สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ พันทิป
ไม่ทราบว่าเพื่อนๆ เคยมีความรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั๊ย
ว่าแล้วก็ขอระบายให้ฟังหน่อยละกัน
มันเป็นความผูกพันของเราที่มีต่อเด็กคนนึง (ซึ่งตอนนี้เค้าเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่แล้ว)
เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเรายังเป็นเด็ก ม.ปลายอยู่เลย
เรามีหลานชายคนนึงค่ะ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวเราเอง เค้าเป็นเด็กน่าสงสารค่ะ เค้าแทบจะไม่รู้จักพ่อตัวเองด้วยซ้ำ พี่สาวเรากับสามี ช่วงนั้นมีปัญหาหลายอย่างทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ พี่สาวต้องหนีพาลูกมาอยู่ที่บ้านแม่ ตอนนั้นหลานเราน่าจะยังไม่ขวบเลยค่ะ กินเก่งน่าดู ร้องกินแต่นม ห่างอกแม่ไม่ได้ เค้าเป็นเด็กตัวโต แต่งอแงไปหน่อยนะช่วงนั้นน่ะ
แล้วพี่สาวกับสามีก็เลิกกัน แม่ต้องเอาหลานมาเลี้ยง เพื่อให้พี่สาวเราไปจากที่นี่ลืมเรื่องเก่าๆ ไปเยียวยาแผลใจแล้วสู้ใหม่
ที่บ้านเรามีสมาชิก 4 คน คือ พ่อ แม่ น้องชาย และเรา แต่ตอนนี้ เรามีสมาชิกตัวน้อยเพื่อมาอีก 1 รวมเป็น 5 คนด้วยกัน พวกเราทุกคนช่วยกันดูช่วยกันเลี้ยงค่ะ จะว่าไปน่าจะเป็นภาระแม่เรามากกว่า เพราะเรากับน้องชายก็ไปโรงเรียน ส่วนพ่อก็ต้องไปไร่ไปนา ที่บ้านเราทำการเกษตร ปกติพ่อแม่จะไปด้วยกันทุกวัน แต่ช่วงที่หลานมาอยู่ใหม่ พ่อไปคนเดียวค่ะ แต่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ เราก็ต้องไปช่วยพ่อ
พอเค้าเริ่มรู้เรื่อง ประมาณ 2-3ขวบ ก็เริ่มห่างๆ แม่เราได้แล้ว เค้าเริ่มจะติดพ่อเราค่ะ พ่อเราพากินข้าว พาอาบน้ำ พาเข้านอน หานมให้กินเวลาเค้าหิว หลังๆ มาพ่อเรากลายเป็นแม่จำเป็นไปเลยค่ะ ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้เรียกตายายค่ะ เค้าก็จะเรียกพ่อกับแม่ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือตายายน่ะแหล่ะ) แต่พวกเราจะบอกเค้าหมดค่ะ ว่าแม่จริงๆ เป็นใคร และพ่อเป็นใคร เชื่อมั้ยว่า พ่อเค้าไม่เคยเข้ามาหาลูกเลยทั้งๆที่ขับรถผ่านหน้าบ้านแล้วหลานเรายืนอยู่หน้าบ้านแท้ๆ แต่ปู่กับย่าเค้าก็จะมาพาออกไปเที่ยวบ้างค่ะ
เคยมีครั้งนึงที่หลานเราป่วยค่ะ แล้วเค้าชัก ชักแบบไม่ได้สติเลย คนในบ้านทำอะไรไม่ถูก มีพ่อเรานี่แหล่ะค่ะที่เอามือให้กัดกลัวเค้ากัดลิ้นตัวเอง แล้วเค้าจะมีโรคประจำตัวคือ เป็นไข้บ่อยมาก แล้วก็ชัก พาไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคหืดหอบ หรืออะไรสักอย่าง คุณหมอแนะนำว่า ถ้าเป็นไข้ให้เช็ดตัวเค้าไม่ให้ไข้สูง เพราะเด็กที่ชักบ่อยๆ มีผลต่อการเจริญเติบโตทางสมอง เค้าจะพัฒนาการช้า
เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับหลานเราตั้งแต่ตอนเรียนม.ปลาย พอเข้ามหาลัย เราต้องไปเรียนในเมืองแล้ว ที่บ้านจะมาส่งเราขึ้นรถที่ตลาดทุกเย็นวันอาทิตย์แล้วเค้าก็จะตามมาทุกครั้ง เค้าเป็นเด็กที่ช่างอยากรู้อยากเห็นตามประสา เค้าจะชอบดูรถบรรทุกที่วิ่งผ่านไปมาขณะที่รอส่งเราขึ้นรถเมล์ บางทีจะชี้มือชี้ไม้ทำท่าตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นรถคันใหญ่ เราก็ได้แต่มองดูและอดยิ้มไปด้วยไม่ได้ แรกๆที่เค้ามาส่งเราเค้ายังไม่เข้าใจว่าเราไปไหน พอเห็นเราขึ้นรถไป เค้ายืนร้องให้แล้วก็ถามแม่เราว่าเราไปไหน ...เด็กหนอเด็ก และทุกเย็นวันศุกร์ก็เช่นกันเค้าก็จะมารับเราด้วย ตื่นตาตื่นใจกับรถบรรทุกอีกแล้ว พอเราลงรถเค้าก็ตะโกนเสียงดัง "น้า...มาแล้ว น้า...มาแล้ว" เรารู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่กลับบ้าน
ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เราก็จะได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เค้าก็จะชวนเราเล่น ดูการ์ตูน ก็มีความสุขดี เค้าชอบพูดชอบถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย เค้าเป็นเด็กที่บอกง่ายค่ะ บอกให้อยู่บ้านนะ ดูการ์ตูนอยู่บ้านอย่าไปไหน เค้าก็จะถามว่าไปไหน หนูไปด้วยได้มั้ย เราบอกไปไม่ได้รออยู่บ้านนะ แล้วเราก็หายไป ประมาณเป็นชั่วโมง กลับมาเค้าก็ยังดูการ์ตูนอยู่
..มีเรื่องขำเรื่องนึง เราเคยให้เค้าอยู่บ้านแล้วเราไปไหนไม่รู้ กลับมา..หลานหาย เราตะโกนหาทั่วบ้าน ..ไม่ตอบ เราไปเจอในห้องน้ำ ..เค้ากินสบู่อยู่ค่ะ กินจริงๆ สบู่ก้อนด้วย เราดุเค้าใหญ่เลยวันนั้น เราเล่าให้แม่ฟังว่าเค้ากินสบู่ แม่บอกว่า เออ กินมานานแร่ะ ไปหาหมอก็ไม่หาย เราก็ว่า ถึงว่าดิ่ ทำไมสบู่มันมีรอยเหมือนฟันขบ ตอนแรกนึกว่าหมาแท่ะ ...ทุกวันนี้ ยังไม่เข้าใจตรงจุดนี้เลยค่ะ ว่าทำไมหลานเรากินสบู่
พอเราเรียนจบเราก็ได้ทำงานค่ะ หลานเราก็เข้าโรงเรียนน่าจะชั้นประถม ช่วงนี้เราก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ปีนึงจะได้กลับสักสองครั้ง กลับไปทีเค้าเปลี่ยนไปเยอะ เค้าเริ่มโตขึ้น โตขึ้นทุกครั้งที่เรากลับบ้าน จากเด็กอนุบาลเป็นเด็กประถม และตอนนี้เค้าขึ้นมัธยมแล้ว เค้าตัวสูงมาก สูงกว่าเราอีก เราสูง 160 เสียงเค้าเปลี่ยนไป เสียงแตก จากที่เค้าเป็นเด็กน้อย ตอนนี้เค้าเริ่มเป็นวัยรุ่นเค้ากำลังเป็นผู้ใหญ่ เค้าช่วยพ่อแม่เราทำไร่ทำนา เค้าไม่เคยเกี่ยงไม่เคยบ่น เค้าไม่เคยเรียกร้องอยากได้อะไรแบบวัยรุ่นทั่วไปเลย เราคิดว่านั่นเป็นเพราะ พ่อกับแม่เราให้ความรักความอบอุ่นเค้าจนเค้าไม่รู้สึกว่าตัวเองขาด และอบรมสั่งสอนเค้าให้รู้เหตุรู้ผล เค้าจึงไม่เป็นเด็กเอาแต่ใจและไม่เป็นวัยรุ่นที่อยากแต่ได้
เราได้กลับบ้านเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เราคุยกับเค้าเรื่องอนาคต ว่าอยากเป็นอะไร เรียนจบ ม.3 (ตอนนี้อยู่ ม.2 แล้ว) แล้วจะไปต่อไหน เดี๋ยวน้าหาที่เรียนให้เอามั้ย เค้าบอกว่าเค้าไม่อยากเรียน เค้าเรียนไม่ไหว เค้าไม่ทันเพื่อน ขอช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาดีกว่า คือหลานเราเป็นชักบ่อยแต่เด็ก ทุกวันนี้ยังรับยาจากโรงพยาบาลอยู่แลยค่ะ เค้าเป็นคนที่อ่านหนังสือช้า คุณครูที่โรงเรียนก็เคยบอกแม่เราไว้เหมือนกัน แต่คุณครูก็ยังบอกอีกว่า เค้าเป็นเด็กดี คอยช่วยเหลือครูทุกอย่าง ใช้ง่าย แต่เค้าเรียนไม่ทันเพื่อน แม่เราก็บอกคุณครูให้ทราบถึงเรื่องที่เค้ามีโรคประจำตัว เราก็เข้าใจว่าทุกคนทำดีที่สุดแล้ว
หลังจากวันนั้น เรากลับมานั่งคิดกังวลใจเกี่ยวกับหลานเรา ไม่รู้อะไรวนเวียนอยู่ในหัว เราคิดแต่ว่า นี่หลานเรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรรึป่าว เค้าจะไม่สบายใจมั้ย หรือต้องคิดมากเรื่องอะไรมั้ย เราไม่อยากให้เค้ามีความคิดแบบซีเรียสที่ผู้ใหญ่เป็นกัน เรานึกถึงวันเก่าๆ ที่เรานั่งคุยนั่งเล่นกับเด็กน้อยแล้วรู้สึกว่า เด็ก ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลย ไม่มีปัญหาชีวิตให้เครียด วันๆ ก็เล่นสนุกๆ กินแล้วก็นอน
ถึงตอนนี้เรามองดูหลานเราที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราก็ใจหาย คิดอยู่ในใจว่าเด็กน้อยไม่มีแล้ว...
...เด็กน้อยที่เคยร้องตามเราไปโรงเรียน
...เด็กน้อยที่เคยร้องตามรถบรรทุก
...เด็กน้อยที่แอบกินสบู่ในห้องน้ำ
..ไม่มีแล้ว..ไม่มีแล้ว..
เราไม่อยากให้เค้าโตเป็นผู้ใหญ่ เราอยากให้เค้าเป็นเด็กอยู่อย่างนั้น
เราไม่รู้ว่าคนที่เป็นพ่อแม่จะรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั้ย
เรากลัวว่าสักวันนึง ถ้าเรามีลูกของเราจริงๆ เราจะรู้สึกเป็นห่วงเค้ามากกว่านี้ นี่แค่หลานเรานะ ความผูกพันน่าจะไม่มากเท่าลูก
คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย หรือท่านที่มีความผูกพันกับเด็ก รู้สึกอย่างไรกันบ้าง เมื่อเค้าเหล่านั้นเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่
ไม่รู้ว่าเราวิตกอะไรมากไปหรือป่าว
ขอบคุณที่รับฟังค่ะ
ใจหาย...เมื่อเด็กน้อยต้องโตเป็นผู้ใหญ่
ไม่ทราบว่าเพื่อนๆ เคยมีความรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั๊ย
ว่าแล้วก็ขอระบายให้ฟังหน่อยละกัน
มันเป็นความผูกพันของเราที่มีต่อเด็กคนนึง (ซึ่งตอนนี้เค้าเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่แล้ว)
เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเรายังเป็นเด็ก ม.ปลายอยู่เลย
เรามีหลานชายคนนึงค่ะ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวเราเอง เค้าเป็นเด็กน่าสงสารค่ะ เค้าแทบจะไม่รู้จักพ่อตัวเองด้วยซ้ำ พี่สาวเรากับสามี ช่วงนั้นมีปัญหาหลายอย่างทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ พี่สาวต้องหนีพาลูกมาอยู่ที่บ้านแม่ ตอนนั้นหลานเราน่าจะยังไม่ขวบเลยค่ะ กินเก่งน่าดู ร้องกินแต่นม ห่างอกแม่ไม่ได้ เค้าเป็นเด็กตัวโต แต่งอแงไปหน่อยนะช่วงนั้นน่ะ
แล้วพี่สาวกับสามีก็เลิกกัน แม่ต้องเอาหลานมาเลี้ยง เพื่อให้พี่สาวเราไปจากที่นี่ลืมเรื่องเก่าๆ ไปเยียวยาแผลใจแล้วสู้ใหม่
ที่บ้านเรามีสมาชิก 4 คน คือ พ่อ แม่ น้องชาย และเรา แต่ตอนนี้ เรามีสมาชิกตัวน้อยเพื่อมาอีก 1 รวมเป็น 5 คนด้วยกัน พวกเราทุกคนช่วยกันดูช่วยกันเลี้ยงค่ะ จะว่าไปน่าจะเป็นภาระแม่เรามากกว่า เพราะเรากับน้องชายก็ไปโรงเรียน ส่วนพ่อก็ต้องไปไร่ไปนา ที่บ้านเราทำการเกษตร ปกติพ่อแม่จะไปด้วยกันทุกวัน แต่ช่วงที่หลานมาอยู่ใหม่ พ่อไปคนเดียวค่ะ แต่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ เราก็ต้องไปช่วยพ่อ
พอเค้าเริ่มรู้เรื่อง ประมาณ 2-3ขวบ ก็เริ่มห่างๆ แม่เราได้แล้ว เค้าเริ่มจะติดพ่อเราค่ะ พ่อเราพากินข้าว พาอาบน้ำ พาเข้านอน หานมให้กินเวลาเค้าหิว หลังๆ มาพ่อเรากลายเป็นแม่จำเป็นไปเลยค่ะ ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้เรียกตายายค่ะ เค้าก็จะเรียกพ่อกับแม่ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือตายายน่ะแหล่ะ) แต่พวกเราจะบอกเค้าหมดค่ะ ว่าแม่จริงๆ เป็นใคร และพ่อเป็นใคร เชื่อมั้ยว่า พ่อเค้าไม่เคยเข้ามาหาลูกเลยทั้งๆที่ขับรถผ่านหน้าบ้านแล้วหลานเรายืนอยู่หน้าบ้านแท้ๆ แต่ปู่กับย่าเค้าก็จะมาพาออกไปเที่ยวบ้างค่ะ
เคยมีครั้งนึงที่หลานเราป่วยค่ะ แล้วเค้าชัก ชักแบบไม่ได้สติเลย คนในบ้านทำอะไรไม่ถูก มีพ่อเรานี่แหล่ะค่ะที่เอามือให้กัดกลัวเค้ากัดลิ้นตัวเอง แล้วเค้าจะมีโรคประจำตัวคือ เป็นไข้บ่อยมาก แล้วก็ชัก พาไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคหืดหอบ หรืออะไรสักอย่าง คุณหมอแนะนำว่า ถ้าเป็นไข้ให้เช็ดตัวเค้าไม่ให้ไข้สูง เพราะเด็กที่ชักบ่อยๆ มีผลต่อการเจริญเติบโตทางสมอง เค้าจะพัฒนาการช้า
เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับหลานเราตั้งแต่ตอนเรียนม.ปลาย พอเข้ามหาลัย เราต้องไปเรียนในเมืองแล้ว ที่บ้านจะมาส่งเราขึ้นรถที่ตลาดทุกเย็นวันอาทิตย์แล้วเค้าก็จะตามมาทุกครั้ง เค้าเป็นเด็กที่ช่างอยากรู้อยากเห็นตามประสา เค้าจะชอบดูรถบรรทุกที่วิ่งผ่านไปมาขณะที่รอส่งเราขึ้นรถเมล์ บางทีจะชี้มือชี้ไม้ทำท่าตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นรถคันใหญ่ เราก็ได้แต่มองดูและอดยิ้มไปด้วยไม่ได้ แรกๆที่เค้ามาส่งเราเค้ายังไม่เข้าใจว่าเราไปไหน พอเห็นเราขึ้นรถไป เค้ายืนร้องให้แล้วก็ถามแม่เราว่าเราไปไหน ...เด็กหนอเด็ก และทุกเย็นวันศุกร์ก็เช่นกันเค้าก็จะมารับเราด้วย ตื่นตาตื่นใจกับรถบรรทุกอีกแล้ว พอเราลงรถเค้าก็ตะโกนเสียงดัง "น้า...มาแล้ว น้า...มาแล้ว" เรารู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่กลับบ้าน
ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เราก็จะได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เค้าก็จะชวนเราเล่น ดูการ์ตูน ก็มีความสุขดี เค้าชอบพูดชอบถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย เค้าเป็นเด็กที่บอกง่ายค่ะ บอกให้อยู่บ้านนะ ดูการ์ตูนอยู่บ้านอย่าไปไหน เค้าก็จะถามว่าไปไหน หนูไปด้วยได้มั้ย เราบอกไปไม่ได้รออยู่บ้านนะ แล้วเราก็หายไป ประมาณเป็นชั่วโมง กลับมาเค้าก็ยังดูการ์ตูนอยู่
..มีเรื่องขำเรื่องนึง เราเคยให้เค้าอยู่บ้านแล้วเราไปไหนไม่รู้ กลับมา..หลานหาย เราตะโกนหาทั่วบ้าน ..ไม่ตอบ เราไปเจอในห้องน้ำ ..เค้ากินสบู่อยู่ค่ะ กินจริงๆ สบู่ก้อนด้วย เราดุเค้าใหญ่เลยวันนั้น เราเล่าให้แม่ฟังว่าเค้ากินสบู่ แม่บอกว่า เออ กินมานานแร่ะ ไปหาหมอก็ไม่หาย เราก็ว่า ถึงว่าดิ่ ทำไมสบู่มันมีรอยเหมือนฟันขบ ตอนแรกนึกว่าหมาแท่ะ ...ทุกวันนี้ ยังไม่เข้าใจตรงจุดนี้เลยค่ะ ว่าทำไมหลานเรากินสบู่
พอเราเรียนจบเราก็ได้ทำงานค่ะ หลานเราก็เข้าโรงเรียนน่าจะชั้นประถม ช่วงนี้เราก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ปีนึงจะได้กลับสักสองครั้ง กลับไปทีเค้าเปลี่ยนไปเยอะ เค้าเริ่มโตขึ้น โตขึ้นทุกครั้งที่เรากลับบ้าน จากเด็กอนุบาลเป็นเด็กประถม และตอนนี้เค้าขึ้นมัธยมแล้ว เค้าตัวสูงมาก สูงกว่าเราอีก เราสูง 160 เสียงเค้าเปลี่ยนไป เสียงแตก จากที่เค้าเป็นเด็กน้อย ตอนนี้เค้าเริ่มเป็นวัยรุ่นเค้ากำลังเป็นผู้ใหญ่ เค้าช่วยพ่อแม่เราทำไร่ทำนา เค้าไม่เคยเกี่ยงไม่เคยบ่น เค้าไม่เคยเรียกร้องอยากได้อะไรแบบวัยรุ่นทั่วไปเลย เราคิดว่านั่นเป็นเพราะ พ่อกับแม่เราให้ความรักความอบอุ่นเค้าจนเค้าไม่รู้สึกว่าตัวเองขาด และอบรมสั่งสอนเค้าให้รู้เหตุรู้ผล เค้าจึงไม่เป็นเด็กเอาแต่ใจและไม่เป็นวัยรุ่นที่อยากแต่ได้
เราได้กลับบ้านเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เราคุยกับเค้าเรื่องอนาคต ว่าอยากเป็นอะไร เรียนจบ ม.3 (ตอนนี้อยู่ ม.2 แล้ว) แล้วจะไปต่อไหน เดี๋ยวน้าหาที่เรียนให้เอามั้ย เค้าบอกว่าเค้าไม่อยากเรียน เค้าเรียนไม่ไหว เค้าไม่ทันเพื่อน ขอช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาดีกว่า คือหลานเราเป็นชักบ่อยแต่เด็ก ทุกวันนี้ยังรับยาจากโรงพยาบาลอยู่แลยค่ะ เค้าเป็นคนที่อ่านหนังสือช้า คุณครูที่โรงเรียนก็เคยบอกแม่เราไว้เหมือนกัน แต่คุณครูก็ยังบอกอีกว่า เค้าเป็นเด็กดี คอยช่วยเหลือครูทุกอย่าง ใช้ง่าย แต่เค้าเรียนไม่ทันเพื่อน แม่เราก็บอกคุณครูให้ทราบถึงเรื่องที่เค้ามีโรคประจำตัว เราก็เข้าใจว่าทุกคนทำดีที่สุดแล้ว
หลังจากวันนั้น เรากลับมานั่งคิดกังวลใจเกี่ยวกับหลานเรา ไม่รู้อะไรวนเวียนอยู่ในหัว เราคิดแต่ว่า นี่หลานเรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรรึป่าว เค้าจะไม่สบายใจมั้ย หรือต้องคิดมากเรื่องอะไรมั้ย เราไม่อยากให้เค้ามีความคิดแบบซีเรียสที่ผู้ใหญ่เป็นกัน เรานึกถึงวันเก่าๆ ที่เรานั่งคุยนั่งเล่นกับเด็กน้อยแล้วรู้สึกว่า เด็ก ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลย ไม่มีปัญหาชีวิตให้เครียด วันๆ ก็เล่นสนุกๆ กินแล้วก็นอน
ถึงตอนนี้เรามองดูหลานเราที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราก็ใจหาย คิดอยู่ในใจว่าเด็กน้อยไม่มีแล้ว...
...เด็กน้อยที่เคยร้องตามเราไปโรงเรียน
...เด็กน้อยที่เคยร้องตามรถบรรทุก
...เด็กน้อยที่แอบกินสบู่ในห้องน้ำ
..ไม่มีแล้ว..ไม่มีแล้ว..
เราไม่อยากให้เค้าโตเป็นผู้ใหญ่ เราอยากให้เค้าเป็นเด็กอยู่อย่างนั้น
เราไม่รู้ว่าคนที่เป็นพ่อแม่จะรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั้ย
เรากลัวว่าสักวันนึง ถ้าเรามีลูกของเราจริงๆ เราจะรู้สึกเป็นห่วงเค้ามากกว่านี้ นี่แค่หลานเรานะ ความผูกพันน่าจะไม่มากเท่าลูก
คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย หรือท่านที่มีความผูกพันกับเด็ก รู้สึกอย่างไรกันบ้าง เมื่อเค้าเหล่านั้นเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่
ไม่รู้ว่าเราวิตกอะไรมากไปหรือป่าว
ขอบคุณที่รับฟังค่ะ