สวัสดีค่ะ พี่ๆเพื่อนๆทุกท่าน
วันนี้มีเรื่องสั้นพร้อมเพลงมาฝากอีกแล้วค่ะ
เพลงไม่เกี่ยวกับเนื้อหา แต่น่ารักดีค่ะ ^^

++ตำนานนาฬิกาทราย++
กาลครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว..
โลกเป็นเพียงวัตถุทรงกลมเรียบและว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจาก..
น้ำแข็งก้อนใหญ่..กับนาฬิกาทรายเรือนยักษ์..ที่มีปลายเปิดและปล่อยทรายออกได้อย่างเดียว
น้ำแข็งกับนาฬิกาทรายเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก
ร่วมทุกข์ร่วมสุขจนทั้งคู่เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว
ความงดงามของน้ำแข็ง ทำให้นาฬิกาทรายแอบชื่นชมหลงใหล
แต่ทุกครั้งที่พยายามแสดงความสนิทสนมใกล้ชิด
ความเย็นชาจากน้ำแข็งก็ทำให้นาฬิกาทรายต้องผิดหวังทุกทีไป
วันหนึ่งนาฬิกาทรายทะเลาะกับน้ำแข็งอย่างรุนแรงถึงขั้นแตกหัก
นาฬิกาทรายร้องไห้เสียใจหนีไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่านาฬิกาทรายกับน้ำแข็งก็ยังไม่คืนดีกัน..ต่างคนต่างอยู่คนละซีกโลก
จนวันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้โลกจะต้องแตกออกเป็นสองส่วน
น้ำแข็งรู้ดีว่าถ้าโลกแตกเป็นสองส่วนแล้วก็คงไม่ได้เจอกับนาฬิกาทรายตลอดกาล
แต่ด้วยทิฐิที่มีอยู่…น้ำแข็งจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆแทนที่จะออกตามหานาฬิกาทราย
ดวงจันทร์โคจรผ่านมาน้ำแข็งจึงถามว่าอีกซีกโลกเป็นอย่างไรบ้าง
ดวงจันทร์บอกว่า นาฬิกาทรายกลับมาไม่ทันเพราะโลกกำลังจะแยก
จึงปล่อยทรายออกมาปกคลุมรอยแตกของโลกเพื่อยึดไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน
โดยหวังว่าจะได้กลับมาพบน้ำแข็งอีก
ทันทีที่รู้ น้ำแข็งก็รีบออกตามหานาฬิกาทราย...
แต่สายเกินไป ทรายกำลังจะหมดจากตัวนาฬิกาแล้ว
เมื่อน้ำแข็งมาถึงก็ได้ยินเพียงคำพูดสุดท้ายจากปากของนาฬิกาทราย
"ฉันรักเธอ"
ความเย็นชาที่มีในตัวน้ำแข็งหมดลงทันทีน้ำแข็งจึงเริ่มละลาย
ในขณะที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน กลายเป็นน้ำทะเลที่อ่อนโยน
คอยโอบอุ้มผืนทรายที่บริสุทธิ์ และอยู่คู่กันตราบจนทุกวันนี้...

“น่ารักดี ตำนานอะไรเนี่ย ยังกะเทพนิยายพาฝันยังไงยังงั้น นี่มันตำนานหรือนิทานกันแน่”
“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย มาเกี่ยวกันได้ยังไงนะ น้ำแข็งกับนาฬิกาทราย ใครกันช่างคิดจริงๆ”
ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากอ่านตำนานนาฬิกาทรายจากในเว็บเว็บหนึ่งที่เปิดเข้ามาเจอโดยบังเอิญ ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับนาฬิกาทรายและคนรักซึ่งก็คือน้ำแข็ง ตำนานก็คือตำนานไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเป็นความจริง และตำนานนั้นก็เป็นเหมือนทรายที่ปลิวหายและน้ำแข็งที่ละลายไปตามกาลเวลา ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก ฉันจึงเปิดค้นหาประวัติที่แท้จริงของนาฬิกาทรายต่อไป
อันที่จริงนาฬิกาของโลกในยุคแรกคือ
‘นาฬิกาแดด’ นาฬิกาที่ใช้บอกเวลารุ่นแรกสุดโดยชาวสุเมเรียน ที่ใช้นาฬิกาชนิดนี้ โดยจะแบ่งช่วงเวลาออกเป็นสิบสองช่วงในหนึ่งวัน ในแต่ละช่วงจะกินเวลาประมาณสองชั่วโมง โดยใช้วิธีวัดความยาวแสงเงาเป็นมาตรฐานในการวัดระยะเวลา นาฬิกาแดดเป็นต้นแบบของนาฬิกาที่เราใช้กันอยู่ตราบจนปัจจุบัน
ขณะที่ชาวกรีกประดิษฐ์
‘นาฬิกาน้ำ’ โดยใช้ถ้วยเจาะรูให้จมลงในโอ่ง เรียกว่า Clepsydra ดูการจมของถ้วยเทียบระยะเวลา ชาวกรีกใช้นาฬิกาชนิดนี้ในศาล ต่อมาใน 250 ปีก่อนคริตศักราช นักปราชญ์อาร์คิมิดิส พัฒนานาฬิกาน้ำนี้ขึ้นโดยเพิ่มตัวควบคุมความเร็ว เขาปรับปรุงนาฬิกาชนิดนี้เพื่อใช้งานทางดาราศาสตร์
ต่อมาจึงมีการทำ
'นาฬิกาทราย' ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นแก้วเป่าสองชิ้นมีรูแคบกั้นกลาง โดยใช้ทรายเป็นตัวบอกเวลามักใช้จับเวลาระยะสั้นๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ การบูชา การเฝ้ายาม และการทำอาหาร เป็นต้น นาฬิกาทรายจึงเป็นปัจจัยสำคัญในสมัยก่อนที่ไม่ต้องอาศัยสภาพอากาศใดใดเป็นตัวแปร
“นี่สิ ค่อยเข้าใจหน่อย นาฬิกาทรายที่แท้คือเครื่องจับเวลาดีๆนี่เอง เดี๋ยวนี้คงไม่มีคนใช้แล้วมั๊งโบราณซะขนาดนั้น โทรศัพท์มือถือสมัยนี้มีเครื่องจับเวลาเยอะแยะจะตาย”
“แต่คนคิดค้นนาฬิกาทรายก็เก่งจริงๆ น่าทึ่งมาก”
ฉันพึมพำกับตัวเองเป็นครั้งที่สอง ประวัติของนาฬิกาทรายที่มีมาช้านานโดยชาวกรีกเป็นผู้คิดค้น ช่างน่าทึ่ง ฉันจึงคิดหาคำจัดความของนาฬิกาทรายในใจฉันว่ามันเป็นอย่างไร...
++ครั้งแรกที่รู้จักนาฬิกาทราย++
สำหรับฉัน..นาฬิกาทรายเปรียบเสมือนสิ่งของสวยงามทั่วไปที่มีเอาไว้ประดับห้อง วางบนโต๊ะทำงานก็สวยดี วางบนเปียโนเหมือนในหนังในละคร ก็ได้อารมณ์วินเทจแสนสวยเหมือนเจ้าหญิงกำลังเต้นรำยามเสียงเปียโนบรรเลง เพียงแค่สวยงามเท่านั้นไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร
สำหรับใครบางคน..นาฬิกาทรายมีความหมายมากกว่านั้น คือของแทนใจ คือของขวัญ คือกล่องความทรงจำที่มีค่า บางทีนาฬิกาทรายอาจจะมีคุณค่าทางใจมากกว่าที่ฉันคิดถ้ามันมาจากใครบางคนที่ถูกใจ
สำหรับฉัน..นาฬิกาทรายในใจฉันอาจจะมีคุณค่าน้อยกว่านาฬิกาทรายในใจใครหลายคน เม็ดทรายที่ไหลผ่านลงไปเม็ดแล้วเม็ดเล่าจวบจนเม็ดสุดท้ายก็เพียงแค่เวลาที่หมดไป ไม่ได้มีความหมายอะไร
สำหรับใครบางคน..นาฬิกาทรายในใจเขาอาจมีคุณค่ามาก หมายถึงบางสิ่งที่อยากเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญสลายหายไปเหมือนดั่งเม็ดทรายเม็ดสุดท้ายที่พร้อมจะไหลลงมาได้ทุกเมื่อเมื่อเวลาหมด
สำหรับฉัน...เพียงแค่กลับด้านนาฬิกา เวลาก็หมุนเปลี่ยนกลับมาได้ใหม่เสมอไม่พิเศษไม่แตกต่าง
สำหรับใครบางคน..เพียงแค่กลับด้านนาฬิกา อาจหมายถึงเวลากำลังจะหมดลงในไม่ช้า เวลาที่ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ใหม่ถึงแม้จะกลับด้านนาฬิกาสักกี่ครั้ง แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง
สำหรับฉัน...ถ้าไม่อยากให้ทรายในนาฬิกาหมด ก็แค่รอเวลาที่ทรายไหลลงมาเท่าๆกันทั้งบนและล่างแล้ววางมันลงตามแนวนอน ทรายก็จะคงอยู่สองข้างเท่าๆกัน ไม่หนีหายจากกันไปไหนทั้งสองด้าน
สำหรับใครบางคน..ความคิดของฉันคงบ้าสิ้นดี ใครจะบ้าเอานาฬิกาทรายวางในแนวนอนกัน พอดีได้กลิ้งตกแตกก็ฐานของมันทรงกลมซะขนาดนั้น
ความคิดค้านในจิตใจของฉันหลั่งไหลพรูออกมาดั่งสายน้ำที่ก้อนน้ำแข็งละลาย
น้ำแข็งในใจของฉันเริ่มละลายลงทีละนิด…

ฉันนั่งมองกล่องของขวัญขนาดเล็กผูกโบว์สวยงามในมือ กล่องของขวัญเนื่องในโอกาสวันเกิดและวันแห่งความรักวันเดียวกันที่ฉันได้รับเมื่อกลับถึงบ้าน ของขวัญจากใครบางคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวและหัวใจของฉัน
“นาฬิกาทรายเหรอ น่ารักจัง”
“หมู่นี้ทำไมฉันถึงมีเรื่องให้คิดเกี่ยวกับนาฬิกาทรายบ่อยๆนะ สงสัยเพราะโจทย์นี้ตามวนเวียนอยู่ในหัวมาหลายวันแล้วก็เป็นได้”
“แม้แต่ของขวัญวันเกิดยังเป็นนาฬิกาทรายเลย”
ฉันฉีกยิ้มเต็มแก้มเมื่อเห็นความน่ารักของเจ้าของขวัญตรงหน้า พร้อมทั้งหยิบมันมาชื่นชมโดยไม่ลังเล ทรายในนาฬิกาไหลพรั่งพรูลงมาเรื่อยๆช่างละเอียด สวยงาม ฉันรู้สึกว่ามันน่ารักขึ้นมาทันที จนไม่อยากให้แม้แต่ทรายเม็ดสุดท้ายจะไหลลงไปจนหมด
หรือเพราะว่าตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่ามันมีคุณค่าทางใจมากกว่าการเป็นแค่เครื่องจับเวลาแสนสวยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรในชีวิตจริงก็ไม่รู้นะ..
ของบางอย่างมาจากคนที่ถูกใจ ถึงไม่มีราคาค่างวดใด...แต่ความหมายทางใจทำไมช่างแตกต่างกันได้มากขนาดนี้

นาฬิกาทรายในใจฉัน..อาจจะเริ่มมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยไปไม่หมด
เหมือนนาฬิกาทรายในใจของใครหลายต่อหลายคน...
คุณคิดเหมือนกันไหม..สำหรับคุณแล้ว...
นาฬิกาทรายมีค่าเท่าสิ่งใด...
เท่าหัวใจ...
เท่าความหวังเท่าความฝัน...
เท่าบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่ขาดหาย...
หรือเท่าแค่เม็ดทรายที่ไหลผ่านเรื่อยลงไปตราบจน...
ทรายเม็ดสุดท้ายบรรจบ...และไม่ต้องมีความหวังอีกต่อไป...

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านค่ะ
ขอบคุณภาพสวยๆ ตำนานนาฬิกาทราย และประวัติจากอินเตอร์เนตด้วยค่ะ
ขอบคุณเพลงเพราะๆจากยูทูปค่ะ

นาฬิกา...ทราย
วันนี้มีเรื่องสั้นพร้อมเพลงมาฝากอีกแล้วค่ะ
เพลงไม่เกี่ยวกับเนื้อหา แต่น่ารักดีค่ะ ^^
++ตำนานนาฬิกาทราย++
กาลครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว..
โลกเป็นเพียงวัตถุทรงกลมเรียบและว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจาก..
น้ำแข็งก้อนใหญ่..กับนาฬิกาทรายเรือนยักษ์..ที่มีปลายเปิดและปล่อยทรายออกได้อย่างเดียว
น้ำแข็งกับนาฬิกาทรายเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก
ร่วมทุกข์ร่วมสุขจนทั้งคู่เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว
ความงดงามของน้ำแข็ง ทำให้นาฬิกาทรายแอบชื่นชมหลงใหล
แต่ทุกครั้งที่พยายามแสดงความสนิทสนมใกล้ชิด
ความเย็นชาจากน้ำแข็งก็ทำให้นาฬิกาทรายต้องผิดหวังทุกทีไป
วันหนึ่งนาฬิกาทรายทะเลาะกับน้ำแข็งอย่างรุนแรงถึงขั้นแตกหัก
นาฬิกาทรายร้องไห้เสียใจหนีไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่านาฬิกาทรายกับน้ำแข็งก็ยังไม่คืนดีกัน..ต่างคนต่างอยู่คนละซีกโลก
จนวันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้โลกจะต้องแตกออกเป็นสองส่วน
น้ำแข็งรู้ดีว่าถ้าโลกแตกเป็นสองส่วนแล้วก็คงไม่ได้เจอกับนาฬิกาทรายตลอดกาล
แต่ด้วยทิฐิที่มีอยู่…น้ำแข็งจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆแทนที่จะออกตามหานาฬิกาทราย
ดวงจันทร์โคจรผ่านมาน้ำแข็งจึงถามว่าอีกซีกโลกเป็นอย่างไรบ้าง
ดวงจันทร์บอกว่า นาฬิกาทรายกลับมาไม่ทันเพราะโลกกำลังจะแยก
จึงปล่อยทรายออกมาปกคลุมรอยแตกของโลกเพื่อยึดไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน
โดยหวังว่าจะได้กลับมาพบน้ำแข็งอีก
ทันทีที่รู้ น้ำแข็งก็รีบออกตามหานาฬิกาทราย...
แต่สายเกินไป ทรายกำลังจะหมดจากตัวนาฬิกาแล้ว
เมื่อน้ำแข็งมาถึงก็ได้ยินเพียงคำพูดสุดท้ายจากปากของนาฬิกาทราย
"ฉันรักเธอ"
ความเย็นชาที่มีในตัวน้ำแข็งหมดลงทันทีน้ำแข็งจึงเริ่มละลาย
ในขณะที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน กลายเป็นน้ำทะเลที่อ่อนโยน
คอยโอบอุ้มผืนทรายที่บริสุทธิ์ และอยู่คู่กันตราบจนทุกวันนี้...
“น่ารักดี ตำนานอะไรเนี่ย ยังกะเทพนิยายพาฝันยังไงยังงั้น นี่มันตำนานหรือนิทานกันแน่”
“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย มาเกี่ยวกันได้ยังไงนะ น้ำแข็งกับนาฬิกาทราย ใครกันช่างคิดจริงๆ”
ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากอ่านตำนานนาฬิกาทรายจากในเว็บเว็บหนึ่งที่เปิดเข้ามาเจอโดยบังเอิญ ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับนาฬิกาทรายและคนรักซึ่งก็คือน้ำแข็ง ตำนานก็คือตำนานไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเป็นความจริง และตำนานนั้นก็เป็นเหมือนทรายที่ปลิวหายและน้ำแข็งที่ละลายไปตามกาลเวลา ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก ฉันจึงเปิดค้นหาประวัติที่แท้จริงของนาฬิกาทรายต่อไป
อันที่จริงนาฬิกาของโลกในยุคแรกคือ ‘นาฬิกาแดด’ นาฬิกาที่ใช้บอกเวลารุ่นแรกสุดโดยชาวสุเมเรียน ที่ใช้นาฬิกาชนิดนี้ โดยจะแบ่งช่วงเวลาออกเป็นสิบสองช่วงในหนึ่งวัน ในแต่ละช่วงจะกินเวลาประมาณสองชั่วโมง โดยใช้วิธีวัดความยาวแสงเงาเป็นมาตรฐานในการวัดระยะเวลา นาฬิกาแดดเป็นต้นแบบของนาฬิกาที่เราใช้กันอยู่ตราบจนปัจจุบัน
ขณะที่ชาวกรีกประดิษฐ์ ‘นาฬิกาน้ำ’ โดยใช้ถ้วยเจาะรูให้จมลงในโอ่ง เรียกว่า Clepsydra ดูการจมของถ้วยเทียบระยะเวลา ชาวกรีกใช้นาฬิกาชนิดนี้ในศาล ต่อมาใน 250 ปีก่อนคริตศักราช นักปราชญ์อาร์คิมิดิส พัฒนานาฬิกาน้ำนี้ขึ้นโดยเพิ่มตัวควบคุมความเร็ว เขาปรับปรุงนาฬิกาชนิดนี้เพื่อใช้งานทางดาราศาสตร์
ต่อมาจึงมีการทำ 'นาฬิกาทราย' ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นแก้วเป่าสองชิ้นมีรูแคบกั้นกลาง โดยใช้ทรายเป็นตัวบอกเวลามักใช้จับเวลาระยะสั้นๆ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ การบูชา การเฝ้ายาม และการทำอาหาร เป็นต้น นาฬิกาทรายจึงเป็นปัจจัยสำคัญในสมัยก่อนที่ไม่ต้องอาศัยสภาพอากาศใดใดเป็นตัวแปร
“นี่สิ ค่อยเข้าใจหน่อย นาฬิกาทรายที่แท้คือเครื่องจับเวลาดีๆนี่เอง เดี๋ยวนี้คงไม่มีคนใช้แล้วมั๊งโบราณซะขนาดนั้น โทรศัพท์มือถือสมัยนี้มีเครื่องจับเวลาเยอะแยะจะตาย”
“แต่คนคิดค้นนาฬิกาทรายก็เก่งจริงๆ น่าทึ่งมาก”
ฉันพึมพำกับตัวเองเป็นครั้งที่สอง ประวัติของนาฬิกาทรายที่มีมาช้านานโดยชาวกรีกเป็นผู้คิดค้น ช่างน่าทึ่ง ฉันจึงคิดหาคำจัดความของนาฬิกาทรายในใจฉันว่ามันเป็นอย่างไร...
++ครั้งแรกที่รู้จักนาฬิกาทราย++
สำหรับฉัน..นาฬิกาทรายเปรียบเสมือนสิ่งของสวยงามทั่วไปที่มีเอาไว้ประดับห้อง วางบนโต๊ะทำงานก็สวยดี วางบนเปียโนเหมือนในหนังในละคร ก็ได้อารมณ์วินเทจแสนสวยเหมือนเจ้าหญิงกำลังเต้นรำยามเสียงเปียโนบรรเลง เพียงแค่สวยงามเท่านั้นไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร
สำหรับใครบางคน..นาฬิกาทรายมีความหมายมากกว่านั้น คือของแทนใจ คือของขวัญ คือกล่องความทรงจำที่มีค่า บางทีนาฬิกาทรายอาจจะมีคุณค่าทางใจมากกว่าที่ฉันคิดถ้ามันมาจากใครบางคนที่ถูกใจ
สำหรับฉัน..นาฬิกาทรายในใจฉันอาจจะมีคุณค่าน้อยกว่านาฬิกาทรายในใจใครหลายคน เม็ดทรายที่ไหลผ่านลงไปเม็ดแล้วเม็ดเล่าจวบจนเม็ดสุดท้ายก็เพียงแค่เวลาที่หมดไป ไม่ได้มีความหมายอะไร
สำหรับใครบางคน..นาฬิกาทรายในใจเขาอาจมีคุณค่ามาก หมายถึงบางสิ่งที่อยากเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญสลายหายไปเหมือนดั่งเม็ดทรายเม็ดสุดท้ายที่พร้อมจะไหลลงมาได้ทุกเมื่อเมื่อเวลาหมด
สำหรับฉัน...เพียงแค่กลับด้านนาฬิกา เวลาก็หมุนเปลี่ยนกลับมาได้ใหม่เสมอไม่พิเศษไม่แตกต่าง
สำหรับใครบางคน..เพียงแค่กลับด้านนาฬิกา อาจหมายถึงเวลากำลังจะหมดลงในไม่ช้า เวลาที่ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ใหม่ถึงแม้จะกลับด้านนาฬิกาสักกี่ครั้ง แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง
สำหรับฉัน...ถ้าไม่อยากให้ทรายในนาฬิกาหมด ก็แค่รอเวลาที่ทรายไหลลงมาเท่าๆกันทั้งบนและล่างแล้ววางมันลงตามแนวนอน ทรายก็จะคงอยู่สองข้างเท่าๆกัน ไม่หนีหายจากกันไปไหนทั้งสองด้าน
สำหรับใครบางคน..ความคิดของฉันคงบ้าสิ้นดี ใครจะบ้าเอานาฬิกาทรายวางในแนวนอนกัน พอดีได้กลิ้งตกแตกก็ฐานของมันทรงกลมซะขนาดนั้น
ความคิดค้านในจิตใจของฉันหลั่งไหลพรูออกมาดั่งสายน้ำที่ก้อนน้ำแข็งละลาย
น้ำแข็งในใจของฉันเริ่มละลายลงทีละนิด…
ฉันนั่งมองกล่องของขวัญขนาดเล็กผูกโบว์สวยงามในมือ กล่องของขวัญเนื่องในโอกาสวันเกิดและวันแห่งความรักวันเดียวกันที่ฉันได้รับเมื่อกลับถึงบ้าน ของขวัญจากใครบางคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวและหัวใจของฉัน
“นาฬิกาทรายเหรอ น่ารักจัง”
“หมู่นี้ทำไมฉันถึงมีเรื่องให้คิดเกี่ยวกับนาฬิกาทรายบ่อยๆนะ สงสัยเพราะโจทย์นี้ตามวนเวียนอยู่ในหัวมาหลายวันแล้วก็เป็นได้”
“แม้แต่ของขวัญวันเกิดยังเป็นนาฬิกาทรายเลย”
ฉันฉีกยิ้มเต็มแก้มเมื่อเห็นความน่ารักของเจ้าของขวัญตรงหน้า พร้อมทั้งหยิบมันมาชื่นชมโดยไม่ลังเล ทรายในนาฬิกาไหลพรั่งพรูลงมาเรื่อยๆช่างละเอียด สวยงาม ฉันรู้สึกว่ามันน่ารักขึ้นมาทันที จนไม่อยากให้แม้แต่ทรายเม็ดสุดท้ายจะไหลลงไปจนหมด
หรือเพราะว่าตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่ามันมีคุณค่าทางใจมากกว่าการเป็นแค่เครื่องจับเวลาแสนสวยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรในชีวิตจริงก็ไม่รู้นะ..
ของบางอย่างมาจากคนที่ถูกใจ ถึงไม่มีราคาค่างวดใด...แต่ความหมายทางใจทำไมช่างแตกต่างกันได้มากขนาดนี้
นาฬิกาทรายในใจฉัน..อาจจะเริ่มมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยไปไม่หมด
เหมือนนาฬิกาทรายในใจของใครหลายต่อหลายคน...
คุณคิดเหมือนกันไหม..สำหรับคุณแล้ว...
นาฬิกาทรายมีค่าเท่าสิ่งใด...
เท่าหัวใจ...
เท่าความหวังเท่าความฝัน...
เท่าบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่ขาดหาย...
หรือเท่าแค่เม็ดทรายที่ไหลผ่านเรื่อยลงไปตราบจน...
ทรายเม็ดสุดท้ายบรรจบ...และไม่ต้องมีความหวังอีกต่อไป...
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านค่ะ

ขอบคุณภาพสวยๆ ตำนานนาฬิกาทราย และประวัติจากอินเตอร์เนตด้วยค่ะ
ขอบคุณเพลงเพราะๆจากยูทูปค่ะ