สืบเนื่องจากข่าวอื้อฉาวของวงการสงฆ์บ้านเราในช่วงที่ผ่านมานี้ ได้มีมิตรสหายหลายท่านตั้งคำถามต่อทัศนะของข้าพเจ้า
ในฐานะเป็นคนนึงที่เพิ่งห่มยูนิฟอร์มสีเหลืองมาหมาดๆ จึงใคร่จักขอแสดงความเห็นโดยใช้พื้นที่นี้เพื่อสื่อสารโดยทั่วถึงกันว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มิได้ทำให้ข้าพเจ้าสลดหรือสังเวชใจกับพฤติกรรมของพระที่ตกเป็นข่าว มากไปกว่าคุณภาพในวิจารณญาน
การแยกแยะพระของคนที่บอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธ!!
เชื่อเหลือเกินว่า.. กว่าครึ่งของคนที่ชอบบอกว่าศาสนาทุกวันนี้เสื่อมลง คือคนที่จะเข้าวัดซักทีก็ต่อเมื่อหมอดูทักว่ามีเคราะห์มั่ง
แก้บนมั่ง ซื้อรถใหม่อยากให้พระเจิมมั่ง จะฉลองขึ้นบ้านใหม่มั่งหรือไม่ก็ครบรอบญาติเสียมั่ง คงเห็นว่าพระเป็นพนักงาน DHL
ที่มีความสามารถส่งผลบุญให้คนที่ตายไปแล้ว ได้กระมัง ครบรอบกันทีนึงก็มาใช้บริการที ไอ้เวลาดีๆมักไม่ค่อยจะนึกถึงพระถึงวัดกันนักหรอก
อีกจำพวกนึง ดีขึ้นมานิด ชอบเข้าวัดเป็นประจำ แต่ทำบุญทีนึง ขอพรดะ สารพัด ตั้งกะขอให้มีแฟนหน้าเหมือนณเดช สิ้นปีขอโบนัสแปดเดือน
หรือชาติหน้าเกิดมาหน้าเด้งยิ่งๆขึ้นไป นี่ไม่ได้เรียกว่าทำบุญแล้วแต่เป็นการค้ากำไรเกินควร
บ้างก็ชอบรักษาศีล เพราะมั่นใจว่าถือศีลแล้วจะต้องประสบแต่เรื่องดีๆ แต่พอเห็นสิ้นปีตัวเองไม่ได้สองขั้นหรือผัวไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยบ้างก็คลั่ง
ฟูมฟาย ตัดพ้อต่อโชคชะตาฟ้าดินว่าทำไมอุตส่าห์เป็นคนดีถือศีลกินเจแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่เข้าข้าง นั่นก็เห็นได้ชัดว่าทำเพื่อหวังผลอีกแล้ว
หรือจำพวกที่ชอบนั่งหลับตาปี๋ ทำสมาธิ เพื่อหวังว่าจะได้อภิญญา เห็นเลขงวดหน้า หยั่งใจคนออก ระลึกชาติได้ นั่นก็เข้ารกเข้าพงไปอีก
ในขณะที่พวกเรากำลังนั่งวิตกวิจารณ์กับความเป็นไปในวงการณ์สงฆ์ปัจจุบัน แต่เราเคยสำรวจตนเองกันมั้ยว่าทุกวันนี้ เรานับถือพุทธกันแบบไหน
ขูดต้นไม้ กดไลค์รูปงูสามหัว แชร์ภาพเด็กหน้างวงเพราะเค้าบอกว่าคุณจะโชคดีภายในเจ็ดวัน (จันทร์ถึงอาทิตย์ สักวันแหละ)
งมงายกับศีลพรต ยึดติดกันที่ตัวบุคคล ศรัทธาในเรื่องที่มองไม่เห็นและไม่เป็นแก่นสารของพุทธเช่นเรื่อง ชาติหน้า ดินแดนหลังความตาย และอิทธิฤทธ์ ปาฎิหารย์
ใครเค้าว่าพระนั่นนี่ศักดิ์สิทธิ์ก็พร้อมจะแห่แหนกันไปบูชาอย่างไม่ลืมหูลืมตาพิจารณาเพราะเชื่อว่าท่านเหล่านั่นจะดลบันดาลโชคให้กับตนเองได้
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปวัดชื่อดังแห่งนึง เผอิญเดินผ่านกุฎิพระหรูหรา จนน่าจะเรียกว่าตำหนักมากกว่า เปิดเพลงบูรพารัศมิงดังนิ๊งหน่องๆ
ลอยมาเคลิ้มฝันเชิญชวนให้เข้าไปทำบุญ เหลือบมองเข้าไปข้างในมีพระพุทธรูปปางต่างๆนับสิบ ไม่รวมรูปปั้นเทพเจ้าในลัทธิอื่นอีกเป็นร้อย
ข้างฝามีป้ายบ่งบอกราคาแปะไว้ที่ผนังเสร็จสรรพ ตั้งกะสังฆทานสองร้อย เจิมรถสามร้อย รดน้ำมนต์สี่ร้อย สะเดาะห์เคราะห์ห้าร้อย ต่ออายุหกร้อย ไปยันเทศน์สองพัน!!??
และที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือ มีคนเข้าคิวรอใช้บริการอยู่ในนั้นแน่นขนัด เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะตั้งหน้าวิพากษ์สงฆ์
ลองสำรวจตนเองก่อนดีมั้ยว่าคุณหรือคนรอบข้างคุณเคยมีส่วนสนับสนุนความฟุ้งเฟ้อของพระ รวมทั้งสิ่งที่ไม่ใช่วิถีของพุทธะบ้างหรือเปล่า
ตราบใดที่เรายังงมงาย หลงอยู่แต่เปลือกนอกที่ฉาบฉวย ยึดติดกับตัวบุคคล ขาดสติปัญญาในการแยกแยะ
พอได้ยินว่าวัดไหนดีก็เที่ยวไปบ้าจี้เที่ยวศรัทธาอย่างมัวเมาบุญ
เค้าบอกให้สร้างนู่นสร้างนี่แล้วจะขึ้นสวรรค์ชั้นมงกุฎเพชรก็เอากะเขา มันก็ย่อมตกเป็นเหยื่อของพวกอลัชชีในเครื่องแบบสีเหลือง
ที่คอยจ้องจะแสวงหาประโยชน์จากผู้ร่ำรวยบุญแต่ขาดแคลนปัญญาได้โดยง่าย
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนิกายธรรมยุติ ธรรมกาย หรือธรรมเกรียนอะไรก็แล้วแต่ ที่เราชอบเอามาทุ่มเถียงกันว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ของจริง
ข้าพเจ้าอยากบอกว่า มันก็มีดีกันไปตามเหตุตามปัจจัยของมันทั้งนั้นแหละ หากเรารู้จักแก่นธรรมมะที่แท้ของศาสนาพุทธคือ
สภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างมันก็จบ ไม่ต้องไปโดนใครมันจูงจมูก
ในท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากกล่าวว่า บุคคลหัวโล้นห่มผ้าเหลืองที่เราเห็นเดินกันขวักไขว่อยู่ทั่วไปตามวัดตามวาหรือไม่ก็ห้างพันทิพนั้นก็คือปุถุชน
ที่อยู่ในสถานะนักบวชนั่นเองมีดีชั่วไม่แตกต่างอะไรกับพวกท่าน ผ้าเหลืองไม่ใช่ของวิเศษของโดเรมอนที่พอเอามาห่อตัวปุ้บ
จะทำให้คนเป็นคนประเสริฐขึ้นมาโดยฉับพลัน ฉะนั้น อย่าไปให้ราคาหรือคาดหวังอะไรกับบุคคลที่เรียกกันติดปากว่าพระให้มากจนเกินไปนัก
พวกเค้าก็แค่คนที่กำลังศึกษาธรรม ตั้งใจมากตั้งใจน้อยก็ว่ากันไป ไอ้ที่ไม่ตั้งใจเลยมันก็มี และก็มีมานานตั้งแต่ครั้นพุทธกาลแล้วด้วยไม่ใช่เพิ่งมามีในสมัยนี้
และขอที ไอ้พวกที่ชอบจิ้นว่าพระอรหันต์ต้องเป็นเทพทุกอิริยาบถ มีบร๊ะลานุภาพและพร้อมจะแสดงปาฎิหารย์ในเลเวลเก้าได้ตลอด
แต่ถ้าคุณศึกษาพุทธจริงๆแล้วจะรู้ว่าพระอริยบุคคลก็มีอาการเดินเหินแบบคนปกติ ยิ้มได้หัวเราะได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องห่มผ้าเหลืองเสมอไป
บางทีอาจจะเป็นคนที่บ้านคุณก็ได้ถ้าดูให้ดีๆ
ท้ายที่สุดนี้ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้ามองว่าโลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์
พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถึงมี ข่าวคงไม่ค่อยเอามาลง เพราะมันไม่กระตุ้นต่อมเผือกของฆารวาสทั่วๆไป
ลองสังเกตที่ทำงานคุณเวลาเค้าจับกลุ่มคุยกัน มีคำหรือประโยคเหล่านี้หรือเปล่า
"อู๊ยยย พี่ A แผนกนั้นเป็นคนกตัญญู แต่งงานก็รักเดียวใจเดียวเนอะ แถมเกรงใจภรรยามากๆ"
"ลูกของคุณ B น่ารัก ฉลาด นี่เรียนเก่งด้วยนะ เห็นได้รางวัลที่ 1 ประจำ ภูมิใจแทนพ่อแม่เด็ก อ่อ ส่วนคุณ B
แกก็เก็บหอมรอมริบจนตอนนี้ผ่อนบ้านผ่อนรถหมดแล้ว แกยังจะทำร้านขายของด้วยนะ ขยันมากเลยอะ"
(อ่านดูก็รู้แล้วใช่มั้ยว่าในสังคมเค้าคุยกันยังไง ลองแปลงเป็นความหมายตรงข้ามดู)
เพราะฉะนั้น..อยากให้ดูที่จิตตัวเองดีกว่า ในเมื่อบอกว่านับถือพุทธก็ทำหน้าที่ของตนไปให้ดีที่สุด
แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าทุกวันนี้ พระดีๆมีบ้างไหม .. มานี่สิ ...
เดี๋ยวข้าพเจ้าจะบอกให้ ...
...
..
..
ปล.ท่านอาจารย์หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวว่า ธรรมมะไม่มีวันเสื่อม มันอยู่อย่างไรมันก็อยู่อย่างนั้น
และพร้อมให้เห็นผลจากการพิสูจน์ได้จากทุกคนโดยไม่จำกัดกาล มีสุภาษิตใต้อยู่บทนึงที่ข้าพเจ้าได้ยินมาตั้งแต่เด็ก และชื่นชอบมาก
จึงอยากฝากไว้เป็นข้อคิดแก่ทุกท่านคือ ..ไหว้พระพุทธ อย่าให้ถูกอิฐ ถูกปูน ไหว้พระธรรม อย่าให้ถูกคัมภีร์ ใบลาน ไหว้พระสงฆ์ อย่าให้ถูกลูกชาวบ้าน
ทุกวันนี้ก็ยังคงใช้การได้ดีครับ ;)
หนึ่งเสียงจากสมมุติสงฆ์ ..
สืบเนื่องจากข่าวอื้อฉาวของวงการสงฆ์บ้านเราในช่วงที่ผ่านมานี้ ได้มีมิตรสหายหลายท่านตั้งคำถามต่อทัศนะของข้าพเจ้า
ในฐานะเป็นคนนึงที่เพิ่งห่มยูนิฟอร์มสีเหลืองมาหมาดๆ จึงใคร่จักขอแสดงความเห็นโดยใช้พื้นที่นี้เพื่อสื่อสารโดยทั่วถึงกันว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มิได้ทำให้ข้าพเจ้าสลดหรือสังเวชใจกับพฤติกรรมของพระที่ตกเป็นข่าว มากไปกว่าคุณภาพในวิจารณญาน
การแยกแยะพระของคนที่บอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธ!!
เชื่อเหลือเกินว่า.. กว่าครึ่งของคนที่ชอบบอกว่าศาสนาทุกวันนี้เสื่อมลง คือคนที่จะเข้าวัดซักทีก็ต่อเมื่อหมอดูทักว่ามีเคราะห์มั่ง
แก้บนมั่ง ซื้อรถใหม่อยากให้พระเจิมมั่ง จะฉลองขึ้นบ้านใหม่มั่งหรือไม่ก็ครบรอบญาติเสียมั่ง คงเห็นว่าพระเป็นพนักงาน DHL
ที่มีความสามารถส่งผลบุญให้คนที่ตายไปแล้ว ได้กระมัง ครบรอบกันทีนึงก็มาใช้บริการที ไอ้เวลาดีๆมักไม่ค่อยจะนึกถึงพระถึงวัดกันนักหรอก
อีกจำพวกนึง ดีขึ้นมานิด ชอบเข้าวัดเป็นประจำ แต่ทำบุญทีนึง ขอพรดะ สารพัด ตั้งกะขอให้มีแฟนหน้าเหมือนณเดช สิ้นปีขอโบนัสแปดเดือน
หรือชาติหน้าเกิดมาหน้าเด้งยิ่งๆขึ้นไป นี่ไม่ได้เรียกว่าทำบุญแล้วแต่เป็นการค้ากำไรเกินควร
บ้างก็ชอบรักษาศีล เพราะมั่นใจว่าถือศีลแล้วจะต้องประสบแต่เรื่องดีๆ แต่พอเห็นสิ้นปีตัวเองไม่ได้สองขั้นหรือผัวไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยบ้างก็คลั่ง
ฟูมฟาย ตัดพ้อต่อโชคชะตาฟ้าดินว่าทำไมอุตส่าห์เป็นคนดีถือศีลกินเจแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่เข้าข้าง นั่นก็เห็นได้ชัดว่าทำเพื่อหวังผลอีกแล้ว
หรือจำพวกที่ชอบนั่งหลับตาปี๋ ทำสมาธิ เพื่อหวังว่าจะได้อภิญญา เห็นเลขงวดหน้า หยั่งใจคนออก ระลึกชาติได้ นั่นก็เข้ารกเข้าพงไปอีก
ในขณะที่พวกเรากำลังนั่งวิตกวิจารณ์กับความเป็นไปในวงการณ์สงฆ์ปัจจุบัน แต่เราเคยสำรวจตนเองกันมั้ยว่าทุกวันนี้ เรานับถือพุทธกันแบบไหน
ขูดต้นไม้ กดไลค์รูปงูสามหัว แชร์ภาพเด็กหน้างวงเพราะเค้าบอกว่าคุณจะโชคดีภายในเจ็ดวัน (จันทร์ถึงอาทิตย์ สักวันแหละ)
งมงายกับศีลพรต ยึดติดกันที่ตัวบุคคล ศรัทธาในเรื่องที่มองไม่เห็นและไม่เป็นแก่นสารของพุทธเช่นเรื่อง ชาติหน้า ดินแดนหลังความตาย และอิทธิฤทธ์ ปาฎิหารย์
ใครเค้าว่าพระนั่นนี่ศักดิ์สิทธิ์ก็พร้อมจะแห่แหนกันไปบูชาอย่างไม่ลืมหูลืมตาพิจารณาเพราะเชื่อว่าท่านเหล่านั่นจะดลบันดาลโชคให้กับตนเองได้
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปวัดชื่อดังแห่งนึง เผอิญเดินผ่านกุฎิพระหรูหรา จนน่าจะเรียกว่าตำหนักมากกว่า เปิดเพลงบูรพารัศมิงดังนิ๊งหน่องๆ
ลอยมาเคลิ้มฝันเชิญชวนให้เข้าไปทำบุญ เหลือบมองเข้าไปข้างในมีพระพุทธรูปปางต่างๆนับสิบ ไม่รวมรูปปั้นเทพเจ้าในลัทธิอื่นอีกเป็นร้อย
ข้างฝามีป้ายบ่งบอกราคาแปะไว้ที่ผนังเสร็จสรรพ ตั้งกะสังฆทานสองร้อย เจิมรถสามร้อย รดน้ำมนต์สี่ร้อย สะเดาะห์เคราะห์ห้าร้อย ต่ออายุหกร้อย ไปยันเทศน์สองพัน!!??
และที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือ มีคนเข้าคิวรอใช้บริการอยู่ในนั้นแน่นขนัด เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะตั้งหน้าวิพากษ์สงฆ์
ลองสำรวจตนเองก่อนดีมั้ยว่าคุณหรือคนรอบข้างคุณเคยมีส่วนสนับสนุนความฟุ้งเฟ้อของพระ รวมทั้งสิ่งที่ไม่ใช่วิถีของพุทธะบ้างหรือเปล่า
ตราบใดที่เรายังงมงาย หลงอยู่แต่เปลือกนอกที่ฉาบฉวย ยึดติดกับตัวบุคคล ขาดสติปัญญาในการแยกแยะ
พอได้ยินว่าวัดไหนดีก็เที่ยวไปบ้าจี้เที่ยวศรัทธาอย่างมัวเมาบุญ
เค้าบอกให้สร้างนู่นสร้างนี่แล้วจะขึ้นสวรรค์ชั้นมงกุฎเพชรก็เอากะเขา มันก็ย่อมตกเป็นเหยื่อของพวกอลัชชีในเครื่องแบบสีเหลือง
ที่คอยจ้องจะแสวงหาประโยชน์จากผู้ร่ำรวยบุญแต่ขาดแคลนปัญญาได้โดยง่าย
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนิกายธรรมยุติ ธรรมกาย หรือธรรมเกรียนอะไรก็แล้วแต่ ที่เราชอบเอามาทุ่มเถียงกันว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ของจริง
ข้าพเจ้าอยากบอกว่า มันก็มีดีกันไปตามเหตุตามปัจจัยของมันทั้งนั้นแหละ หากเรารู้จักแก่นธรรมมะที่แท้ของศาสนาพุทธคือ
สภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างมันก็จบ ไม่ต้องไปโดนใครมันจูงจมูก
ในท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากกล่าวว่า บุคคลหัวโล้นห่มผ้าเหลืองที่เราเห็นเดินกันขวักไขว่อยู่ทั่วไปตามวัดตามวาหรือไม่ก็ห้างพันทิพนั้นก็คือปุถุชน
ที่อยู่ในสถานะนักบวชนั่นเองมีดีชั่วไม่แตกต่างอะไรกับพวกท่าน ผ้าเหลืองไม่ใช่ของวิเศษของโดเรมอนที่พอเอามาห่อตัวปุ้บ
จะทำให้คนเป็นคนประเสริฐขึ้นมาโดยฉับพลัน ฉะนั้น อย่าไปให้ราคาหรือคาดหวังอะไรกับบุคคลที่เรียกกันติดปากว่าพระให้มากจนเกินไปนัก
พวกเค้าก็แค่คนที่กำลังศึกษาธรรม ตั้งใจมากตั้งใจน้อยก็ว่ากันไป ไอ้ที่ไม่ตั้งใจเลยมันก็มี และก็มีมานานตั้งแต่ครั้นพุทธกาลแล้วด้วยไม่ใช่เพิ่งมามีในสมัยนี้
และขอที ไอ้พวกที่ชอบจิ้นว่าพระอรหันต์ต้องเป็นเทพทุกอิริยาบถ มีบร๊ะลานุภาพและพร้อมจะแสดงปาฎิหารย์ในเลเวลเก้าได้ตลอด
แต่ถ้าคุณศึกษาพุทธจริงๆแล้วจะรู้ว่าพระอริยบุคคลก็มีอาการเดินเหินแบบคนปกติ ยิ้มได้หัวเราะได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องห่มผ้าเหลืองเสมอไป
บางทีอาจจะเป็นคนที่บ้านคุณก็ได้ถ้าดูให้ดีๆ
ท้ายที่สุดนี้ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้ามองว่าโลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์
พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถึงมี ข่าวคงไม่ค่อยเอามาลง เพราะมันไม่กระตุ้นต่อมเผือกของฆารวาสทั่วๆไป
ลองสังเกตที่ทำงานคุณเวลาเค้าจับกลุ่มคุยกัน มีคำหรือประโยคเหล่านี้หรือเปล่า
"อู๊ยยย พี่ A แผนกนั้นเป็นคนกตัญญู แต่งงานก็รักเดียวใจเดียวเนอะ แถมเกรงใจภรรยามากๆ"
"ลูกของคุณ B น่ารัก ฉลาด นี่เรียนเก่งด้วยนะ เห็นได้รางวัลที่ 1 ประจำ ภูมิใจแทนพ่อแม่เด็ก อ่อ ส่วนคุณ B
แกก็เก็บหอมรอมริบจนตอนนี้ผ่อนบ้านผ่อนรถหมดแล้ว แกยังจะทำร้านขายของด้วยนะ ขยันมากเลยอะ"
(อ่านดูก็รู้แล้วใช่มั้ยว่าในสังคมเค้าคุยกันยังไง ลองแปลงเป็นความหมายตรงข้ามดู)
เพราะฉะนั้น..อยากให้ดูที่จิตตัวเองดีกว่า ในเมื่อบอกว่านับถือพุทธก็ทำหน้าที่ของตนไปให้ดีที่สุด
แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าทุกวันนี้ พระดีๆมีบ้างไหม .. มานี่สิ ...
เดี๋ยวข้าพเจ้าจะบอกให้ ...
...
..
..
ปล.ท่านอาจารย์หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวว่า ธรรมมะไม่มีวันเสื่อม มันอยู่อย่างไรมันก็อยู่อย่างนั้น
และพร้อมให้เห็นผลจากการพิสูจน์ได้จากทุกคนโดยไม่จำกัดกาล มีสุภาษิตใต้อยู่บทนึงที่ข้าพเจ้าได้ยินมาตั้งแต่เด็ก และชื่นชอบมาก
จึงอยากฝากไว้เป็นข้อคิดแก่ทุกท่านคือ ..ไหว้พระพุทธ อย่าให้ถูกอิฐ ถูกปูน ไหว้พระธรรม อย่าให้ถูกคัมภีร์ ใบลาน ไหว้พระสงฆ์ อย่าให้ถูกลูกชาวบ้าน
ทุกวันนี้ก็ยังคงใช้การได้ดีครับ ;)