เกร็ดสามก๊ก ๗ ก.ค.๕๖

กระทู้สนทนา
เกร็ดสามก๊ก

ลิ่วล้อผู้อาภัพ

“ เล่าเซี่ยงชุน “

ในวรรณกรรมเรื่องสามก๊กนั้น มีตัวละครระดับลิ่วล้ออยู่มากมาย บางคนก็ได้แสดงฝีไม้ลายมืออยู่เป็นเวลานาน อย่างเช่นพวกแซ่โจ เช่นโจหยิน โจหอง แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน แต่มีลิ่วล้ออีกบางคนที่ได้แสดงบทบาทอยู่ในเวลาอันสั้น แม้จะมีฝีมือระดับทหารเอกก็ตาม

คนแรกนั้นเป็นลิ่วล้อของลิโป้ นายทหารเอกลูกเลี้ยงของตั๋งโต๊ะ มหาอุปราชคนแรกของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เมื่อกองทัพฝ่ายหัวเมืองซึ่งมีโจโฉกับอ้วนเสี้ยวเป็นผู้นำ ยกมาล้อมลกเอี๋ยงนครหลวงไว้ เพื่อช่วยให้ฮ่องเต้หลุดพ้นจากการกดขี่ของมหาอุปราชนั้น ลิโป้บอกกับตั๋งโต๊ะว่า

“.............หัวเมืองยกมาทั้งนี้เปรียบเหมือนแมลงเม่า ข้าพเจ้าขออาสายกกองทัพออกไปฆ่าเสีย อย่าให้ท่านวิตกเลย.............”

ตั๊งโต๊ะได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจขึ้น จึงว่า

“..........ทุกวันนี้เราได้ลิโป้ไว้เป็นบุตร ถึงมาตรว่าจะได้ทหารอื่นมาไว้สิบหมื่น ก็ไม่เท่าลิโป้..........”

แต่ทันใดนั้นก็มีทหารระดับลิ่วล้อคนหนึ่ง สูงหกศอกเศษมีกิริยาดังเสือ ชื่อ ฮัวหยง ได้ยินลิโป้ว่าดังนั้น ก็คุกเข่าลงคำนับตั๋งโต๊ะ แล้วว่า

“.............ซึ่งจะฆ่าไก่แลจะเอามีดฆ่าโค มาฆ่านั้นไม่ควร ซึ่งการทั้งนี้เป็นแต่หัวเมืองทั้งปวงยกมา อันลิโป้ผู้บุตรท่านจะยกออกไปรบด้วยข้าศึกนั้น เห็นไม่สมควร ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตัดเอาศีรษะหัวเมืองทั้งปวง มาให้จงได้..........”

ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงเลื่อนให้ฮัวหยงเป็นนายทหารใหญ่ นำพลทหารห้าหมื่น กับนายทหารรองอีกสามนาย ยกออกไปตั้งรับข้าศึกที่ด่านกิสุยก๋วน

เปาสิ้นซึ่งเป็นนายทหารอยู่ในกองทัพของอ้วนเสี้ยว ก็ให้เปาต๋งน้องชายยกทหารออกมารบกับฮัวหยง แต่พอเปาต๋งเห็นหน้าฮัวหยงก็ตกใจกลัว ชักม้าบ่ายหน้ากลับ ฮัวหยงก็ขับม้าไล่ตามจนทัน แล้วเอาง้าวฟันถูกเปาต๋งตกม้าตายเป็นรายแรก แล้วตัดศีรษะใส่ถังบอกหนังสือแจ้งให้ตั๋งโต๊ะทราบ ตั๋งโต๊ะก็ปูนบำเหน็จให้ฮัวหยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ทันที

ต่อมาซุนเกี๋ยนเจ้าเมืองเตียงสา ซึ่งเป็นแม่ทัพหน้า ก็พาทหารเอกสี่คน ยกทหารออกมาท้าทายที่หน้าด่านว่า

“..........อ้ายพวกขบถ เร่งเปิดประตูออกมาเข้าเกลี้ยกล่อมกูจงเร็ว ถ้าช้าอยู่กูจะหักเข้าไปตัดศีรษะเสียให้สิ้น..............”

โฮจิ้นทหารรองของฮัวหยง ก็นำทหารห้าพันออกไปสู้รบกับซุนเกี๋ยน แต่รบกับทหารเอกของซุนเกี๋ยนได้แค่เจ็ดเพลงก็ถูทวนแทงคอ ตกม้าตาย ไพร่พลก็ถูกไล่ฆ่าฟันถอยหนีมาจนถึงกำแพงด่าน ทหารบนเชิงเทินยิงเกาทัณฑ์สกัดข้าศึกไว้ จึงถอยเข้าด่านได้

ต่อมาลิซกนายทหารรองคนที่สองของฮัวหยงก็มาบอกว่า

“.............บัดนี้ในกองทัพซุนเกี๋ยนนั้น ทหารทั้งปวงอดข้าวปลาอาหารอิดโรยอยู่แล้ว เวลาค่ำวันนี้ข้าพเจ้าจะคุมทหารอ้อมไปเข้าข้างหลังค่ายซุนเกี๋ยน ขอให้ท่านยกเข้าข้างหน้าค่าย จะตีกระหนาบเข้าไปปล้นเอาค่าย เห็นจะจับตัวซุนเกี๋ยนได้โดยง่าย..........”

ฮัวหยงก็เห็นชอบด้วย จึงแบ่งทหารออกเป็นสองกองแยกกันเข้าตีค่ายซุนเกี๋ยนในเวลาสองยามเศษ ฝ่ายซุนเกี๋ยนไม่รู้ตัวก็ตกใจ ลุกขึ้นแต่งตัวใส่เกราะ ขึ้นม้าถือง้าวออกมารบกับฮัวหยงได้แปดเพลง แลไปเห็นแสงเพลิงข้างหลังค่ายนั้นสว่างขึ้น ทหารในค่ายก็แตกตื่นล้มตายลงเป็นอันมาก จึงขับม้าหนีออกจากค่าย ไปกับทหารคนสนิทชื่อโจเมา ฮัวหยงก็ขับม้าไล่ตามไปติด ๆ ซุนเกี๋ยนหันมายิงเกาทัณฑ์สกัดสองดอก ฮัวหยงก็ปัดลูกเกาทัณฑ์ได้ พอซุนเกี๋ยนจะยิงซ้ำคันเกาทัณฑ์ก็หัก จึงต้องควบม้าหนีเตลิดไป

ทหารคนสนิทก็ให้ซุนเกี๋ยนเปลี่ยนหมวกกับตน แล้วก็ขับม้าแยกทางกันไป ฮัวหยงก็หลงตามคนที่สวมหมวกแม่ทัพข้าศึกไปด้วยความมืด เข้าไปในป่าเห็นหมวกตะคุ่ม ๆ ก็ให้ทหารล้อมยิงเกาทัณฑ์ใส่ แต่เจ้าของหมวกก็ไม่ไหวติง จึงเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าข้าศึกเอาหมวกของซุนเกี๋ยนสวม ตอไม้ไว้ หลอกให้ยิงเสียลูกเกาทัณฑ์

แล้วโจเมาก็ย้อนกลับมาจะลอบฆ่าฮัวหยงในความมืด แต่ฮัวหยงเหลือบเห็นเสียก่อน จึงเหวี่ยงง้าวฟันโจเมาตัวขากสองท่อนตกม้าตาย แต่ก็ช่วยให้ซุนเกี๋ยนหนีรอด คมง้าวไปได้

วันต่อมาฮัวหยงก็คุมทหารออกไปถึงหน้าค่ายของอ้วนเสี้ยว ให้ทหารเอาไม้ยาวเสียบหมวกซุนเกี๋ยนแม่ทัพหน้าแกว่งขึ้น และร้องประกาศว่า

“.........อ้ายเหล่าหัวเมืองซึ่งเป็นขบถ แต่งให้ซุนเกี๋ยนยกไปรบนั้น กูก็ตีแตกฆ่าทหารเสียเป็นอันมากแล้ว บัดนี้ใครซึ่งเป็นตัวนาย เร่งยกออกมารบกัน............”

ยูสิดนายทหารของอ้วนสุด น้องชายอ้วนเสี้ยวก็ยกออกมารบกับฮัวหยง แต่สู้ได้สามเพลงก็ถูกฮัวหยงฟันตกม้าตาย พัวหองนายทหารของฮันฮกเจ้าเมืองกิจิ๋ว ก็ออกมาแก้มือ ก็ถูกฮัวหยงฟันตายภายในสามเพลงเหมือนกัน ฮัวหยงก็รออยู่ว่าจะมีผู้ใดอาสาเอาศีรษะมาให้ตนฟันเล่นอีก

แต่รออยู่ไม่นานก็มีทหารหน้าแดงเครายาว แต่งตัวเป็นทหารเลวถือง้าวยาวกว่าความสูงของตัวออกมาแต่ผู้เดียว และยังไม่ทันได้รบกันสักเพลง ทหารเลวผู้นั้นก็ฟันฮัวหยง ศีรษะขาดกระเด็นไป ในพริบตา ทหารข้าศึกผู้นั้นมีชื่อว่า กวนอู เป็นน้องชายของเล่าปี่ เจ้าเมืองเพงงวนก๋วน

และเขาก็ได้เลื่อนเป็นนายทหารเอก มีชื่อเสียงโด่งดังต่อมาอีกสามสิบปี ส่วนฮัวหยงซึ่งมีฝีมือพอตัวแต่ชะตาขาด ต้องตายแต่ยังหนุ่ม ก็สูญสิ้นชื่อลงตั้งแต่บัดนั้น

คนต่อมานั้นเป็นชาวเมืองอุยก๋วนชื่อ ไทสูจู้ เมื่อยังเด็กอยู่กับมารดาซึ่งยากจน มีผู้อุปการะให้เสื้อผ้าข้าวปลาอาหาร ต่อมาผู้นั้นได้เป็นเจ้าเมืองปักไฮชื่อ ขงหยง ครั้งหนึ่งนายโจรชื่อ กวนไฮ ได้ยกพลมาล้อมเมืองไว้เพื่อจะขอเสบียงหมื่นถัง ขณะนั้นไทสูจู้โตเป็นหนุ่มแล้ว ได้ทราบข่าวจึงขึ้นม้าถือทวนแต่ผู้เดียว ตีฝ่าพวกโจรเข้าไปหาขงหยงในเมือง และขอทหารพันเดียวจะอาสาออกไปตีพวกโจร แทนคุณที่มีแก่มารดาของตน ถึงแม้จะตายในที่รบก็ยอม

ขงหยงก็ชอบน้ำใจจึงเอาเสื้อเกราะให้เป็นบำเหน็จ แล้วให้ถือหนังสือไปหา เล่าปี่ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพงงวนก๋วน ให้ยกทหารมาช่วย เล่าปี่ก็พากวนอูเตียวหุยมาช่วยขงหยงจนพวกโจรแตกพ่ายไป ขงหยงก็ให้ไทสูจู้อยู่รับราชการกับตน

ต่อมา เล่าอิ้ว เจ้าเมืองเอียงจิ๋ว ส่งคนมาตามให้ไปช่วยทำราชการด้วย ไทสูจู้จึงลา ขงหยงกลับไปหามารดา เล่าเรื่องที่ได้ไปช่วยขงหยง แล้วก็ไปอยู่กับเล่าอิ้วที่เมืองเอียงจิ๋ว ต่อมา เล่าอิ้วย้ายไปอยู่เมืองฉิวฉุน แล้วก็ถูกอ้วนสุดกับซุนเซ็กร่วมมือกันยกทัพมาตีเมือง จึงถอยไปตั้งรับที่ตำบล ขยกโอ๋

เล่าอิ้วนี้เป็นญาติกับเล่าเปียว ซึ่งเป็นอริกับ ซุนเกี๋ยน บิดาของซุนเซ็ก และฆ่าซุนเกี๋ยนตายเมื่อนานมาแล้ว ซุนเซ็กจึงยกทหารมาแก้แค้น ไทสูจู้ขออาสาคุมทหารเป็นกองหน้า แต่เล่าอิ้วไม่เห็นด้วยและให้ผู้อื่นไปก็แตกกลับมา เล่าอิ้วจึงยกพลไปตั้งอยู่ที่เชิงเขาสินเต๋งทางทิศเหนือ ซุนเซ็กก็ยกทหารมาตั้งอยู่ด้านทิศไต้

บนเขาสินเต๋งนั้นมีศาลเจ้าฮั่นกองบู๊ตั้งอยู่ ซุนเซ็กก็พาทหารสิบกว่าคนขึ้นไปเซ่นไหว้บนเขา และลาดตระเวนดูกำลังข้าศึกด้วย ไทสูจู้รู้ข่าวก็พาทหารเลวอีกคนหนึ่งขึ้นไปบนเขา เพื่อจะจับตัวซุนเซ็ก เมื่อพบกันไทสูจู้ก็ร้องถามว่าผู้ใดชื่อว่าซุนเซ็ก เราชื่อไทสูจู้จะมาจับตัวซุนเซ็ก

ซุนเซ็กก็หัวเราะแล้วว่า

“…..ตัวจะมาจับเราแต่สองคนนี้เรามิได้กลัว…..”

ไทสูจู้ก็ย้อนเอาว่า

“……เราผู้เดียวให้ตัวออกมาทั้งสิบสองคนนั้น เราก็ไม่กลัว…..”

แล้วทั้งสองก็เข้ารบกันได้ห้าเพลงไทสูจู้ก็ถอย ซุนเซ็กตามมาทันก็รบกันอีกห้าสิบเพลง จนประชิดตัวต่างก็คว้าทวนของฝ่ายตรงข้ามไว้ แล้วแย่งชิงกันจนตกจากหลังม้า ก็ยังปล้ำกันจนเสื้อเกราะขาดหลุดลุ่ย ซุนเซ็กก็คว้าทวนสั้นที่ไทสูจู้เหน็บหลัง ออกมาแทงเจ้าของ ไทสูจู้ก็ชิงเอาหมวกของซุนเซ็กมารับไว้ได้ พอดีทหารของทั้งสองฝ่ายตามมาทัน ซุนเซ็กนั้นมีลิ่วล้ออยู่สิบสองคน ส่วนทหารของไทสูจู้ยกกันมาตั้งพันคน ซุนเซ็กจึงเป็นฝ่ายถอยเข้าค่ายไป

ต่อมาจิวยี่ยกทัพมาช่วยซุนเซ็กอีกแรงหนึ่ง เล่าอิ้วจึงเป็นฝ่ายถอย แต่ถูกตามตีในตอนกลางคืน ไทสูจู้จึงพลัดกับเล่าอิ้วไปอยู่ที่เมืองเกงก๋วน กับทหารเพียงสิบห้าคน ซุนเซ็กก็ตามมาล้อมเมืองไว้ ไทสูจู้ยกทหารออกไปต่อสู้ ก็ถูกอุบายของฝ่ายซุนเซ็กถูกจับตัวได้ แต่ซุนเซ็กนับถือความกล้าหาญของไทสูจู้ จึงเกลี้ยกล่อมให้มาอยู่ด้วยกัน ไทสูจู้เห็นว่าซุนเซ็กไม่มีความพยาบาท จึงยอมอยู่กับซุนเซ็กตั้งแต่บัดนั้น

ซุนเซ็กก็รวบรวมกำลังไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังตั๋ง และพาไทสูจู้ไปรบขยายอาณาเขตออกไปถึงเมืองต๋องง่อ เมืองกังหนำ เมืองโลกั๋ง เมืองอิเจี๋ยง เจ้าเมืองง่อกุ๋นเกรงว่าเมืองของตนจะเป็นอันตราย จึงมีใบบอกไปแจ้งแก่โจโฉ แต่ถูกจับได้ซุนเซ็กจึงหลอกเอาตัวมาฆ่าเสีย แต่ตัวซุนเซ็กเองกลับถูกทหารเลวที่ติดตามเจ้าเมืองง่อกุ๋น ดักยิงด้วยเกาทัณฑ์อาการสาหัส และอีกไม่นานก็ถึงแก่ความตาย ไทสูจู้จึงอยู่กับซุนกวน น้องชายผู้รับมรดกเป็นเจ้าเมืองกังตั๋งต่อไปอีกนาน

จนเมื่อการศึกครั้งใหญ่ที่ตำบลเซ็กเพ็กริมอ่าวหน้าเมืองกังตั๋งได้สิ้นสุดลง โดยกองทัพของโจโฉแตกพ่ายไม่เป็นขบวนไปแล้ว จิวยี่ก็เสียทีถูกอุบายของขงเบ้งจนเจ็บป่วย ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองฉสองกุ๋น ฝ่ายซุนกวนยกกองทัพไปตีเมืองหับป๋า ไทสูจู้ก็ติดตามไปด้วย แต่รบกับเตียวเลี้ยวนายทหารเอกของโจโฉ กว่าสิบครั้งแล้วยังไม่แพ้ชนะกัน จิวยี่จึงให้ โลซก กับ เทียเภา ยกกองทัพไปช่วย ซุนกวนจึงมีมานะจะรบกับเตียวเลี้ยวให้ถึงแตกหัก

เมื่อยกทหารมาประจันหน้ากันแล้ว ไทสูจู้ก็ควงทวนเข้ารบกับเตียวเลี้ยว ถึงแปดสิบเพลงก็ยังไม่เพลี่ยงพล้ำแก่กัน ซุนกวนยืนม้าดูทหารเอกทั้งคู่รบกันเพลินจนไม่ระวังตัว ทหารรองของเตียวเลี้ยว ก็ควงดาบควบม้าเข้ามาจะฟันซุนกวนซึ่งกำลังเผลอ นายทหารของซุนกวนก็ช่วยป้องกันไว้ได้ทัน จึงเกิดการรบอลหม่านขึ้น ไทสูจู้ก็ตกใจผละจากเตียวเลี้ยวเพื่อมาป้องกันนาย และพาหนีไป เตียวเลี้ยวก็ไล่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด พอดีเทียเภายกทหารหนุนมา จึงเข้าตีสกัดข้าศึกไว้ได้ เตียวเลี้ยวจึงต้องถอยกลับเข้าเมืองหับป๋า

ต่อมาไทสูจู้ก็บอกซุนกวนว่า ตนมีพรรคพวกอยู่ในเมืองหับป๋าสองคน รับรองว่าจะช่วยเป็นไส้ศึกข้างในเมือง ตนจึงขอทหารไปทำการแก้แค้นในเวลากลางคืน ซุนกวนก็อนุญาตให้ไปแต่ก็เตือนว่า เตียวเลี้ยวมีสติปัญญาทั้งฝีมือก็เข้มแข็ง เห็นจะไม่ประมาท จงคิดอ่านตรึกตรองให้ดี ไทสูจู้ก็รับคำแล้วยกทหารไปในตอนค่ำ

ส่วนในเมืองนั้นเมื่อพรรคพวกของไทสูจู้จุดไฟขึ้นที่หลังค่าย และช่วยกันร้องว่า ข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว ชาวเมืองก็แตกตื่นกันวุ่นวาย แต่เตียวเลี้ยวระวังตัวอยู่แล้ว จึงไม่ตกใจ สั่งให้ทหารไปเที่ยวหาตัวผู้ก่อเหตุ ก็จับตัวได้ทั้งสองคนจึงให้เอาไปประหารเสีย แล้วก็สวมรอยเปิดประตูเมืองให้ไทสูจู้ขับม้านำทหารเข้าเมือง แล้วล้อมยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกไทสูจู้หลายดอก ต้องถอยออกมา พอดีนายทหารสองคนของซุนกวน ยกทหารตามมาช่วยจึงเอาตัวไทสูจู้กลับเข้าค่ายได้

ซุนกวนเห็นว่าไม่สามารถจะตีเมืองหับป๋าได้ จึงถอยทัพลงเรือกลับมาเมืองลำซี ไทสูจู้นั้นบาดเจ็บสาหัสอาการหนักมาก ซุนกวนให้เตียวเจียวไปเยี่ยม ไทสูจู้ก็ปรารภว่า

“……เกิดมาเป็นชาย ถึงจะตายในท่ามกลางศึก ก็ไม่เสียดายชีวิต….แต่เหตุใดจึงมาสิ้นอายุเสียแต่ยังหนุ่ม……..”

แล้วไทสูจู้ลิ่วล้อผู้มีฝีมือของกังตั๋งก็สิ้นใจตาย เมื่ออายุได้สี่สิบเอ็ดปี ซุนกวนก็แต่งการศพไปฝังไว้ที่เชิงเขาปักกัว และรำลึกถึงอยู่เสมอ

#######



วางเมื่อ ๗ ก.ค.๕๖ เวลา ๐๗.๓๐
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่