มันจึงเป็นความรัก......

ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนว่า ผมมาจากบอร์ดวาไรตี้ของเว็บฟุตบอลเว็บหนึ่งนะคับ ขอไม่เอ่ยนามแล้วกันเพราะผมไม่ทราบว่าจะผิดกฎอะไรรึเปล่า
ผมได้แชร์เรื่องราวความรักของผมที่เริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน(ที่จริงอาจจะ 9 ปี)และตอนนี้มันก็ยังดำเนินต่อไป ในบอร์ดดังกล่าวมีเพื่อนสมาชิกแนะนำให้ผมลองมาแชร์เรื่องนี้ในพันทิป ผมจึงสมัครสมาชิกและเข้ามาแชร์เรื่องราวให้ทุกท่านได้อ่านกัน บางทีเธออาจจะเล่นเว็บบอร์ดแห่งนี้ด้วยก็ได้
ก่อนอื่นผมแนะนำว่าถ้าฟังเพลงนี้ไปด้วยจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่านได้ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=KqjgLbKZ1h0

เรื่องมันเริ่มขึ้นที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในภาคใต้
ซึ่งตั้งอยู่ในมหาลัยเพราะเป็นแผนกย่อยของ
คณะศึกษาศาสตร์ที่จะเอานศ.มาฝึกสอน ผมเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมแห่งนั้นตั้งแต่ม.1
และเธอก็เข้าเรียนตั้งแต่ม.1เช่นกัน
แต่ในตอนนั้นเราอยู่กันคนละห้อง โดยม.ต้นนั้น
จะมี3ห้อง เธออยู่ห้อง1 เป็นห้องคุณหนูมีแต่ลูกคนรวย
ผมอยู่ห้อง3เป็นห้องของลูกคนธรรมดา และด้วยความที่
มีแค่3ห้องแต่ละห้องมีเด็ก30+ จึงทำให้เรารู้จักกันหมดทุกคน

แรกเริ่มเดิมที ผมก็เพียงแค่รู้สึกว่าเธอน่ารักมาก แต่ก็
คิดได้ว่าเรามันลูกคนจนเธอต่างกับเราเกินไป
ประกอบกับตอนม.ต้นผมบ้าเรียนมาก เลยไม่ค่อยได้
สนใจอะไรเธอนัก จะมีก็แค่ทักกันตามปกติเวลาเจอ
แต่สวนใหญ่ผมจะเขินแล้วเดินเนียนๆทำเป็นไม่เห็นเธอซะ
มากกว่า

จนกระทั่งจบม.3 ตอนวันงานเลี้ยงผมได้รับรางวัลจาก
หางบัตรและออกไปรับรางวัลหน้าเวที ในขณะที่ผมเดินผ่าน
โต๊ะที่เธอนั่งอยู่นั้น ผมได้ยินอย่างชัดเจนและไม่ได้หูฝาดแน่ๆ
เป็นเสียงของเธอที่พูดว่า "เห้ยA(ผมขอสมมติว่าผมชื่อ A แล้วกัน)
คนนี้ไงที่เรียนเก่งๆอะ" เป็นเสียงของเธอที่พูดกับเพื่อน
ผมรู้สึกดีแปลกๆ ใจนึงหลังงานเลิกก็อยากจะเข้าไปคุยกับเธอแต่
อีกใจนึงก็ไม่กล้า

จนกระทั่งขึ้นม.ปลาย ผมจบด้วยเกรดที่โอเค
และได้โควตาเรียนสายวิทย์ต่อทันทีโดยไม่ต้องสอบ
แต่เนื่องจากผมชอบประวัติศาสตร์ผมเลยเลือกเรียนสายศิลป์
ซึ่งจากสิ่งนี้มันทำให้ผมได้เรียนห้องเดียวกับเธอ

ตอนแรกที่เริ่มเรียนนั้น ผมเป็นพวกเงียบๆไม่ค่อยคุยกับ
คนแปลกหน้า จะคุยกันเฉพาะพวกที่ซี้กันเท่านั้น
จนวันหนึ่งมีการจัดกิจกรรมเปิดใจขึ้น เมื่อคนที่โดนคอมเมนท์
วนมาถึงคิวผม ในห้องทุกคนเงียบ เพราะผมก็ยังไม่ค่อยสนิท
กับเพื่อนใหม่เลยยังไม่มีเรื่องอะไรที่เพื่อนจะเอามาด่า
แต่แล้วจู่ๆเธอก็ยกมือขึ้น ในใจผมตอนนั้นรู้สึกแย่มาก
ผมคิดไปว่า ยิ้มแล้ว ยังไม่ทันทำอะไรเลยจะถูกเธอเกลียด
แล้วหรอเนี่ย แต่แล้วสิ่งที่เธอพูดมันทำให้ผมปลื้มเธอมาก
เธอพูดว่า"a เรารู้ว่าaเป็นคนเงียบๆ แต่เพื่อนๆอยากจะรู้จักaนะ
เราก็อยากรู้จักaมากกว่านี้ เข้าหาเพื่อนๆหน่อยสิ" ตั้งแต่วันนั้น
ผมจึงเปิดใจมากขึ้นคุยกับคนอื่นๆมากขึ้น และแน่นอนผมคุยกับเธอ
มากขึ้น(แต่มากขึ้นของผมก็ยังน้อยอยู่ดี- -" ก็คนมันเขินนี่หว่า)
ประกอบกับกิจกรรมเปลี่ยนโต๊ะที่จะจัดขึ้นทุกเดือนเพื่อให้นักเรียน
ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น มันทำให้ผมได้ไปนั่งติดกับเธอ ผมนั่งหน้าเธอ
เธอนั่งหลังผม ผมจึงได้คุยกับเธอมากขึ้น แต่ด้วยความบ้าบอของผม
ผมจึงได้แต่ทำเนียนคุยเรื่องการบ้านแค่เท่านั้น

ในที่สุดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งเธอโทรมาหาผม
เพื่อแจ้งประกาศของโรงเรียน(ผมกลับบ้านก่อนเลยไม่รู้)
เรื่องประกาศของโรงเรียนนั้นผมว่าคุยกันหนึ่งนาทีก็จบ
แต่ในตอนนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าผมไปเอาความกล้ามาจากไหน
ผมชวนเธอคุยต่อ และเธอก็เล่าเรื่องที่เธอกำลังทำให้ผมฟัง
เล่าว่าเธอกำลังเดินไปไหน เจอใครบ้าง กำลังข้ามถนน
เจอเพื่อนที่ร้านข้าว เธอเข้าไปนั่งกินข้าวและกินอะไรบ้าง
เราคุยกันจนมือถือเธอแบตหมดและเธอก็วางสายไป

จากเหตุการณ์นี้มันทำให้ผมแน่ใจว่าผมชอบเธอ
แต่ผมก็ยังเป็นผมที่ไม่กล้าที่จะแสดงออกและไม่กล้าพูดออกไป
เพื่อนๆในกลุ่มผมก็เริ่มจะรู้แล้วว่าผมชอบเธอ
ตอนแรกผมเริ่มเข้าทางเพื่อนสนิทของเธอ แต่ไปๆมาๆ
เธอดันคิดว่าผมไปจีบเพื่อนของเธอสะงั้น
แต่จากการที่ผมสนิทกับเพื่อนเธอมันก็ทำให้ผมได้คุยกับเธอ
และได้รู้จักเธอจากมุมมองของเพื่อนเธอมากยิ่งขึ้น

ที่โรงเรียนผมมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง มีงานคอนเสิร์ต
ห้องผมก็ขายน้ำแข็งใส ในการเตรียมงานมันทำให้ผม
สนิทกับเธอมากยิ่งขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น
ผมก็สนิทกับเธอมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยความที่ผมบ้านจน
ไม่มีรถส่วนตัว พ่อต้องไปรับไปส่ง จึงไม่ค่อยได้ไปไหนกับเพื่อนๆ
มากนักและที่สำคัญมันทำให้ผมไม่เคยชวนเธอไปไหนเลย
เพราะที่บ้านผมเคร่งมาก

ในตอนนั้นยังไม่มีเฟสบุ๊ค แต่เราก็มีmsn ผมคุยกับเธอทางm
เกือบทุกวัน ผมมักจะสอนการบ้านเธอและบ่อยครั้งที่เธอ
ไม่เข้าใจที่ผมสอนแต่มันก็ช่วยให้ผมมีข้ออ้างได้คุยกับเธอบ้าง

จนเวลาผ่านไปสักพัก เพื่อนในห้องก็เริ่มรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร
กับเธอ และตามประสาเด็กมัธยมก็ต้องมีการล้อกันเป็นธรรมดา
ผมเองไม่เคยบอกกับเธอตรงๆว่าผมชอบเธอเพราะผมไม่กล้า
แต่ผมคิดว่าเธอก็คงรู้ เพราะนอกจากเพื่อนที่ล้อ ครูฝึกสอน
ภาษาไทยที่พวกเราสนิทมากก็ยังนำชื่อเธอกับผมไปแต่งเป็น
ตั่วอย่างในการสอน ผมดูเธอแล้วเธอก็ยิ้มๆและก็ไม่ได้โกรธอะไร

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากที่ได้ไปโรงเรียน
เพราะผมจะได้เจอและได้คุยกับเธอทุกๆวัน เราจะไปซื้อขนมกัน
ไปกินข้าวกัน เดินไปเรียนด้วยกันเธอก็จะถือกระเป๋าแฟ้มให้ผม
หรือในคาบว่างผมก็จะเนียนย้ายมานั่งข้างๆเธอและพูดคุยกัน
ผมเคยกุมมือเธอไว้ตอนที่เราคุยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ผม
มีความสุขเป็นอย่างมาก

ครั้งหนึ่งระหว่างที่เรานั่งคุยกัน ผมเคยสัญญากับเธอว่า
"ผมจะตั้งใจเรียน เรียนให้จบสูงๆ มีงานดีๆทำ เก็บเงิน
แล้วขอเธอแต่งงาน" เธอตอบกลับมาว่า "อย่าสัญญา
อะไรแบบนั้น ชีวิตยังอีกไกล ผมจะได้เจอกับคนดีๆอีกมากมาย"
สิ่งที่ผมสัญญาไปนั้นมันเป็นเหมือนการบอกรักของผม
ที่ครั้งหนึ่งผมเคยคิดจะบอกเธอว่าผมรักเธอแต่สุดท้าย
ผมก็ไม่กล้า เธอจึงว่ากลับมาว่าผมป๊อด แม้คำตอบของเธอ
ที่ไม่ให้ผมสัญญาจะดูเหมือนคำปฏิเสธแต่ผมไม่สนใจมันหรอก
เพราะผมรักเธอไปแล้ว(เกือบลืมไปอีกสิ่งที่ทำให้ผมไม่กล้า
ชวนเธอไปไหนด้วยกันและไม่กล้าแสดงออกมากเพราะ
โรงเรียนผมเขาเคร่งเรื่องเด็กมีแฟน ถ้าจับได้ว่าใครคบกัน
เขาจะเรียกผู้ปกครองมา ผมยอมรับว่าผมกลัวกฎนี้มากเพราะ
ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องถูกเรียกมาโรงเรียน)

จนในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ วันนั้นเป็นช่วงสอบ
ก่อนที่จะปิดเทอม1 ผมชวนเธอไปกินก๊วยเตี๋ยว
(ไป4คน ผม เธอและเพื่อนสนิทเธออีก 2 คน)
ผมดันไปยิ้ม มันเหมือนกับว่า ผมไม่รู้จะคุยอะไร
เลยหาเรื่องคุยกับเธอ แต่ดันไปยิ้มแซวเธอ
เธอเลยโกรธและด้วยความบ้าบอของผมมันทำให้เราทะเลาะกัน
เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องหลังจากนั้นเธอไม่คุยกับผม
ผมพยายามโทรหาเธอแต่เธอก็ไม่รับ
ในที่สุดความโง่ของผมก็ทำงานอีกครั้ง ผมส่งข้อความ
ไปบอกเธอว่า"ถ้าไม่อยากคุยกันก็ไม่ต้องคุยอีกต่อไป"
ข้อความนี้คงเป็นเหมือนใบมีดที่ตัดฟางเส้นสุดท้ายที่
เชื่อมผมและเธอไว้เพราะหลังจากเปิดเทอมมาผมก็รู้สึก
ได้ว่าเธอเปลี่ยนไป เราสองคนไม่คุยกัน เธอขอแลกโต๊ะ
กับเพื่อนเพื่อไปนั่งไกลๆจากผม ผมพยายามเข้าไปคุยกับเธอ
แต่ความบ้าบอของผมทันกลายเป็นว่าผมยิ่งไปหาเรื่องเธอ
และทำให้เธอโกรธ นอกจากนี้ด้วยความโง่เง่าของผม
มันทำให้ผมไปพูดหมาๆใส่เพื่อนเธออีก เธอเป็นคนที่รักเพื่อนมาก
มันเลยยิ่งทำให้เธอเกลียดผมมากยิ่งขึ้น

เวลาเดินสวนกันเธอก็จะเดินไปทางอื่นหรือถ้าเลี่ยงไม่ได้
เธอก็จะชักสีหน้าใส่ผมก่อนจะเดินอ้อมไปราวกับผมเป็นกองอุจจาระ
เวลาอาจารย์แบ่งกลุ่มแล้วได้มาอยู่กลุ่มเดียวกันเธอก็จะขอแลก
กับเพื่อนเสมอกว่าผมจะตระหนักได้ว่าเธอเกลียดผม เธอก็เกลียดผม
มากเกินกว่าจะอภัยแล้ว

ผมขอโทษเธอทางmsn เธอตอบกลับมาว่า"ที่ผ่านมาเราไม่เคย
คิดอะไรกับaเลย aคิดไปเองคนเดียว พอเหอะเรารำคาญ
อย่าให้เราต้องเกลียดaไปมากกว่านี้เลย" มันเป็นครั้งแรก
ที่ผมรู้สึกได้ว่าอาการของคนอกหักมันเป็นอย่างไร
หลังจากนั้นผมจึงเงียบและไม่คุยกับเธออีกเลย ไม่ใช่เพราะ
ผมโกรธหรือเกลียด แต่เพราะผมรักเธอมาก มากเกินกว่า
จะเห็นเธออารมณ์เสียได้ ผมได้แต่เฝ้ามองเธอและแอบมีความสุข
เวลาเห็นเธอยิ้ม เห็นเธอหัวเราะ ผมรู้สึกว่าเพียงแค่นี้ผมก็มี
ความสุขแล้ว เราไม่ได้คุยกันเลยตลอดม.4เทอม2จนเกือบจะจบ
ม.6 จะมีคุยบ้างก็เรื่องงาน หรือผมดันเข้าใกล้เธอเกินไปเลยโดนด่า

ก่อนจบม.6 ที่โรงเรียนผมมีงานบายซีเนียร์ ห้องของเราจัด
ละครเวที เธอแสดงเป็นนางเอก(เรื่องหักมุมตอนแรกเป็นแม่มด
ตอนจบเป็นนางเอกซะงั้น) ส่วนผม 555 เป็นหัวหน้าฝ่ายศิลป์
ที่จริงก็เพราะตั้งแต่ทะเลาะกับเธอเพื่อนกว่าครึ่งห้องเลย
พากันเกลียดผมไปด้วย ผมไม่โกรธใครหรอกเพราะผมทำตัวผมเอง
กิจกรรมนี้ทำให้ผมรู้สึกดีอีกครั้ง เธอและเพื่อนๆนักแสดงบางส่วน
มาช่วยฝ่ายศิลป์ที่มีอยู่น้อยนิดทำฉากเวที ทำอุปกรณ์ประกอบฉาก
ผมจึงมีโอกาสคุยกับเธออีกครั้ง แต่ก็นะ ผมไม่ได้คุยกับเธอมา
เป็นปีๆแล้วทั้งๆที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน ผมเลยไม่กล้าพูดอะไร
มากนัก แต่ผมก็แอบเห็นเธอยิ้มนะเวลาผมพยายามเล่นมุก
แล้วมันแป๊ก

ก่อนจะถึงวันเรียนจบเธอเอาเสื้อมาให้ผมเขียน ผมไม่รู้จะเขียน
อะไรเพราะกลัวเธอจะด่า และไม่อยากทำให้เธอต้องเกลียดผม
จนทิ้งเสื้อตัวนั้นไป ผมเลยเขียนแซวๆไปว่า"โชคดีนะไอตูด
(ผมชอบแซวเธอว่าก้นใหญ่)" วันสอบผมทำวิดีโอเป็น
stop motion ไปให้เธอและให้เธอเขียนเสื้อให้ผม ซึ่งที่เธอ
เขียนก็ไม่มีอะไรมากก็ประมาณโชคดีนะ เรื่องที่ไม่ดีก็ลืมๆมันไป

หลังจากเรียนจบเราไปเที่ยวห้องกันที่กระบี่และล่องแก่งต่อที่สตูล
แต่ผมกลับรู้สึกแย่มาก ผมไปเที่ยวกับคน40คน แต่ผมรู้สึกเหมือนไป
คนเดียวมันจึงเป็นการเที่ยวห้องที่ไม่น่าจดจำนักสำหรับผม
จะมีก็แต่เพื่อนๆบางคนที่ดีกับผมและภาพของเธอตอนเล่นน้ำ
และล่องแก่งที่ผมยังพอจำได้ ตอนเที่ยวห้องผมกินเบียร์นะ
ไม่รู้สิ ผมอาจจะอยากเมาเผื่อว่าเมาแล้วผมจะกล้าพูดอะไร
แต่สุดท้ายผมก็เงียบ(ผมเป็นคนไม่ดื่ม ซึ่งหลังจากกลับจากเที่ยว
ห้องครั้งนั้นผมก็ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อีกเลย) ส่วนเธอ เธอไม่ดื่มเบียร์
เธอดื่มน้ำอัดลมและผมก็เห็นเธอดูเซ็งๆ คงเป็นเพราะ
เธอไม่สบายมั๊ง

ตอนล่องผมเห็นเธอกำลังยืนงง เพราะเธอพายเรือไม่เป็น
ตอนนั้นใจหนึ่งผมอยากจะเข้าไปถามเธอว่า "ให้เราพายให้ป่าว"
เพื่อที่ผมจะได้นั่งเรือกับเธอ แต่อีกใจหนึ่ง ผมเป็นห่วง
ความปลอดภัยของเธอมากกว่าเพราะผมก็เคยไปล่องแก่ง
ที่นั่นเป็นครั้งแรกจึงไม่รู้ลู่ทางสักเท่าไหร่ ผมเลยให้เธอไปกับ
เจ้าหน้าที่เพราะคิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า วันต่อมาก่อนกลับเรา
ได้ล่องแก่งอีกครั้ง(โฮมสเตและล่องแก่งเป็นกิจการของครอบครัว
เพื่อนคนหนึ่งเลยจ่ายครั้งเดียวแต่ได้ล่องแก่งเบิ้ลสองรอบ)
ผมเห็นเธอนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำจึงพายเรือไปหาหวังว่าจะชวนเธอ
ไปด้วย แต่ไม้พายเจ้ากรรมดันผิดจังหวะทำน้ำกระเด็นใส่เธอ
ผมเลยถูกเธอด่าซะหูชา ผมกลับมาจากเที่ยวห้องแบบเซ็งๆ

ผ่านไปหลายวันจนถึงวันที่เด็ก ม.6 ต้องเอาหนังสือไปคืนโรงเรียน
(ปิดเทอมแล้วนะคับ)(ตอนนั้นไม่รู้นโยบายใครหนังสือยืมเรียน
คิดว่าหลายท่านก็คงมีเหมือนกัน)
ผมทำหนังสือหายไปหนึ่งเล่ม ผมเลยตะโกนถามเพื่อนเพื่อ
จะดูราคาจากปกหนังสือจะได้เอาเงินไปจ่ายได้ถูก
แต่เพื่อผมด้วยความที่ไม่ได้เจอกันหลายวัน พอเจออีกทีเลย
คุยกันจนไม่ได้ยินผม ทันใดนั้นเองก็มีเสียง เสียงหนึ่ง
ดังมาจากทางข้างหลังของผม "เอาของเราป่าว" ผมรีบหัน
กลับไปและเจ้าของเสียงนั้นก็คือเธอ เธอยื่นถุงหนังสือของเธอ
มาให้ผม ผมหยิบเล่มที่ต้องการขึ้นมาดูราคาแล้วใส่กลับถุงไป
ผมทำตัวไม่ถูกเลยเดินไปจ่ายเงินแบบงง แค่ขอบคุณเธอผมยังไม่กล้า
พูดออกไปเลย ผมนี่มันแย่จริงๆ
หลังจากเคลียร์หนังสือเสร็จ ผมก็เตรียมกลับบ้านโดยมีเพื่อนคนหนึ่ง
อาสาจะไปส่งให้ที่บ้าน ผมรู้ดีว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่
ผมจะได้เจอเธออีกเพราะเราคงเรียนกันคนละที่แน่ๆ

ผมบอกเพื่อนว่าให้รอที่รถก่อนผมลืมของ ผมเดินกลับมายังที่ๆเธอนั่งอยู่
แต่จู่ๆเพื่อนเธอก็เดินเข้ามานั่งกับเธอหลายคน ผมเลยได้แต่ยืนมอง
เพราะไม่กล้าเข้าไป ผมมองเธออยู่นานพยายามเก็บภาพเธอไว้
เพียงเพราะผมไม่อยากลืมเธอ ในที่สุดผมก็กลับไปขึ้นรถ และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอเธอ

ยังมีต่อนะครับ เดี๋ยวเพิ่มให้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่