เราขอแสดงความเห็น จากมุมมองเล็กๆของเรานะคะ(จากฟากหนึ่งของกะลาใบน้อยๆ)
เราเห็นหลายคน อยากจะซื้อที่เก็บไว้เพราะกลัวราคามันจะขึ้น หลายคนก็ไปซื้อซะไกลเชียว ต่างจังหวัดไกลๆอะไรแบบนี้ ทั้งที่ชีวิตประจำวันก็คนเมืองเต็มขั้น โอกาสที่จะได้ไปใช้ชีวิตจริงๆอยู่ตรงนั้น น้อยเต็มที(อันนี้เราขอยกเว้น คนที่มีเงินเหลือเฟือ เหลือกินเหลือใช้นะคะ เราพูดถึง คนทั่วไปธรรมดาสามัญ อย่างคนชั้นกลาง ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมน่ะค่ะ) และในที่นี้เราหมายถึง กรณีที่ซื้อเก็บไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้นนะคะ ว่ามันมี"ราคาที่ต้องจ่าย"ตามที่เรามองเห็น ดังนี้
1)ถ้าคุณซื้อด้วยเงินผ่อน คุณต้องแน่ใจว่าราคาของอสังหานั้น เติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยที่คุณกู้มา(ถ้าจะคิดเรื่องปล่อยเช่า อย่าลืมดูราคาปล่อยเช่าถัวเฉลี่ย ของย่านนั้นด้วยนะคะ บางทีคุณอาจจะไม่สาม่รถปล่อยเช่าได้ราคาสูง อย่างที่ใจหมาย หรืออาจได้ค่าเช่า น้อยกว่าดอกเบี้ยที่คุณไปกู้มาเสียอีก และถ้าโชคไม่ดี ได้ผู้เช่าที่ไม่ดูแลบ้านให้เรา หรือเหนียวหนี้ พอเค้าย้ายออกแล้ว คุณต้องมาเก็บซ่อม ซากประวัติศาสตร์พวกนี้ด้วยนะคะ
2)หรือแม้แต่คุณซื้อด้วยเงินสด อย่าลืมคิด"ต้นทุนค่าเสียโอกาส" เข้าไปในราคาที่ซื้อด้วย เพราะนั่นหมายความว่า ถ้าคุณไม่ได้เอาเงินสดมาซื้อสิ่งนี้ คุณก็จะสามารถนำเงินก้อนดังกล่าวไปสร้างผลประโยชน์ด้านอื่นได้แทน แม้แต่ฝากธนาคาร เพราะฉนั้น บวกดอกเบี้ยเข้าไปกด้วยค่ะ
3)กรณีซื้อเป็นบ้านทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยว ถ้าไม่มีคนเข้าไปอยู่นานๆ ระวังอุปกรณ์ต่างๆในบ้าน จะถูกถอดไแขายหมดนะคะ ไม่ว่าจะเแ็นหลอดไฟ สายไฟ เหล็กดัด ก๊อกน้ำ บานประตู ลูกบิด ระวังเหลือแต่บ้านเปล่าๆ แล้วจะตกใจ
4)ถ้าซื้อบ้านโครงการหรือคอนโด มีค่าส่วนกลางด้วยค่ะ คุณจะอยู่หรือไม่อยู่ ก็ต้องจ่าย
5)ถ้าซื้อเป็นที่ดินเปล่า ที่อยู่ห่างไกลออกไป หรือในต่างจังหวัด ให้ระวังพวกรุกที่ให้ดีค่ะ บางทีเป็นพวกผู้ใหญ่บ้านหรือขาใหญ่บริเวณนั้น ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนพื้นที่ หรือไปซื้อกันเป็นกลุ่ม ก็ลำบากนะคะ
รุ่นพ่อแม่เรา เคยซื้อที่ย่านบางใหญ่ไว้หน่อยนึง นานเป็นยี่สิบปีแล้ว พอไปดูอีกทีนึง กลายเป็นบึงไปแล้วค่ะ(พวกตักหน้าดินไปขาย)
6)ข้อนี้ข้อสุดท้าย แต่เราว่าสำคัญที่สุด ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือการได้มาซึ่งสิ่งหนึ่ง ย่อมเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอ ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเอาเงินเก็บซึ่งมีก้อนเดียวของคุณ ไปซื้อที่ๆต่างจังหวัดอันแสนห่างไกล เพราะเผื่อราคามันจะขึ้น แต่ต่อมาสมมติว่าที่ดินผืนที่อยู่ติดกับที่ของคุณหรือติดกับคุณแม่ของคุณ เกิดบอกขายขึ้นมา เป็นโอกาสที่ดี ที่คุณจะได้อยู่ใกล้ชิดท่าน และท่านก็อยากอยู่ใกล้ลูกหลาน แต่ว่าคุณไม่มีเงินแล้ว เพราะเงินก็ซื้อที่ที่(ไม่น่าจะเกิดประโยชน์)ไปแล้ว แถมที่ดินเป็นทรัพย์ที่สภาพคล่องต่ำ ใช่จะเปลี่ยนมือกันได้ง่ายๆ คุณก็จะเสียโอกาสตรงนั้นไป
เราคิดว่า ซื้อเมื่อต้องใช้ ซื้อเมื่อสมควรจะซื้อ อย่าซื้อเพียงเพราะความวิตกกังวล ความกลัวไปล่วงหน้า ว่ามันจะแพง ทำเลมันเปลี่ยนได้ตลอดนะคะ ที่ๆเคยมีราคา บางทีต่อมาราคาตกมาก ยังไม่อยากซื้อเลย ซื้อเพื่อใช้ ไม่ต้องสะสม หรือสะสมแค่พอสมควรแก่อัตภาพ เราสังเกตเห็นหลายครอบครัวที่เรารู้จักนะคะ มีเงิทอง มีที่ทางสะสมเยอะแยะ แต่ลูกหลานงอมืองอเท้า หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เพราะรู้ว่ายังไงก็มีสมบัติอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าคนเป็นพ่อแม่ เค้าจะภูมิใจหรือเปล่า ที่เค้าสร้างไว้ให้ลูกได้ หรือเค้าจะคิด ว่าเพราะการสะสม ทำให้ลูกเค้าเป็นอย่างนี้
ก็เป็นแค่อีกหนึ่งมุมมองนะคะ อาจไม่ถูกเสียทั้งหมด แต่เราคิดว่าเรื่องนึง มันก็มีหลายแง่มุมให้ไตร่ตรอง ไม่ใช่จะมีแต่ลบหรือบวกเสมอไป
ซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บเอาไว้ ใช่จะมีแต่ข้อดีนะคะ
เราเห็นหลายคน อยากจะซื้อที่เก็บไว้เพราะกลัวราคามันจะขึ้น หลายคนก็ไปซื้อซะไกลเชียว ต่างจังหวัดไกลๆอะไรแบบนี้ ทั้งที่ชีวิตประจำวันก็คนเมืองเต็มขั้น โอกาสที่จะได้ไปใช้ชีวิตจริงๆอยู่ตรงนั้น น้อยเต็มที(อันนี้เราขอยกเว้น คนที่มีเงินเหลือเฟือ เหลือกินเหลือใช้นะคะ เราพูดถึง คนทั่วไปธรรมดาสามัญ อย่างคนชั้นกลาง ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมน่ะค่ะ) และในที่นี้เราหมายถึง กรณีที่ซื้อเก็บไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้นนะคะ ว่ามันมี"ราคาที่ต้องจ่าย"ตามที่เรามองเห็น ดังนี้
1)ถ้าคุณซื้อด้วยเงินผ่อน คุณต้องแน่ใจว่าราคาของอสังหานั้น เติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยที่คุณกู้มา(ถ้าจะคิดเรื่องปล่อยเช่า อย่าลืมดูราคาปล่อยเช่าถัวเฉลี่ย ของย่านนั้นด้วยนะคะ บางทีคุณอาจจะไม่สาม่รถปล่อยเช่าได้ราคาสูง อย่างที่ใจหมาย หรืออาจได้ค่าเช่า น้อยกว่าดอกเบี้ยที่คุณไปกู้มาเสียอีก และถ้าโชคไม่ดี ได้ผู้เช่าที่ไม่ดูแลบ้านให้เรา หรือเหนียวหนี้ พอเค้าย้ายออกแล้ว คุณต้องมาเก็บซ่อม ซากประวัติศาสตร์พวกนี้ด้วยนะคะ
2)หรือแม้แต่คุณซื้อด้วยเงินสด อย่าลืมคิด"ต้นทุนค่าเสียโอกาส" เข้าไปในราคาที่ซื้อด้วย เพราะนั่นหมายความว่า ถ้าคุณไม่ได้เอาเงินสดมาซื้อสิ่งนี้ คุณก็จะสามารถนำเงินก้อนดังกล่าวไปสร้างผลประโยชน์ด้านอื่นได้แทน แม้แต่ฝากธนาคาร เพราะฉนั้น บวกดอกเบี้ยเข้าไปกด้วยค่ะ
3)กรณีซื้อเป็นบ้านทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยว ถ้าไม่มีคนเข้าไปอยู่นานๆ ระวังอุปกรณ์ต่างๆในบ้าน จะถูกถอดไแขายหมดนะคะ ไม่ว่าจะเแ็นหลอดไฟ สายไฟ เหล็กดัด ก๊อกน้ำ บานประตู ลูกบิด ระวังเหลือแต่บ้านเปล่าๆ แล้วจะตกใจ
4)ถ้าซื้อบ้านโครงการหรือคอนโด มีค่าส่วนกลางด้วยค่ะ คุณจะอยู่หรือไม่อยู่ ก็ต้องจ่าย
5)ถ้าซื้อเป็นที่ดินเปล่า ที่อยู่ห่างไกลออกไป หรือในต่างจังหวัด ให้ระวังพวกรุกที่ให้ดีค่ะ บางทีเป็นพวกผู้ใหญ่บ้านหรือขาใหญ่บริเวณนั้น ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนพื้นที่ หรือไปซื้อกันเป็นกลุ่ม ก็ลำบากนะคะ
รุ่นพ่อแม่เรา เคยซื้อที่ย่านบางใหญ่ไว้หน่อยนึง นานเป็นยี่สิบปีแล้ว พอไปดูอีกทีนึง กลายเป็นบึงไปแล้วค่ะ(พวกตักหน้าดินไปขาย)
6)ข้อนี้ข้อสุดท้าย แต่เราว่าสำคัญที่สุด ไม่อาจมองข้ามได้เลย คือการได้มาซึ่งสิ่งหนึ่ง ย่อมเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอ ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเอาเงินเก็บซึ่งมีก้อนเดียวของคุณ ไปซื้อที่ๆต่างจังหวัดอันแสนห่างไกล เพราะเผื่อราคามันจะขึ้น แต่ต่อมาสมมติว่าที่ดินผืนที่อยู่ติดกับที่ของคุณหรือติดกับคุณแม่ของคุณ เกิดบอกขายขึ้นมา เป็นโอกาสที่ดี ที่คุณจะได้อยู่ใกล้ชิดท่าน และท่านก็อยากอยู่ใกล้ลูกหลาน แต่ว่าคุณไม่มีเงินแล้ว เพราะเงินก็ซื้อที่ที่(ไม่น่าจะเกิดประโยชน์)ไปแล้ว แถมที่ดินเป็นทรัพย์ที่สภาพคล่องต่ำ ใช่จะเปลี่ยนมือกันได้ง่ายๆ คุณก็จะเสียโอกาสตรงนั้นไป
เราคิดว่า ซื้อเมื่อต้องใช้ ซื้อเมื่อสมควรจะซื้อ อย่าซื้อเพียงเพราะความวิตกกังวล ความกลัวไปล่วงหน้า ว่ามันจะแพง ทำเลมันเปลี่ยนได้ตลอดนะคะ ที่ๆเคยมีราคา บางทีต่อมาราคาตกมาก ยังไม่อยากซื้อเลย ซื้อเพื่อใช้ ไม่ต้องสะสม หรือสะสมแค่พอสมควรแก่อัตภาพ เราสังเกตเห็นหลายครอบครัวที่เรารู้จักนะคะ มีเงิทอง มีที่ทางสะสมเยอะแยะ แต่ลูกหลานงอมืองอเท้า หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เพราะรู้ว่ายังไงก็มีสมบัติอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าคนเป็นพ่อแม่ เค้าจะภูมิใจหรือเปล่า ที่เค้าสร้างไว้ให้ลูกได้ หรือเค้าจะคิด ว่าเพราะการสะสม ทำให้ลูกเค้าเป็นอย่างนี้
ก็เป็นแค่อีกหนึ่งมุมมองนะคะ อาจไม่ถูกเสียทั้งหมด แต่เราคิดว่าเรื่องนึง มันก็มีหลายแง่มุมให้ไตร่ตรอง ไม่ใช่จะมีแต่ลบหรือบวกเสมอไป