ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ
เป็นแนว Action- Fantasy
ตั้งใจทำให้ออกมาแหวกแนวจากนิยายเกมออนไลน์ทั่วไปค่ะ
++++++++++++++++++++
ปฐมบท
“แกรู้ไหมว่าชีวิตของแกมีไว้เพื่ออะไร?”
“...”
“... มีไว้เพื่อเป็นของเล่นให้คนอื่นยังไงล่ะ! ฮ่ะๆ”
ใครสักคนกล่าวด้วยถ้อยคำเหยียดหยาม น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้สมองเริ่มทำงานอีกครั้ง ทันทีที่เสียงสะท้อนนั้นเบาลง จู่ๆก็มีเสียงครูดของบางสิ่งบางอย่างดังขึ้นมาอีก
แคร๊ก แคร๊ก แคร๊ก
...... เขาตื่นทันที
ตื่นจากความมืดมิดซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าใช้เวลานานสักเพียงไรในการจมตัวเองให้อยู่ในห้วงนิทราอันไม่รู้จบสิ้น
เสียงโซ่ดังกังวานสะท้อนก้องในศีรษะเสียดหูจนเด็กหนุ่มต้องปรือตาเลิกฝัน เขาค่อยๆขยับกายลุกขึ้นรู้สึกเมื่อยขบไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดข้างท้ายทอยแล่นปลาบจนทำให้เขาต้องเลื่อนมือลูบแผลระบม ขณะกัดฟันร้องในลำคอ มือสั่นๆก็เลื่อนสัมผัสพื้นเย็นๆ
คราวนี้เด็กหนุ่มหันมากวาดตามองไปรอบๆบ้าง
ที่ไหน?
คิดในใจพลางสังเกตห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดปราศจากกลิ่นอับ มีเพียงตัวเขานั่งอยู่เพียงลำพังภายใต้แสงสว่าง
เสียงโซ่ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาพลิกตัว เด็กหนุ่มไม่รอช้าเลื่อนสายตามองท่อนขาก็พบว่าตนเองถูกล่ามไว้กับโซ่ขึ้นสนิม มีตรวนหนักสองกิโลกรัมผูกติดกับข้อเท้า ขณะที่จับจ้องมองมันด้วยความไม่เข้าใจนั้นเขาก็เลื่อนมือไปสัมผัสสายโซ่อย่างแผ่วเบา
อะไรกัน? เกิดอะไรขึ้น?
มีคำถามผุดขึ้นเต็มศีรษะ นัยน์ตาสีเทาหม่นเลื่อนลงสบมองเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อนๆแลดูสกปรกเช่นเดียวกับกางเกงขายาวตัวบางปลายขาขาดวิ่น เขากระแอมไอออกมาผ่านลำคอที่แห้งผากพลางสะบัดหน้าหอบหายใจถี่ๆ
จากอารมณ์เฉยชาพลันเปลี่ยนเป็นความกระวายกระวายใจ ความสับสนทำให้เขาหัวเสีย เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง พยายามเหยียดกายลุกขณะจ้องมองกรอบบานประตูสีขาวอยู่ไม่ไกลนัก เขาเดินไปที่ประตูนั้นแต่ขาเจ้ากรรมสองข้างซึ่งไม่ได้ใช้งานมานานพอควรก็ออกอาการแข็งเกร็ง ก้าวแรกที่ย่างไปทำให้เขาสะดุดจนล้มหน้าคะมำ เด็กหนุ่มพยายามทรงตัวใหม่อีกคราในขณะที่สมองก็คอยคิดครุ่นถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองเป็นเช่นนี้
ทำไม? อะไร? อยู่ไหน?
เขาไม่รู้
ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้
เขาจำไม่ได้ และคิดว่าบางทีเขาอาจจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นเพียงชื่อของตัวเอง
‘โมเว็ท’
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจยาวๆ มองข้อมือขวาด้วยสายตาที่พร่าเลือน เขาเห็นรอยแผลเป็นประทับชื่อเต็มของเขาเอาไว้ตรงนั้น มันคือรอยแผลซึ่งเกิดจากการใช้เหล็กร้อนจี้ผิว จู่ๆเขาก็นึกถึงภาพนั้นออก เขาจดจำได้แม้กระทั่งเสียงร้องของตัวเองขณะที่เหล็กร้อนฉาบบนข้อมือ เขาเห็นตัวเองดีดดิ้นด้วยความทรมานแล้วก็มีใครสักคนยึดตัวเขาเอาไว้แน่น
เขาได้ชื่อโมเว็ทมาจากตอนนั้น ...
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เขาสะบัดหน้าทบทวนชื่อของตนเองในสมองใหม่อีกครั้ง
‘โมเว็ท’
ฉันชื่อโมเว็ท? ชื่อของฉันจริงๆใช่ไหม? เด็กหนุ่มพึมพำพลางเลื่อนสายตามองผนังกระจกเงาข้างกรอบประตูบานขาว กระจกนั้นสะท้อนให้เห็นสภาพของเขา เด็กหนุ่มมองตัวเองอีกคนด้วยความฉงน
นัยน์ตาสีเทานั้นจับจ้องมองกันและกันตาไม่กระพริบ คิ้วโค้งเข้มขมวดเข้าจนแทบจะผูกเป็นปม ใบหน้าเรียวซีดเผือด ร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ผมสีน้ำตาลเข้มถูกตัดสั้นจนเกรียน มีรอยเขียนด้วยน้ำหมึกสีดำบนขมับขวาภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า
‘MO’
มันคืออักษรย่อจากชื่อเต็มของโมเว็ท เด็กหนุ่มสำรวจร่างกายของตัวเองอีกครั้งด้วยนึกฉงนครั้นแล้วจึงหายใจถี่ๆ รู้สึกอึดอัดและว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง คำถามและความคิดตีกันเป็นพัลวัน เขาส่งเสียงร้องด้วยอารมณ์หงุดหงิดก่อนจะเลื่อนสองมือประสานบนท้ายทอยและนั่งยองๆ ก้มหน้ามองพื้นสีขาวสะอาดอย่างเลื่อนลอย
พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกเสียทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
เด็กหนุ่มอารมณ์เสียเลื่อนกำปั้นชกพื้น
ปึก ปึก
เขาทุบสองครั้งโดยไม่รู้สึกเจ็บปวด
ปึก ปึก
เขาทุบอีกสองครั้งอย่างเดือดดาล
ปึก ปึก
เขาทุบอีกคราเพราะหวังว่าความทรงจำบางอย่างสามารถเรียกสติของเขาให้กลับคืนมาได้
.... ทว่าก็ไม่สำเร็จ
เด็กหนุ่มตะโกนก้องร้องอยู่เพียงลำพังก่อนจะหันมาดึงสายโซ่ เขาอยากถอดแหวนวงโตที่ล้อมรอบข้อเท้าเอาไว้ เพียงทว่าจะดึงดันตัวเองสักเท่าไรโซ่ตรวนก็พันผูกเขาไว้เช่นเดิม
อยากออกไปจากที่นี่ ... อยากออกไป
คิดพลางกวาดตามองรอบห้อง พยายามมองหาอุปกรณ์สักชิ้นที่สามารถตัดโซ่ทิ้งไปได้แต่ก็ไม่พบ ภายในห้องมีเพียงความว่างเปล่ากับตัวเขาเท่านั้น
เด็กหนุ่มเลื่อนตัวลงนั่ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาอ่อนล้าและอ่อนเพลีย อยากจะร้องไห้แต่ทว่าบ่อน้ำตาของเขานั้นแห้งผากมานาน เขาไม่มีน้ำตาสักหยดคอยปลอบประโลมในยามเศร้า เด็กหนุ่มนั่งมองเพดานสีขาวนั้นด้วยความสิ้นหวังพลางสบถใส่ตัวเองนับเป็นพันๆครั้งตลอดชั่วโมงที่ตื่นขึ้นมาโดยไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตนี้
ในอึดใจเดียวกันนั้นเด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงเปิดประตูก่อนที่ร่างของบุรุษแปลกหน้าสามนายจะเดินเรียกแถวตรงมาหา ในมือของทั้งสามมีกระบองโตๆ พวกเขาสวมชุดเครื่องแบบทำให้เด็กหนุ่มรู้ในทันทีว่าเขาอยู่ที่ใด
ห้องขัง? เรือนจำ? นักโทษ?
ฉันเป็นนักโทษ?
คิดพลางเหลือบสายตามองบุรุษสองนายกระชากแขนเขาให้ลุกขึ้นจากพื้น เด็กหนุ่มรีบสะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจ เขายืนเซจนเกือบถลาล้มหน้าคำมะอีกครั้ง
“ฮ่ะ ... ไอ้เด็กอวดดี”เจ้าหน้าที่เรือนจำร่างบึกบึนผิวดำหัวเราะเหยียดหยาม
โมเว็ทเลิกสนใจรีบเสหน้าหันไปมองประตูบ้าง แล้วเขาก็พบกับร่างของเด็กหนุ่มชาวเอเชียอายุราวๆสิบแปดหรือสิบเก้าปีถูกผู้คุมผลักให้เข้ามาในห้อง โมเว็ทสบตามองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจก่อนที่คนมาใหม่จะโดนผู้คุมถีบจนล้มลง บรรดาเจ้าหน้าที่ได้ทีหัวเราะลั่น
“ไอ้เด็กเวรพวกนี้มันรนหาที่จริงๆ ... ใกล้เวลาโดนเชือดแล้ว ตื่นเต้นกันบ้างไหม?”
โดนเชือด? โมเว็ทพึมพำเสียงแผ่ว เลิกคิ้วมองบรรดาผู้คุมทั้งสามเดินออกจากห้องไปด้วยความประหลาดใจ
“ทำตัวให้ดี ... เวลาของพวกแกมีน้อยเต็มที”กล่าวจบประตูก็ปิดลง
เด็กหนุ่มทั้งสองเดาได้ไม่ยากนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ พวกเขาหันมาสบตามองกันเองนานนับนาทีโดยไม่พูดไม่จาจนกระทั่งโมเว็ทเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
“เกิดอะไรขึ้น?”
อีกฝ่ายนิ่งเงียบ แน่นอน ... เด็กชายแปลกหน้าเองก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากโมเว็ทเสียเท่าไหร่ มีโซ่ตรวนล่ามเอาไว้ด้วยความหนักพอๆกัน เสื้อผ้าปอนๆเหมือนกัน สภาพร่างกายโทรมทรุดดุจเดียวกันและอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คงมีเพียงสีผิวแทนบนใบหน้าเกลี้ยงเกลารับกับนัยน์ตาและผมทรงเกรียนสีนิลเท่านั้นที่แยกแยะพวกเขาทั้งสองออกเป็นสองเชื้อชาติ
“นาย ...”น้ำเสียงแหลมเล็กของชาวเอเชียกล่าวค้างไว้ก่อนจะขยับกายมานั่งลงข้างๆโมเว็ท
ในตอนนั้นเจ้าของห้องก็เหลือบตาเห็นรอยน้ำหมึกตัวพิมพ์ใหญ่บนศีรษะอีกฝ่ายเขียนไว้ว่า ‘JE’
“เจอี? ย่อมาจากอะไร?”คนมาใหม่ไม่ได้ตอบ เพียงแต่พลิกข้อมือให้โมเว็ทสังเกตรอยแผลเป็นแสดงชื่อบนนั้นแทน“เจเรมีย์เหรอ?”
“อืม แล้วนายชื่ออะไร?”
เด็กหนุ่มโคลงศีรษะเลื่อนมือลูบท้ายทอยก่อนจะกล่าวตอบ “โมเว็ท”
“โอเค โมเว็ท ... นายรู้ไหมว่าพวกมันจับพวกเรามาทำไม?”
“ไม่รู้ ฉันจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”ว่าพลางถอนหายใจ กำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรถึงได้มาอยู่ที่นี่ ... ฉันอาจจะแทงใครตายหรือไม่ก็ค้ายาบ้า ... แต่ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนั้น”
“นายมั่นใจ?”
“แหงล่ะ ... ฉันจะทำแบบนั้นเพื่ออะไร?”
“ในเมื่อนายจำอะไรไม่ได้ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าแท้ที่จริงแล้วนายทำอะไรผิดมาก่อน”
โมเว็ทนั่งฟังพลางสูดจมูกรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนายล่ะ? ไปทำอะไรมา?”
“ฉันก็ไม่รู้”
“นายพูดจริงหรือเปล่า?”
“แน่นอน ฉันจะโกหกทำไม?” เจเรมีย์บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ดูเหมือนเราสองคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่”
“หมายความว่ายังไง?”
เพื่อนใหม่หันนัยน์ตาสีดำสบมองเขาในทันที “หมายความว่าฉันเองก็ลืมทุกอย่าง ทุกอย่าง”กล่าวย้ำพร้อมหัวเราะประชดประชัน “มีสิ่งเดียวที่ฉันรู้คือตอนนี้ฉันพูดภาษาอังกฤษ”
โมเว็ทฝืนยิ้มขำขันขณะปิดปากเงียบ
“และมีอีกเรื่องที่ฉันมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นกับพวกเรา ...”เจเรมีย์พูดค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยกระซิบ “พวกผู้คุมจะจับเราสองคนไปลานประหาร”
บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแลดูอึดอัดขึ้นมันตาเห็น ทั้งสองหยุดสนทนา ต่างฝ่ายต่างนั่งคิดครุ่นอยู่เพียงลำพังนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องทนอยู่ในสภาพของนักโทษเช่นนี้ สักพักโมเว็ทก็ระบายอารมณ์ด้วยการเลื่อนกำปั้นต่อยพื้นอย่างหงุดหงิดใจเป็นที่สุด
“โธ่เว้ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!? ... “ ตะโกนลั่นโดยไม่มีใครได้ยินไปก็เท่านั้น โมเว็ทลุกขึ้นยืน ลากขาที่มีตรวนถ่วงเอาไว้ไปจนถึงประตู เขาออกแรงทุบประตู สบถด่าหยาบคายอย่างเคียดแค้นเมื่อพบว่าคนภายนอกไม่ให้ความสนใจ
เขาเพียงแค่ต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดตอบเขาได้เลยเพียงสักคน ...
ปึง ปึง
โมเว็ทถีบประตูเสียงดังโครมๆจนกระทั่งเจเรมีย์ต้องเข้ามาห้าม
“พอเถอะ! เลิกทำแบบนี้ นายคิดว่าใครจะสนใจนายบ้าง? ตอนนี้เราเป็นนักโทษ เราทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นล่ะ!”
“เฮงซวย! เฮงซวยที่สุด!”โมเว็ททรุดกายลงนั่งกองกับพื้น เขาเลื่อนกำปั้นทุบประตูเบาๆอีกครั้งด้วยความเศร้าใจ “แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ... ฉันอยากรู้แค่นั้น”บอกพลางกัดฟันฝืนกลั้นความเจ็บปวดในใจซึ่งกำลังกลั่นน้ำตาให้เป็นหยด ใบหน้าของเด็กหนุ่มร้อนผะผ่าว แก้มซีดๆกลายเป็นสีแดงจางๆ ตัวของเขาสั่นสะท้านด้วยความเสียใจ เจเรมีย์เลื่อนมือลูบแผ่นหลังของเพื่อนเป็นเชิงปลอบประโลมแม้รู้ดีว่าไม่มีทางได้ผล
Run! วิ่งฝ่าเกมอันตราย (เริ่มต้น)
เป็นแนว Action- Fantasy
ตั้งใจทำให้ออกมาแหวกแนวจากนิยายเกมออนไลน์ทั่วไปค่ะ
++++++++++++++++++++
ปฐมบท
“แกรู้ไหมว่าชีวิตของแกมีไว้เพื่ออะไร?”
“...”
“... มีไว้เพื่อเป็นของเล่นให้คนอื่นยังไงล่ะ! ฮ่ะๆ”
ใครสักคนกล่าวด้วยถ้อยคำเหยียดหยาม น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้สมองเริ่มทำงานอีกครั้ง ทันทีที่เสียงสะท้อนนั้นเบาลง จู่ๆก็มีเสียงครูดของบางสิ่งบางอย่างดังขึ้นมาอีก
แคร๊ก แคร๊ก แคร๊ก
...... เขาตื่นทันที
ตื่นจากความมืดมิดซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าใช้เวลานานสักเพียงไรในการจมตัวเองให้อยู่ในห้วงนิทราอันไม่รู้จบสิ้น
เสียงโซ่ดังกังวานสะท้อนก้องในศีรษะเสียดหูจนเด็กหนุ่มต้องปรือตาเลิกฝัน เขาค่อยๆขยับกายลุกขึ้นรู้สึกเมื่อยขบไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดข้างท้ายทอยแล่นปลาบจนทำให้เขาต้องเลื่อนมือลูบแผลระบม ขณะกัดฟันร้องในลำคอ มือสั่นๆก็เลื่อนสัมผัสพื้นเย็นๆ
คราวนี้เด็กหนุ่มหันมากวาดตามองไปรอบๆบ้าง
ที่ไหน?
คิดในใจพลางสังเกตห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดปราศจากกลิ่นอับ มีเพียงตัวเขานั่งอยู่เพียงลำพังภายใต้แสงสว่าง
เสียงโซ่ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาพลิกตัว เด็กหนุ่มไม่รอช้าเลื่อนสายตามองท่อนขาก็พบว่าตนเองถูกล่ามไว้กับโซ่ขึ้นสนิม มีตรวนหนักสองกิโลกรัมผูกติดกับข้อเท้า ขณะที่จับจ้องมองมันด้วยความไม่เข้าใจนั้นเขาก็เลื่อนมือไปสัมผัสสายโซ่อย่างแผ่วเบา
อะไรกัน? เกิดอะไรขึ้น?
มีคำถามผุดขึ้นเต็มศีรษะ นัยน์ตาสีเทาหม่นเลื่อนลงสบมองเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อนๆแลดูสกปรกเช่นเดียวกับกางเกงขายาวตัวบางปลายขาขาดวิ่น เขากระแอมไอออกมาผ่านลำคอที่แห้งผากพลางสะบัดหน้าหอบหายใจถี่ๆ
จากอารมณ์เฉยชาพลันเปลี่ยนเป็นความกระวายกระวายใจ ความสับสนทำให้เขาหัวเสีย เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง พยายามเหยียดกายลุกขณะจ้องมองกรอบบานประตูสีขาวอยู่ไม่ไกลนัก เขาเดินไปที่ประตูนั้นแต่ขาเจ้ากรรมสองข้างซึ่งไม่ได้ใช้งานมานานพอควรก็ออกอาการแข็งเกร็ง ก้าวแรกที่ย่างไปทำให้เขาสะดุดจนล้มหน้าคะมำ เด็กหนุ่มพยายามทรงตัวใหม่อีกคราในขณะที่สมองก็คอยคิดครุ่นถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองเป็นเช่นนี้
ทำไม? อะไร? อยู่ไหน?
เขาไม่รู้
ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้
เขาจำไม่ได้ และคิดว่าบางทีเขาอาจจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นเพียงชื่อของตัวเอง
‘โมเว็ท’
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจยาวๆ มองข้อมือขวาด้วยสายตาที่พร่าเลือน เขาเห็นรอยแผลเป็นประทับชื่อเต็มของเขาเอาไว้ตรงนั้น มันคือรอยแผลซึ่งเกิดจากการใช้เหล็กร้อนจี้ผิว จู่ๆเขาก็นึกถึงภาพนั้นออก เขาจดจำได้แม้กระทั่งเสียงร้องของตัวเองขณะที่เหล็กร้อนฉาบบนข้อมือ เขาเห็นตัวเองดีดดิ้นด้วยความทรมานแล้วก็มีใครสักคนยึดตัวเขาเอาไว้แน่น
เขาได้ชื่อโมเว็ทมาจากตอนนั้น ...
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เขาสะบัดหน้าทบทวนชื่อของตนเองในสมองใหม่อีกครั้ง
‘โมเว็ท’
ฉันชื่อโมเว็ท? ชื่อของฉันจริงๆใช่ไหม? เด็กหนุ่มพึมพำพลางเลื่อนสายตามองผนังกระจกเงาข้างกรอบประตูบานขาว กระจกนั้นสะท้อนให้เห็นสภาพของเขา เด็กหนุ่มมองตัวเองอีกคนด้วยความฉงน
นัยน์ตาสีเทานั้นจับจ้องมองกันและกันตาไม่กระพริบ คิ้วโค้งเข้มขมวดเข้าจนแทบจะผูกเป็นปม ใบหน้าเรียวซีดเผือด ร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ผมสีน้ำตาลเข้มถูกตัดสั้นจนเกรียน มีรอยเขียนด้วยน้ำหมึกสีดำบนขมับขวาภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า
‘MO’
มันคืออักษรย่อจากชื่อเต็มของโมเว็ท เด็กหนุ่มสำรวจร่างกายของตัวเองอีกครั้งด้วยนึกฉงนครั้นแล้วจึงหายใจถี่ๆ รู้สึกอึดอัดและว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง คำถามและความคิดตีกันเป็นพัลวัน เขาส่งเสียงร้องด้วยอารมณ์หงุดหงิดก่อนจะเลื่อนสองมือประสานบนท้ายทอยและนั่งยองๆ ก้มหน้ามองพื้นสีขาวสะอาดอย่างเลื่อนลอย
พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกเสียทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
เด็กหนุ่มอารมณ์เสียเลื่อนกำปั้นชกพื้น
ปึก ปึก
เขาทุบสองครั้งโดยไม่รู้สึกเจ็บปวด
ปึก ปึก
เขาทุบอีกสองครั้งอย่างเดือดดาล
ปึก ปึก
เขาทุบอีกคราเพราะหวังว่าความทรงจำบางอย่างสามารถเรียกสติของเขาให้กลับคืนมาได้
.... ทว่าก็ไม่สำเร็จ
เด็กหนุ่มตะโกนก้องร้องอยู่เพียงลำพังก่อนจะหันมาดึงสายโซ่ เขาอยากถอดแหวนวงโตที่ล้อมรอบข้อเท้าเอาไว้ เพียงทว่าจะดึงดันตัวเองสักเท่าไรโซ่ตรวนก็พันผูกเขาไว้เช่นเดิม
อยากออกไปจากที่นี่ ... อยากออกไป
คิดพลางกวาดตามองรอบห้อง พยายามมองหาอุปกรณ์สักชิ้นที่สามารถตัดโซ่ทิ้งไปได้แต่ก็ไม่พบ ภายในห้องมีเพียงความว่างเปล่ากับตัวเขาเท่านั้น
เด็กหนุ่มเลื่อนตัวลงนั่ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาอ่อนล้าและอ่อนเพลีย อยากจะร้องไห้แต่ทว่าบ่อน้ำตาของเขานั้นแห้งผากมานาน เขาไม่มีน้ำตาสักหยดคอยปลอบประโลมในยามเศร้า เด็กหนุ่มนั่งมองเพดานสีขาวนั้นด้วยความสิ้นหวังพลางสบถใส่ตัวเองนับเป็นพันๆครั้งตลอดชั่วโมงที่ตื่นขึ้นมาโดยไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตนี้
ในอึดใจเดียวกันนั้นเด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงเปิดประตูก่อนที่ร่างของบุรุษแปลกหน้าสามนายจะเดินเรียกแถวตรงมาหา ในมือของทั้งสามมีกระบองโตๆ พวกเขาสวมชุดเครื่องแบบทำให้เด็กหนุ่มรู้ในทันทีว่าเขาอยู่ที่ใด
ห้องขัง? เรือนจำ? นักโทษ?
ฉันเป็นนักโทษ?
คิดพลางเหลือบสายตามองบุรุษสองนายกระชากแขนเขาให้ลุกขึ้นจากพื้น เด็กหนุ่มรีบสะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจ เขายืนเซจนเกือบถลาล้มหน้าคำมะอีกครั้ง
“ฮ่ะ ... ไอ้เด็กอวดดี”เจ้าหน้าที่เรือนจำร่างบึกบึนผิวดำหัวเราะเหยียดหยาม
โมเว็ทเลิกสนใจรีบเสหน้าหันไปมองประตูบ้าง แล้วเขาก็พบกับร่างของเด็กหนุ่มชาวเอเชียอายุราวๆสิบแปดหรือสิบเก้าปีถูกผู้คุมผลักให้เข้ามาในห้อง โมเว็ทสบตามองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจก่อนที่คนมาใหม่จะโดนผู้คุมถีบจนล้มลง บรรดาเจ้าหน้าที่ได้ทีหัวเราะลั่น
“ไอ้เด็กเวรพวกนี้มันรนหาที่จริงๆ ... ใกล้เวลาโดนเชือดแล้ว ตื่นเต้นกันบ้างไหม?”
โดนเชือด? โมเว็ทพึมพำเสียงแผ่ว เลิกคิ้วมองบรรดาผู้คุมทั้งสามเดินออกจากห้องไปด้วยความประหลาดใจ
“ทำตัวให้ดี ... เวลาของพวกแกมีน้อยเต็มที”กล่าวจบประตูก็ปิดลง
เด็กหนุ่มทั้งสองเดาได้ไม่ยากนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ พวกเขาหันมาสบตามองกันเองนานนับนาทีโดยไม่พูดไม่จาจนกระทั่งโมเว็ทเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
“เกิดอะไรขึ้น?”
อีกฝ่ายนิ่งเงียบ แน่นอน ... เด็กชายแปลกหน้าเองก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากโมเว็ทเสียเท่าไหร่ มีโซ่ตรวนล่ามเอาไว้ด้วยความหนักพอๆกัน เสื้อผ้าปอนๆเหมือนกัน สภาพร่างกายโทรมทรุดดุจเดียวกันและอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คงมีเพียงสีผิวแทนบนใบหน้าเกลี้ยงเกลารับกับนัยน์ตาและผมทรงเกรียนสีนิลเท่านั้นที่แยกแยะพวกเขาทั้งสองออกเป็นสองเชื้อชาติ
“นาย ...”น้ำเสียงแหลมเล็กของชาวเอเชียกล่าวค้างไว้ก่อนจะขยับกายมานั่งลงข้างๆโมเว็ท
ในตอนนั้นเจ้าของห้องก็เหลือบตาเห็นรอยน้ำหมึกตัวพิมพ์ใหญ่บนศีรษะอีกฝ่ายเขียนไว้ว่า ‘JE’
“เจอี? ย่อมาจากอะไร?”คนมาใหม่ไม่ได้ตอบ เพียงแต่พลิกข้อมือให้โมเว็ทสังเกตรอยแผลเป็นแสดงชื่อบนนั้นแทน“เจเรมีย์เหรอ?”
“อืม แล้วนายชื่ออะไร?”
เด็กหนุ่มโคลงศีรษะเลื่อนมือลูบท้ายทอยก่อนจะกล่าวตอบ “โมเว็ท”
“โอเค โมเว็ท ... นายรู้ไหมว่าพวกมันจับพวกเรามาทำไม?”
“ไม่รู้ ฉันจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”ว่าพลางถอนหายใจ กำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรถึงได้มาอยู่ที่นี่ ... ฉันอาจจะแทงใครตายหรือไม่ก็ค้ายาบ้า ... แต่ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนั้น”
“นายมั่นใจ?”
“แหงล่ะ ... ฉันจะทำแบบนั้นเพื่ออะไร?”
“ในเมื่อนายจำอะไรไม่ได้ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าแท้ที่จริงแล้วนายทำอะไรผิดมาก่อน”
โมเว็ทนั่งฟังพลางสูดจมูกรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนายล่ะ? ไปทำอะไรมา?”
“ฉันก็ไม่รู้”
“นายพูดจริงหรือเปล่า?”
“แน่นอน ฉันจะโกหกทำไม?” เจเรมีย์บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ดูเหมือนเราสองคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่”
“หมายความว่ายังไง?”
เพื่อนใหม่หันนัยน์ตาสีดำสบมองเขาในทันที “หมายความว่าฉันเองก็ลืมทุกอย่าง ทุกอย่าง”กล่าวย้ำพร้อมหัวเราะประชดประชัน “มีสิ่งเดียวที่ฉันรู้คือตอนนี้ฉันพูดภาษาอังกฤษ”
โมเว็ทฝืนยิ้มขำขันขณะปิดปากเงียบ
“และมีอีกเรื่องที่ฉันมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นกับพวกเรา ...”เจเรมีย์พูดค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยกระซิบ “พวกผู้คุมจะจับเราสองคนไปลานประหาร”
บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแลดูอึดอัดขึ้นมันตาเห็น ทั้งสองหยุดสนทนา ต่างฝ่ายต่างนั่งคิดครุ่นอยู่เพียงลำพังนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องทนอยู่ในสภาพของนักโทษเช่นนี้ สักพักโมเว็ทก็ระบายอารมณ์ด้วยการเลื่อนกำปั้นต่อยพื้นอย่างหงุดหงิดใจเป็นที่สุด
“โธ่เว้ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!? ... “ ตะโกนลั่นโดยไม่มีใครได้ยินไปก็เท่านั้น โมเว็ทลุกขึ้นยืน ลากขาที่มีตรวนถ่วงเอาไว้ไปจนถึงประตู เขาออกแรงทุบประตู สบถด่าหยาบคายอย่างเคียดแค้นเมื่อพบว่าคนภายนอกไม่ให้ความสนใจ
เขาเพียงแค่ต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดตอบเขาได้เลยเพียงสักคน ...
ปึง ปึง
โมเว็ทถีบประตูเสียงดังโครมๆจนกระทั่งเจเรมีย์ต้องเข้ามาห้าม
“พอเถอะ! เลิกทำแบบนี้ นายคิดว่าใครจะสนใจนายบ้าง? ตอนนี้เราเป็นนักโทษ เราทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นล่ะ!”
“เฮงซวย! เฮงซวยที่สุด!”โมเว็ททรุดกายลงนั่งกองกับพื้น เขาเลื่อนกำปั้นทุบประตูเบาๆอีกครั้งด้วยความเศร้าใจ “แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ... ฉันอยากรู้แค่นั้น”บอกพลางกัดฟันฝืนกลั้นความเจ็บปวดในใจซึ่งกำลังกลั่นน้ำตาให้เป็นหยด ใบหน้าของเด็กหนุ่มร้อนผะผ่าว แก้มซีดๆกลายเป็นสีแดงจางๆ ตัวของเขาสั่นสะท้านด้วยความเสียใจ เจเรมีย์เลื่อนมือลูบแผ่นหลังของเพื่อนเป็นเชิงปลอบประโลมแม้รู้ดีว่าไม่มีทางได้ผล