มีหลายคนที่นับถือพุทธศาสนาแต่กลับตั้งจุดหมายปลายทางว่า ถ้าตายขอให้ขึ้นสวรรค์ มีนางอัปสร มีที่อยู่อาศัยอันเป็นทิพย์ ไม่ปรากฏความ แก่ เจ็บ เรียกได้ว่าหาความทุกข์ไม่ได้เลย มีแต่สุขล้วนๆ
แต่ในความเป็นจริงเทวดาก็มีเวลาที่จุติคือหมดอายุ ถึงแม้จะนานจนหลงลืมกันได้ทีเดียว ทีนี้ล่ะเป็นปัญหาแล้วเพราะว่า บาปกรรมที่เคยทำไว้ในอดีตก็รอส่งผลอยู่เมื่อ บุญที่สั่งสมมาเจืองจางลง จึงมีปรากฏว่ามีเทวดาจำนวนไม่น้อยที่พอจุติแล้วดิ่งลงนรกทันทีเพราะมัวประมาท ลุ่มหลงในสุขจนมองข้ามความจริงว่า สิ่งใดมีเกิด ก็ต้องมีดับไปเป็นธรรมดา
ทำไมเทวดาถึงยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่อยู่ชั่วนิรันดร?
คำตอบคือ เทวดานั้น ไม่ได้ทำให้ปัจจัยในการเกิดดับไป ยังคงมี ตัณหา อวิชชา อุปทาน บริบูรณ์ ดังนั้นไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่พ้นต้องเสื่อมสุขเหล่านั้น ตามโลกธรรม คือ มีสุขก็เสื่อมสุข เป็นของคู่กัน
ดังนั้น สวรรค์ พรหม จึงไม่ใช่เป้าหมายปลายทางในชีวิตจริงๆของพุทธศาสนา
เป้าหมายจริงๆของพุทธศาสนาคือ ดับ ตัณหา อวิชชา อุปทาน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดขันธ์ห้า หรือ ร่างกาย และจิตใจ
หลายท่านอาจคิดว่า การ ดับตัณหา อวิชชา อุปทาน เป็นการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะดับมัน
ก็อาจจะต้องปรับความเข้าใจเสียก่อนว่า ร่างกาย ที่เราคิดว่าเป็นเรา มันเป็นของเราจริงๆหรือไม่
อะไรที่เป็นของเราๆก็ต้องบัญชาควบคุมได้ทุกสิ่ง แต่ในความเป็นจริง ร่างกาย มีแก่ เจ็บป่วย ตาย ทุกคน
แสดงว่าร่างกายที่เราคิดว่าเป็นเรานั้นมันไม่ใช่ของเราจริงๆ เพราะมันมีความแปรปวน บังคับบัญชาไม่ได้
แล้วเราจะพยายาม ทะยานหาความสุขเพื่อร่างกายทำไมในเมื่อมันไม่ใช่ของเราจริงๆ
อาจมีข้อย้อนแย้งว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปบำรุงบำเรอร่างกายสิเพราะมันไม่ใช่เรา
ก็ต้องขอตอบว่า ร่างกายนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ให้ไปยึดมั่นกับมัน แต่เรายังสามารถดูแลรักษาได้ตามปกติ
หิวก็กินข้าว
เมื่อยก็บิดขี้เกียจ
ง่วงก็นอน
ทำงานก็ทำด้วยความตั้งใจ
คือดูแลร่างกายแต่ จะไม่ละเมืด บุคคลอื่น ทางกาย วาจา ใจ เพื่อให้ร่างกายนี้มีสุข คือดูแลให้ดีโดยไม่ทำร้ายใคร หรือง่ายๆคืออยู่ในกรอบของศึลนั่นเอง
เมื่อเราไม่เห็นค่าว่าต้องยอมทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ร่างกายนี้มีความสุข ศีลก็บริสุทธิ์
เมื่อปัญญาเรากล้าแข็งขึ้น เราก็จะมองเห็นว่า ร่างกายเรานี้เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก มีเพียงเนื้อหนังบางๆมาป้องกันอุจจาดตาเท่านั้น อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำมูก น้ำลาย นั้นตอนอยู่ในร่างกายมันก็ดูไม่สกปรก แต่พอเรา ถ่ายสิ่งนั้นออกมาจากร่างกายแล้ว กลับไม่กล้าจับต้องในของเสียนั้นแม้ถ่ายออกมาเพียงวินาทีเดียว แสดงว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก หาความสวยงามไม่ได้เลย และร่างกายคนอื่นก็มีสภาพเดียวกันกับเรา คือ เต็มไปด้วยของเสีย แล้วเราจะเห็นว่า การเกิดเป็นคนที่เต็มไปด้วยของเน่าๆภายในมันไม่ใช่สิ่งดีงามเลย
เมื่อขันธ์ห้านี้แตกดับแล้วเราต้องการเพียงจุดเดียวคือ นิพพาน ส่วน สวรรค์ พรหม ไม่ใช่จุดหมายของเรา นั่นแหละเจตนาที่แท้จริงของพุทธศาสนา
สวรรค์เต็มไปด้วยความสุข เป็นที่เสพกามชั้นเลิศ แต่ไม่ตลอดกาล นิพพานสิของจริง
แต่ในความเป็นจริงเทวดาก็มีเวลาที่จุติคือหมดอายุ ถึงแม้จะนานจนหลงลืมกันได้ทีเดียว ทีนี้ล่ะเป็นปัญหาแล้วเพราะว่า บาปกรรมที่เคยทำไว้ในอดีตก็รอส่งผลอยู่เมื่อ บุญที่สั่งสมมาเจืองจางลง จึงมีปรากฏว่ามีเทวดาจำนวนไม่น้อยที่พอจุติแล้วดิ่งลงนรกทันทีเพราะมัวประมาท ลุ่มหลงในสุขจนมองข้ามความจริงว่า สิ่งใดมีเกิด ก็ต้องมีดับไปเป็นธรรมดา
ทำไมเทวดาถึงยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่อยู่ชั่วนิรันดร?
คำตอบคือ เทวดานั้น ไม่ได้ทำให้ปัจจัยในการเกิดดับไป ยังคงมี ตัณหา อวิชชา อุปทาน บริบูรณ์ ดังนั้นไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่พ้นต้องเสื่อมสุขเหล่านั้น ตามโลกธรรม คือ มีสุขก็เสื่อมสุข เป็นของคู่กัน
ดังนั้น สวรรค์ พรหม จึงไม่ใช่เป้าหมายปลายทางในชีวิตจริงๆของพุทธศาสนา
เป้าหมายจริงๆของพุทธศาสนาคือ ดับ ตัณหา อวิชชา อุปทาน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดขันธ์ห้า หรือ ร่างกาย และจิตใจ
หลายท่านอาจคิดว่า การ ดับตัณหา อวิชชา อุปทาน เป็นการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะดับมัน
ก็อาจจะต้องปรับความเข้าใจเสียก่อนว่า ร่างกาย ที่เราคิดว่าเป็นเรา มันเป็นของเราจริงๆหรือไม่
อะไรที่เป็นของเราๆก็ต้องบัญชาควบคุมได้ทุกสิ่ง แต่ในความเป็นจริง ร่างกาย มีแก่ เจ็บป่วย ตาย ทุกคน
แสดงว่าร่างกายที่เราคิดว่าเป็นเรานั้นมันไม่ใช่ของเราจริงๆ เพราะมันมีความแปรปวน บังคับบัญชาไม่ได้
แล้วเราจะพยายาม ทะยานหาความสุขเพื่อร่างกายทำไมในเมื่อมันไม่ใช่ของเราจริงๆ
อาจมีข้อย้อนแย้งว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปบำรุงบำเรอร่างกายสิเพราะมันไม่ใช่เรา
ก็ต้องขอตอบว่า ร่างกายนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ให้ไปยึดมั่นกับมัน แต่เรายังสามารถดูแลรักษาได้ตามปกติ
หิวก็กินข้าว
เมื่อยก็บิดขี้เกียจ
ง่วงก็นอน
ทำงานก็ทำด้วยความตั้งใจ
คือดูแลร่างกายแต่ จะไม่ละเมืด บุคคลอื่น ทางกาย วาจา ใจ เพื่อให้ร่างกายนี้มีสุข คือดูแลให้ดีโดยไม่ทำร้ายใคร หรือง่ายๆคืออยู่ในกรอบของศึลนั่นเอง
เมื่อเราไม่เห็นค่าว่าต้องยอมทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ร่างกายนี้มีความสุข ศีลก็บริสุทธิ์
เมื่อปัญญาเรากล้าแข็งขึ้น เราก็จะมองเห็นว่า ร่างกายเรานี้เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก มีเพียงเนื้อหนังบางๆมาป้องกันอุจจาดตาเท่านั้น อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำมูก น้ำลาย นั้นตอนอยู่ในร่างกายมันก็ดูไม่สกปรก แต่พอเรา ถ่ายสิ่งนั้นออกมาจากร่างกายแล้ว กลับไม่กล้าจับต้องในของเสียนั้นแม้ถ่ายออกมาเพียงวินาทีเดียว แสดงว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก หาความสวยงามไม่ได้เลย และร่างกายคนอื่นก็มีสภาพเดียวกันกับเรา คือ เต็มไปด้วยของเสีย แล้วเราจะเห็นว่า การเกิดเป็นคนที่เต็มไปด้วยของเน่าๆภายในมันไม่ใช่สิ่งดีงามเลย
เมื่อขันธ์ห้านี้แตกดับแล้วเราต้องการเพียงจุดเดียวคือ นิพพาน ส่วน สวรรค์ พรหม ไม่ใช่จุดหมายของเรา นั่นแหละเจตนาที่แท้จริงของพุทธศาสนา