สหรัฐอเมริกาแม้ทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 1.5-2.0% เท่านั้น

กระทู้สนทนา
'ศุภชัย' ชี้เศรษฐกิจโลก 'ติดหล่ม' ยาว
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


เลขาธิการอังค์ถัดชี้เศรษฐกิจโลก "ติดหล่ม"ยาว! แนะอาเซียนเร่งเครื่องเปิด "เออีซี"

นายศุภชัย พานิชภักดิ์เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวในการบรรยาย หัวข้อ “Rising ASEAN in global economy” จัดโดยโครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอาเซียน โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น แต่อาเซียนสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจากการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน มีประเด็นดังนี้

นายศุภชัย กล่าวว่า ในระยะเวลาหลายปีข้างหน้านี้ ภาวะเศรษฐกิจของโลกจะยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวไม่มากนัก โดยเฉลี่ยจะขยายตัวไม่เกิน 3% ยกเว้นเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาที่ยังคงขยายตัวได้ในระดับ 5-6% ขณะที่เศรษฐกิจของยุโรปการขยายตัวยังคงติดลบและคาดว่าปีนี้จะติดลบที่ประมาณ 0.6% ขณะที่สหรัฐอเมริกาแม้ทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 1.5-2.0% เท่านั้น

การขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของโลกในระดับที่ต่ำ จะส่งผลให้ปัญหาการว่างงานไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากภาครัฐและเอกชนไม่มีสามารถขยายตำแหน่งงานใหม่ได้ โดยเฉพาะในยุโรปอัตราว่างงานยังคงสูงมาก โดยอัตราว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 12% และอัตราว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ 27% ขณะที่ประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงสุด คือ กรีซ ซึ่งมีการว่างงานอยู่ที่ 50%

"สัดส่วนการว่างงานที่สูงเช่นนี้ สะท้อนว่ายุโรปยังไม่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาได้ และมีแนวโน้มที่ปัญหานี้อาจจะยืดเยื้อออกไปอีก 10 ปี"

นอกจากเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในระดับต่ำ ปัญหาที่สำคัญอีกหนึ่งประการ ก็คือ ประเทศส่วนใหญ่มีสัดส่วนหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศองค์กรความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีหนี้สาธารณะเกิน 100% ของรายได้ประชาชาติ (จีดีพี) หรือมากกว่า เช่น ญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี อยู่ที่ 250% ซึ่งสัดส่วนหนี้สาธารณะที่สูงของจีดีพี ทำให้แนวโน้มภาระดอกเบี้ยที่แต่ละประเทศต้องแบกรับมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจเป็นปัญหากับการชำระหนี้จนลุกลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจระลอกใหม่กับภูมิภาค รวมทั้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต

ปัจจุบัน กลุ่มประเทศโออีซีดี มีสมาชิก 34 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ชิลี สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวะเกีย สโลวีเนีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา และ 1 องค์กร คือ สหภาพยุโรป

"สัดส่วนหนี้ที่เพิ่มสูงของแต่ละประเทศ ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในรูปแบบการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือที่สหรัฐเรียกว่าคิวอี เนื่องจากแม้มีการอัดฉีดสภาพคล่องสูงเพื่อหวังให้เกิดการขยายการลงทุน แต่กลับมีการนำสภาพคล่องไปใช้หนี้สินมากกว่าการลงทุน เห็นได้จากในปี 2012 ที่ผ่านมาสัดส่วนการลงทุนทั้งโลกลดลง 18% เมื่อการลงทุนลดต่ำลงเศรษฐกิจโลกก็ไม่ขยายตัว และส่งผลให้การจ้างงานลดลงกระทบกันเป็นลูกโซ่"นายศุภชัย กล่าว
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่อุปสงค์ต่ำกว่าปกติ ซึ่งทั่วโลกพยายามหาทางออกด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดดอกเบี้ยให้ต่ำโดยขณะนี้ดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยทั้งโลกก็ต่ำมากอยู่แล้วคือระดับ 0.5-1% ซึ่งสะท้อนว่าเครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ยังต้องอาศัยการกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ซึ่งประเทศใหญ่อย่างสหรัฐก็ส่งสัญญาณเป็นแรงกดดันมายังเอเชียให้มีการบริโภค ใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจของโลกกลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าหัวจักรเศรษฐกิจเอเชียอย่างจีนก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะมีการลงทุนในระดับที่สูงเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่มีการลงทุนแบบเฝ้าระวังและมีความรอบคอบมากขึ้น

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของมหาอำนาจเศรษฐกิจในเอเชียทั้งจีนและญี่ปุ่นกำลังอยู่ในทิศทางชะลอตัว ถือว่าเป็นโอกาสของกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังอยู่ในทิศทางการเติบโตที่ดี จะแสดงบทบาทในเวทีโลกเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางด้านการค้าการลงทุนในอนาคต
กลุ่มชาติอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ที่ประกาศจะเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 และที่สำคัญจะต้องก้าวไปสู่การยกระดับจากอาเซียนที่มีสมาชิก 10 ประเทศ และมีประชากร 600 ล้านคน ไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค หรือ “RCEP” เพื่อก้าวสู่การเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ประชากรรวมกันกว่า 3,400 ล้านคน

ทั้งนี้ อาเซียนควรเร่งปรับปรุงความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ข้อ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ในการมุ่งสู่การเป็นตลาดเดียว (single Market) โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การแก้ไขขั้นตอนความยุ่งยากในพิธีศุลกากรของแต่ละประเทศ เพื่อลดเวลาในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโลจิสติกส์

2.ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาและยกระดับตลาดอาเซียนให้แข่งขันกับตลาดโลกได้มากขึ้น โดยส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่มีจำนวนมากให้สามารถแข่งขันกับโลกได้มากขึ้น รวมทั้งให้การศึกษาในสาขาต่างๆ ที่ผู้ประกอบการในตลาดอาเซียนมีศักยภาพ

3.ยุทธศาสตร์ในการสร้างความเท่าเทียมและเสมอภาคของชาติสมาชิกในอาเซียน โดยการเร่งรัดการตั้งกองทุนอาเซียน ตามที่ได้มีการริเริ่มกันไว้ในปฏิญญาเชียงใหม่เพื่อให้มีเงินทุนจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการให้ความช่วยเหลือ และส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ ของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะให้ความช่วยเหลือประเทศในกลุ่ม CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม ซึ่งถือว่ายังมีการพัฒนาในระดับที่ต่ำกว่าอีก 6 ชาติสมาชิกอาเซียน

4.ยุทธศาสตร์ยกระดับอาเซียนสู่การเป็นส่วนหนึ่งในเวทีโลก โดยส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทในเวทีโลกทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าการลงทุน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองมากขึ้นในเวทีโลก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่