขาต้องหูชาโดนหมอว่าที่ดิฉันไม่อยู่เเล้ว   แอบภูมิใจเล็กๆว่าเมื่ออกมายังได้ทิ้งความทรงจำที่ดีๆไว้แก่ผู้ร่วมบ้าง  นิดนึง   

ถ้าไม่รักในวิชาชีพนี้ดิฉันจะปล่อยผ่านทุกเรื่องราวที่ได้ยินมา   ปล่อยผ่านทุกเรื่องเวลาที่มีคนมาต่อว่าเภสัชกร  ว่าเภสัชกรรายได้ดี  ไม่เหนื่อยๆ  ใครๆก็ทำได้   เมื่อออกมาอยู่นอกห้องยาคำพูดเหล่านี้เข้าหูมากกว่าอยู่ข้างในแน่นอน   แต่เพราะความรักจึงขอสะท้อนในสิ่งที่ประสบมาในฐานะผู้รับบริการ  จากการไปรับยา ให้คนข้างในได้รับทราบด้วย  

คำพูดหลายๆคำที่ดิฉันเจอคนต่อว่าเภสัชกร  แรงกว่าที่ดิฉันเขียนเยอะค่ะ  

พยายามบอกตัวเองว่าตอนนี้ไม่ใช่เภสัชกร  แต่ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้น

และคิดว่ากระทู้ที่ดิฉันตั้ง  น่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ  แม้ว่าตัวเองโดนยำเละเลย

ปล. ยอมรับคำต่อว่าในด้านความไม่เหมาะสมของการตั้งกระทู้ที่รุนเเรงนะคะ  คือคาดไว้ตั้งเเต่เเรกว่าถ้าดิฉันยังทำงานอยู่  ดิฉันก็คงโกรธกระทู้นี้อย่างเเรง     อยากให้คนภายนอกได้รู้จักเภสัชกรมากขึ้น  ก็บอกได้ว่ายอมพลีชีพ (ที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่)

      ดิฉันไม่คาดคิดว่าจะได้เป็นกระทู้เเนะนำ  คิดว่าไม่มีทางอยู่เเล้ว  แต่เป็นสิ่งที่ผิดคาด      น้อมรับความผิดไว้ตรงนี้ค่ะ

      และที่สำคัญสิ่งที่ดิฉันเชื่อมั่นเสมอมากกว่า 10 ปีตั้งเเต่เริ่มทำงาน  คือ  ทุกคนในทีม  มีความสำคัญ  จะขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้เลย
      และงานเเต่ละงานก็ไม่มีใครทำแทนกันได้  ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตน การที่มีทุกคนอยู่จะทำให้คนไข้ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 41
ก็ ..ต้องขอบคุณจขกท. ที่มีความสงสัยนี้ขึ้นมา จึงมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากมาย
เชื่อว่ากระทู้นี้ คงจะเปิดโลกทัศน์ของทุกท่านให้กว้างขึ้น เกี่ยวกับคำว่าวิชาชีพเภสัชกรรม หรืออาชีพ เภสัชกรค่ะ

และคิดว่า เภสัชกรหลายๆท่านที่อ่านกระทู้นี้อยู่ อาจตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น

ในฐานะเภสัชกรคนหนึ่ง ดีใจที่เห็นกระทู้แบบนี้นะ มันเหมือนกระจกสะท้อนดี ถ้ากระจกมัวไปหน่อย เราจะได้ช่วยทำความสะอาดให้มันใสๆขึ้น
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ในความเป็นจริงแล้วเภสัชมีประโยชน์มากๆครับเพราะบ่อยครั้งที่ใบสั่งยาถูกตีกลับหรือโทรถามเพราะเภสัชไม่แน่ใจว่าที่ผมสั่งนั้นถูกต้องหรือไม่ เป็นการใช้ยานอกการบ่งชี้หรือไม่ หมอที่สั่งได้ระวังการตีกันของยาแล้วหรือไม่ คนไข้แพ้ยาในยากลุ่มเดียวกันแต่หมอจะยืนยันการสั่งหรือไม่ จำนวนยาไม่เหมาะสม ฯลฯ  ซึ่งส่วนมากก็เพราะเขาไม่รู้ข้อมูลที่หมอรู้(ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคนไข้เอง) แต่บ่อยครั้งก็เพราะหมอประมาท สะเพร่า หรือ ไม่รู้

เอาเป็นว่าจ้างเภสัชมาหนึ่งคนทั้งปีป้องกันเคสร้ายแรงได้หนึ่งเคสก็คุ้มแล้วครับ ยาจำนวนมากที่ทำให้ได้ผลเดียวกันจะต้องจ่ายแพงกว่านี้เยอะ

ถ้าถามว่าให้คนอื่นทำก็ได้ ผมว่าไม่จริงครับ เพราะเรื่องแบบนี้แม้เภสัชจบใหม่ก็ยังอาจทำไม่ได้เต็มที่ต้องใช้ประสบการณ์ร่วมไปกับความรู้ นอกจากนี้คำอธิบายที่อาจดูไม่ค่อยมีประโยชน์นั้น หากมันได้ประโยชน์สัก 5% นั่นแปลว่าคนไข้จะสามารถกินยาได้ถูกต้องมากขึ้น 5 % นำไปสู่ผลของการรักษาที่ดีกว่ายาราคาเป็นล้านๆเช่นกัน



ระบบคอมนั้นมี Error ได้ง่าย และระบบคอมนี้ก็ต้องการเภสัชในการพัฒนาระบบด้วย มีเคสมาแล้วที่ระบบคอมไม่สามารถเตือนการแพ้ยาและคนไข้ได้ยาที่แพ้ซ้ำจนเกือบตาย



ปล.ไอ้รายได้ที่มากน่ะ จริงๆมันน้อยมากนะครับหากไปทำงานอย่างอื่นแทน ไม่ว่าจะรับจ้างอยู่ร้านขายยา ผู้แทนยา เอาเป็นว่ารพ.จำนวนมากยังขาดแคลนเภสัชนะครับเพราะรายได้มันน้อยเหลือเกินกับความสามารถในการหาเงินของเขา
ความคิดเห็นที่ 65
สิ่งที่น่าสงสารอย่างหนึ่งคือเภสัชกรแทบจะไม่ได้รับความดีความชอบไม่ได้รับการยกย่อง

ลองนึกดูว่าหากคุณ(หรือคนที่รัก)ป่วยเข้ารพ. ในที่สุดก็หายดีพอจะออกจากรพ.คุณจะ
1 ขอบคุณหมอที่รักษาจนหายหรือดีขึ้น
2 ขอบคุณพยาบาลและผู้ช่วยที่ช่วยดูแล
3 ขอบคุณแม่บ้านหรือพนักงานทำความสะอาดที่ช่วยเหลือในงานหลายๆอย่าง
4 คุณอาจนึกขอบคุณคนเข็นเตียงที่เข็นดีๆไม่เร่งรีบไม่กระแทก ขอบคุณคนทำอาหารที่ทำอาหารได้อร่อย

แต่จะมีใครนึกขอบคุณเภสัชกรที่เป็นส่วนสำคัญในการดูแล
- เขาอาจจะเป็นคนที่ช่วยคำนวนขนาดยาที่เหมาะสมเพราะตอนนั้นคุณไตวายขนาดยาตามตำราหมอไม่มีระบุไว้
- เขาอาจเป็นคนที่ทักหมอว่ายาที่หมอสั่งนั้นไม่เหมาะสมและหากใช้ไปอาจอันตรายถึงชีวิต
- เขาอาจเป็นคนช่วยชีวิตคุณด้วยการระบุยาที่คุณแพ้เกือบตายและออกบัตรแพ้ยาให้คุณระวังการแพ้ซ้ำอีก
หรือจริงๆแค่การที่เขาทำงานตามหน้าที่จัดส่งยาที่ถูกต้องถูกเวลา นั่นก็ช่วยให้การรักษาเป็นไปตามที่ควรจะเป็น เขาคือส่วนของทีมที่สำคัญแต่ถูกมองข้ามไป

ผมว่าน่าเศร้านะครับ
ความคิดเห็นที่ 19
อยากบอกเจ้าของกระทู้ว่าความคิดที่ว่าเภสัชมีหน้าที่แค่จ่ายยาให้คนไข้นั้นจะมีคนสองกลุ่มที่คิดได้แค่นี้คือ คนไข้ทั่วไป กับผู้ช่วยเภสัชกรที่ทำงานในห้องยาแต่ไม่ใช่เภสัชกร

ส่วนความคิดต่อมาที่ว่าทำแค่นี้แต่ทำไม่ถึงได้รายได้เยอะกว่าอาชีพอื่นๆ การจะเปรียบเทียบรายได้แบบนี้คงไม่ได้เปรียบกับหมอหรือพยาบาลเพราะมันจะไม่ต่างกันมากจนรู้สึกขนาดนี้

ดิฉันคาดว่าคงเปรียบเทียบกับเงินเดือนผู้ช่วยเภสัชกรที่ทำงานอยู่้ัดวยกันนั่นแหละ จัดยา จ่ายยาเหมือนๆกัน ผู้ช่วยเภสัชก็ทำได้ทำไมถึงได้เงินต่างกันเยอะ

อยากบอกว่าถ้าอยากจะมีรายได้เยอะอย่างเภสัชก็ต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่าความรับผิดชอบต่ออาชีพมันมีแค่นั้น ด้วยประสบการณ์ที่เจอมาก็มักจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

การจ่ายยาให้คนไข้เป็นส่วนสำคัญมากต่อกระบวนการรักษาพอๆกับการตรวจวินิจฉัยของแพทย์เลยที่เดียว ถ้าตรวจดีวินิจฉัยเก่งแต่คนไข้ไม่ได้ยาตามที่สั่งมันก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่คนไข้ควรจะได้รับมากกว่ายาคือคำแนะนำในการใช้ยา การสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดจากการได้รับยาต่างๆ ความเที่ยงตรงแม่นยำต่อการจัดยาให้คนไข้ ความผิดพลาดมันควรจะเป็นศูนย์เสมอ

นอกจากนั้นการติดตามอาการข้างเคียงที่เกิดกับคนไข้ที่ใช้ยาก็เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งการบันทึกส่งหน่วยงานที่ดูแล ยาหลายตัวทีขึ้นทะเบียนออกมาขายได้ไม่นานก็ต้องเก็บออกจากตลาดเพราะอาการข้างเคียงหรือความไม่ปลอดภัยที่มาพบหลังจากออกสูตลาดจากการเก็บข้อมูลของเภสัชกรนั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 22
ผู้รู้กับผู้เชี่ยวชาญต่างกันครับ
เอาง่ายๆเลย ยาพาราเซตามอล
ใครๆก็รู้ว่า ยาแก้อะไร กินยังไง ป.6 ก็ยังรู้ครับ

แต่ถ้าเป้นผู้เชี่ยวชาญจะรู้ว่า
1. โครงสร้างยาที่ออกฤทธิ์
2. ผู้ที่ห้ามใช้ยานี้
3. ผลของยาสำหรับคนตั้งครรภ์/ให้นมบุตร
4. ขนาดที่ใช้ max- min
5. การกินที่เกินขนาดจะเกิดผลยังไง/ ยาที่เป็นแอนตี้โดท
6. ระยะเวลาการออกฤิทธฺื การดูดซึม การกระจายยา การทำลายยา
7. โรคที่ห้ามใช้ยานี้
8. และอีกเยอะแยะมากมายครับ

ถ้าอยากรู้ว่าคนอื่นทำงานได้ดีกว่าเภสัชกร ลองปลดเภสัชกรออกจากระบบซัก 1 เดือนครับ



ความคิดเห็นที่ 20
ถ้าผมตอบคงมี เป็นสิบเป็นร้อยบรรทัด ซึ่ง คนก็ไม่อยากอ่านอยู่ดี 555+

เอาแค่งานส่วนหนึ่งของเภสัชกร คือ งาน "คลังยา" นี่ก็สำคัญจนไม่รู้จะสำคัญอย่างไรแล้วครับ

ที่เหลือก็เช่น งานจ่ายยา งาน Drug information service คอยตอบคำถามจากแพทย์ หรือบุคลากร

หรือคนไข้ งานดูแลการใช้ยาเทคนิคพิเศษ งานตามคลินิกต่าง ๆ เช่น คลินิกโรคหอบหืด

คลินิกวัณโรค คลินิก HIV เป็นต้น งานคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ตรวจร้านยา ตรวจคลินิก ตรวจโรงงานผลิตอาหาร

งาน Med error อันนี้ขอเถียงเลย ใช้คอมฯ จากนี้อีก 10 ปีก็เก็บ Error ได้ไม่เท่าเภสัชกรคนเดียวหรอกครับ

การทำรายงานยาเสพติดใน รพ.  การรายงานการใช้ยาต้านไวรัส HIV ยาวัณโรค ยาจิตเวชบางตัว

ฯลฯ อันนี้ผมย่อแล้ว และยังไม่ครับนะครับ

อ่อ ไม่รวมงานเก็บเงิน ที่ต้องทำในบาง รพ.ที่ไม่มีการเงินขึ้นเวร 24 ชั่วโมงด้วยนะครับ

แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง อย่าคิดว่างานใดเป็นงานหลักเลยครับ เพราะถ้างานเหล่านี้ทุกงานเภสัชกรไม่ทำ

แล้วใครจะทำครับ เพราะฉะนั้น งานทั้งหมดที่ผมกล่าวถึง และยังอีกมากมายที่ยังไม่กล่าวถึง

ล้วนเป็นงานหลักของเภสัชกรทั้งสิ้นครับ

ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่