ม็อกค่าปาท่องโก๋ : Checker ฟันเฟืองสำคัญของ “หนังไทย”

สวัสดีครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้รีวิวหนังไทย เนื่องจากไม่ค่อยมีหนังไทยเข้าและได้ดูทันมากนัก หากมีจะมารีวิวให้ได้อ่านกันแน่นอนครับ

     และได้ทราบจากทาง เนชั่นสุดสัปดาห์ ว่าผมสามารถนำคอลัมน์ "ม็อกค่าปาท่องโก๋" ที่ผมเขียนประจำในเนชั่นสุดสัปดาห์นั้น มาเผยแพร่ได้หลังจากผ่านการตีพิมพ์ไป 2 สัปดาห์

จึงขออนุญาต ทยอยนำบทความมาลงให้ได้อ่านกัน เพื่อขอคำแนะนำ คำติชม เพื่อปรับปรุงงานเขียนต่อไปในอนาคตเรื่อยๆครับ ขอบคุณครับ

เนชั่นสุดสัปดาห์ เล่มที่ 1093

ม็อกค่าปาท่องโก๋ : Checker ฟันเฟืองสำคัญของ “หนังไทย”

     ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำ “สวัสดี” ท่านผู้อ่าน “เนชั่นสุดสัปดาห์” ผมขอรายงานตัวในฐานะคอลัมนิสต์น้องใหม่ แต่หน้าเก่าเพราะเคยมีประสบการณ์เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับหนังไทยในเวบไซต์ pantip.com และที่นิตยสาร VOTE

        การกระโดดสู่สนามใหญ่อย่าง “เนชั่นสุดสัปดาห์” เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาครับ ผมจะตั้งใจและทุ่มเทให้กับคอลัมน์ “ม็อคค่า ปาท่องโก๋” นี้อย่างดีที่สุด ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ!

     ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ “พี่มาก...พระโขนง” ที่กวาดรายได้ไปกว่า 500 ล้านบาท สร้างให้เกิดกระแสความสนใจในหนังไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะในด้านสถิติและรายได้

     ซึ่งโดยปกติ รายได้ของหนังไทยที่มีการรายงานตามเวบไซต์ต่างๆ นั้น จะมีการระบุไว้ว่า เป็นรายได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่...

     จึงเป็นคำถามที่คาใจหลายๆ คนว่า แล้วรายได้หนังรวมทั้งประเทศ ทำไมถึงไม่มีการรายงาน? หรือมีการปิดบังข้อมูล? และทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่ารายได้หนังรวมจริงๆ แล้วเป็นเท่าไหร่กันแน่? ผมเชื่อว่าผู้ซื้อตั๋วดูหนัง ย่อมอยากทราบเป็นธรรมดาว่า เงินแต่ละบาทที่ต้องควักกระเป๋าออกไป มีส่วนอยู่ในรายได้หลายๆ ล้านของหนังที่รายงานกันหรือไม่...

        บังเอิญ ผมเป็นคนรักหนังไทยและคลุกคลีอยู่ในแวดวงพอสมควรทำให้มีข้อมูลอยู่จำนวนหนึ่ง จึงขออนุญาตเล่าให้ฟังเล็กๆ น้อยๆ ครับ

     สำหรับในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ รายได้จากค่าตั๋วหนัง ทางโรงหนังกับทางค่ายหนังจะแบ่งรายได้กันตามอัตราส่วนที่ได้ตกลงกันไว้ (ประมาณ 50 : 50) โดยจะนำรายได้จากค่าตั๋วหนังหลักจากการหัก “ค่าดำเนินการ” บางประเภทมาแบ่ง

     ค่าดำเนินการ ก็มีเช่น ค่าจองผ่านอินเตอร์เน็ต ค่าบริการเพิ่มเติมที่นั่งแบบพิเศษ ค่าบริการการซื้อบัตรจากเครื่องอัตโนมัติ หรืออื่นๆ แต่อัตราส่วนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แล้วแต่การตกลงกันระหว่างค่ายหนังกับโรงหนัง ดังนั้นตัวเลขที่เราเห็น เช่น “พี่มาก...พระโขนง” สมมุติว่าได้ 500 ล้าน ทางค่ายหนังและโรงหนังก็จะแบ่งกันโดยประมาณ คนละ 250 ล้านบาท

        ส่วนทางค่ายหนัง จะเช็คอย่างไรว่ามีการซื้อตั๋วไปเป็นจำนวนเท่าไหร่และราคาเท่าไหร่บ้าง?

     ตรงนี้ ทางค่ายหนังจะมีทีมงานที่เรียกว่า Checker คอยนับจำนวนผู้ชม เอามาเทียบกับข้อมูลการขายตั๋วของทางโรงหนัง บางค่ายก็มี Checker ของตัวเอง บางค่ายก็การใช้ Checker ร่วมกัน

     แน่นอน การลงทุนจ้าง Checker ก็เป็นต้นทุนของค่ายหนังเช่นกัน ที่จริงแล้วต้นทุนของทางค่ายหนัง ยังมีอีกหลายอย่าง อาทิ ต้นทุนการสร้างหนัง ต้นทุนการผลิตสื่อที่ใช้ในการฉาย (ฟิล์มหรือไฟล์ดิจิทัล) ค่าจัดส่งสื่อไปฉายที่โรง ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์หนังผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ Social Media หรือสื่ออื่นๆ รวมทั้งโปสเตอร์ แบนเนอร์ ที่หน้าโรงหนัง

        คราวนี้ก็มาถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมการรายงานรายได้ของหนัง จึงมีการรายงานเพียงแค่รายได้ของหนังในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่? ก็เพราะในต่างจังหวัด “ระบบการจัดฉาย” ของหนังในเขตต่างจังหวัด จะเป็นการขายผ่าน “สายหนัง”
แล้ว “สายหนัง” คือใคร?

     “สายหนัง” ก็คือผู้ที่จัดซื้อหนังเพื่อไปจัดฉายในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งปกติจะแบ่งเป็น “ภาค”
คือ ภาคเหนือ (ไม่รวมเชียงใหม่) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

      ซึ่งระบบการซื้อ จะเป็นการซื้อแบบ “ขายขาด” ซึ่งสายหนังก็จะประเมินจำนวน Copy (จำนวน “ม้วนฟิล์ม” ในระบบฟิล์ม หรือจำนวน “ไฟล์” ในระบบดิจิทัล) ที่จะต้องนำไปฉาย (ทั้งในระบบดิจิทัลและระบบฟิล์ม) แล้วเจรจาต่อรองการซื้อขายกับทางค่ายหนัง...
เมื่อซื้อขายตามจำนวน Copy ที่ตกลงกันได้ “สิทธิ์การจัดฉาย” ใน “ภาค” นั้นๆ ก็จะตกเป็นของ “สายหนัง” โดยสมบูรณ์

      ทางค่ายก็จะได้เงินไปเท่ากับจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน  ไม่ว่ารายได้จากการฉายจริงจะเป็นเท่าไหร่ ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไร เช่น ซื้อ 1 ล้าน ฉายแล้วเก็บเงินได้ 1 แสน หรือ 3 แสน หรือ 1 ล้าน หรือ 10 ล้าน ทางค่ายก็ไม่สิทธิ์ในรายได้ส่วนนี้!

      นอกจากนั้น ในบางกรณี มีการตกลงกันในรูปแบบอื่น เช่น ตกลงซื้อกันในราคาขั้นต่ำ และถ้ารายได้ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่  เกินเท่าไหร่ (ตามที่ตกลง) สายหนังก็จะจ่ายส่วนแบ่งเพิ่มให้ ซึ่งเป็นเรื่องของการเจรจา...

      ทีนี้ การแบ่งรายได้ระหว่าง “สายหนัง” กับ “โรงหนังต่างจังหวัด” ก็จะเป็นเช่นเดียวกับอัตราส่วนการแบ่งรายได้ของค่ายหนังกับโรงหนังในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ โดยสายหนังก็เป็นผู้ลงทุนจ้าง Checker ไปนับจำนวนผู้ชมตามโรงหนังในภาคของตนเอง

      ดังนั้นการนับรวมรายได้ในต่างจังหวัดของหนังเรื่องใดๆ หากอยากทราบรายได้ทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องได้ข้อมูลจาก “สายหนัง” ของแต่ละภาค แล้วจึงสามารถนำมารวมเพื่อเป็นรายได้ทั่วประเทศ

      ดังนั้น การรวบรวมรายได้ทั่วประเทศจึงเป็นเรื่องยากที่จะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องในเวลาอันรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีการรายงานรายได้ในส่วนนี้เป็นรายวันเหมือนกับการรายงานรายได้ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ นั่นเอง...

      ถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องมี “สายหนัง” ด้วย ทาง “ค่ายหนัง” จัดจำหน่ายเองไม่ได้หรือ?
ต้องบอกว่า “ระบบสายหนัง” นี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ...

      ข้อเสีย ก็อย่างที่ทราบคือ ทำให้ไม่มีการรายงานรายได้ทั่วประเทศ ถ้าหนังได้เงิน ค่ายหนังก็ไม่ได้เงินเต็มที่ตามที่ควรจะเป็น ยิ่งหนังรายได้สูง ค่ายหนังยิ่ง “ขาดทุนกำไร” ที่ควรจะได้

      แต่ในด้านข้อดี ต้องบอกว่า สำหรับค่ายหนังแล้ว การมีผู้เข้ามารับความเสี่ยงในการจัดฉายแทนค่ายนั้นเป็นเรื่องดี  เพราะถ้าหนังเจ๊ง “สายหนัง” ก็อ่วมฝ่ายเดียว ค่ายหนังไม่ต้องเสี่ยงด้วย เหมือนเป็นการกระจายความเสี่ยง และการที่มี “สายหนัง” ทำให้มีโอกาสที่หนังเล็กๆ จะได้ไปฉายตามต่างจังหวัด เพราะบางครั้งค่ายหนังก็อาจขายพ่วงเป็นแพคเกจ ซื้อเรื่องนี้ เอาหนังเรื่องนี้ไปด้วย

      หากไม่มี “สายหนัง” โรงหนังย่อมต้องเอาหนังที่ทำเงินไปฉายก่อน โอกาสของหนังเล็กๆ จะยิ่งน้อยลง และสุดท้าย หากไม่มี “สายหนัง” โรงหนังที่เป็นเครือขนาดใหญ่ ก็จะมีอำนาจต่อรองกับค่ายหนังอย่างเต็มที่ สามารถควบคุมจำนวนโรงฉายได้อย่างอิสระ ซึ่งจะไปมีผลในด้านการต่อรองเรื่องอัตราส่วนรายได้อีกที

      ที่สำคัญที่สุด หากปล่อยให้ระบบการฉายหนัง ไปใช้ระบบ Demand / Supply ซื้อเยอะได้ราคาถูกกว่า โรงหนังเล็กๆ ก็จะไม่มีที่ยืน!
เพราะจะไม่มีเงินไปสู้กับรายใหญ่ๆ นั่นเอง และตลาดโรงหนังในประเทศไทย ก็จะกลายเป็นตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย เหมือนกับระบบโทรศัพท์มือถือ! ซึ่งหากมีการรวมหัวกันขึ้นราคา ผู้บริโภคก็จะไม่มีทางเลือก...

      ยิ่งวงการภาพยนตร์ เป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีหน่วยงานมาควบคุมด้านราคาเหมือนกับระบบโทรศัพท์มือถือ ยิ่งอันตราย ลองพิจารณาจากราคาป๊อปคอร์น ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม ที่ขายหน้าโรงหนังในปัจจุบันดูสิครับ!

      และที่ชัดๆ เลยก็คือ “ราคาตั๋วหนัง” ผมเห็นพ่อแก่แม่เฒ่าที่แห่ตามลูกหลานออกมาดู “พี่มาก...พระโขนง” ขยี้ตาด้วยไม่เชื่อว่าค่าตั๋วดู “แม่นาคพระโขนง” พ.ศ.นี้ ปาเข้าไป 160 บาท!

      ธุรกิจภาพยนตร์ไทย ที่จริงยังมีความเสี่ยงมากมาย หากใครได้ไปดูหนังในช่วงก่อนที่ “พี่มาก...พระโขนง” จะเข้าฉาย จะพบว่า โรงหนังเงียบเหงาอย่างน่าใจหาย เชื่อว่าในช่วงดังกล่าว โรงหนังแบกภาระขาดทุนมาพอสมควร ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจภาพยนตร์ ก็ยังคงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา โดยทั้งหมด ขึ้นกับความนิยมในหนัง ซึ่งขึ้นกับผู้ชมภาพยนตร์ชาวไทยเป็นสำคัญครับ.
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่